Skip to content

โครงการที่ไม่ใช่ส่วนเกิน

26 ธ.ค. 2560 | 19:00น.
โครงการที่ไม่ใช่ส่วนเกิน

คอลัมน์ CSR Talk

โดย พันธุ์ เสนานุช สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ

“อยากทำสิ่งดี ๆ ให้ชุมชน แต่คนไม่ให้ความร่วมมือ” เสียงบ่นลักษณะนี้มีอยู่เสมอในงานพัฒนาชุมชนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อไปเปิดตัวโครงการกับชุมชน จะพบท่าทีนิ่งเฉย แม้คนทำโครงการจะมั่นใจว่าชุมชนจะได้ประโยชน์อย่างมากมาย

กระบวนการทำงานชุมชน จึงต้องเริ่มต้นสร้างความคุ้นเคย สนิทสนม จนเกิดความไว้วางใจจนกว่าจะขายความคิดได้สำเร็จ

แต่จะง่ายกว่านั้น ถ้าโครงการตรงกับความต้องการของคนในชุมชนจริง ๆ ในการทำธุรกิจให้เวลากับกระบวนการวางแผนทางธุรกิจ เพราะรู้ว่าสำคัญเพียงใด การทำงาน CSR ก็ไม่ต่างกัน

การหาข้อมูลที่รอบด้าน การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดกลยุทธ์ และวิธีการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย เป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นกัน และในขั้นตอนการหาข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลนี้เองที่จะได้คำตอบว่าอะไรคือความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชน เพราะแม้ว่าเป้าหมายของการทำงานคือการยกระดับรายได้ ซึ่งมักจะทำโครงการสร้างอาชีพเสริมก็ต้องทำ โดยมีข้อมูลทั้ง value chain ของอาชีพนั้น ไม่ต่างกับการทำแผนธุรกิจ

ที่ผ่านมาโครงการส่งเสริมอาชีพที่ประสบความล้มเหลวเพราะไม่ได้มีการมองภาพทั้ง value chain ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงตลาด เช่น สอนวิธีการผลิตผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ได้เตรียมตลาดไว้รองรับ เป็นต้น

แต่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือต้องทำในสิ่งที่เขาสนใจ หรือทำอยู่แล้ว แต่ทำให้ได้ดีกว่าเดิม เพื่อสร้างความสนิทสนมไว้วางใจ ถ้ามีโครงการที่คิดว่าจะสร้างโอกาสให้ชีวิตเขาดีขึ้น ต้องนำเสนอให้เห็นภาพความสำเร็จ และต้องไม่ทำให้เขาล้มเหลว และทำให้เขา “ซื้อ” ความคิดนั้น ไม่ใช่ “สั่ง” หรือ “ร้องขอ” และ “ล่อใจ” ให้ทำ เช่น ในพื้นที่เกษตรกรรม โครงการที่จะนำไปสร้างรายได้เพิ่มควรจะพัฒนาการทำการเกษตรให้มีผลผลิตที่ดีขึ้น ด้วยการเสริมความรู้ใหม่ ๆ เทคโนโลยี ไม่ควรทำโครงการสร้างอาชีพที่ไม่ใช่วิถีชีวิตที่เป็นอยู่ และไม่ใช่ทักษะที่เขามี

เมื่อชวนเกษตรกรทำในวิธีการใหม่ ๆ ต้องทำให้เห็นจริง นอกจากการพาไปดูงาน ควรทำในแปลงทดลองขนาดเล็กก่อนให้เกษตรกรเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งจะสามารถต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว เพราะการทำเกษตรกรรมคือสิ่งที่เขาทำมาตลอดชีวิต จึงนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกว่า เมื่ออาชีพหลักมั่นคงแล้ว การสร้างอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้จะเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก เพราะมีความไว้วางใจ และเชื่อมั่นในการทดลองทำสิ่งใหม่ที่นำเสนอเข้าไป

ดังนั้น จึงต้องเข้าไปดูปัญหาพื้นฐานชีวิตของชุมชนเสียก่อนที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นส่วนเกินไปทันที สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือคนทำงานชุมชนเข้ามาเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง ทำอย่างไรจะให้คนในชุมชนพึ่งพาตนเองได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ทุกทางเลือก คนในชุมชนต้องเป็นผู้เลือก คนทำงานชุมชนเป็นเพียงผู้นำเสนอทางเลือกเท่านั้น

แท้จริงแล้วแนวคิดในการปฏิบัติงานชุมชนโดยให้ความสำคัญกับการสร้างความมีส่วนร่วมเป็นทฤษฎีงานพัฒนาที่รู้กันโดยทั่วไป แต่อาจจะลืมไปว่าความรู้สึกมีส่วนร่วมต้องมาพร้อมกับความเป็นเจ้าของ หรือ ownership จึงเป็นการร่วมแบบรวมเป็นน้ำและเนื้อเดียวกัน

องค์กรธุรกิจจึงต้องมีกระบวนการบ่มเพาะ สร้างสภาพแวดล้อมให้พนักงานที่มาจากต่างถิ่นต่างที่ มีความรู้สึกเป็นเจ้าของทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เจ้าของบริษัทแต่อย่างใด เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย

แต่พอหันกลับมาดูกระบวนการทำงานชุมชนที่ผ่านมา คนทำงานชุมชนทั้งภาครัฐ และเอกชน ทำโครงการพัฒนาชุมชนที่คนในชุมชนไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องของพวกเขาทั้ง ๆ ที่เป็นชุมชนของพวกเขา

มีกรณีศึกษาในการเปลี่ยนแปลงในงานพัฒนาชุมชนหลายแห่งที่ประสบความสำเร็จ โดยที่คนทำงานเริ่มต้นที่การแก้ไขปัญหาพื้นฐานของชุมชน ทำในสิ่งที่ชุมชนสนใจ ทำในสิ่งที่เขาทำอยู่ โครงการที่นำเสนอจึงไม่เป็นส่วนเกินที่แปลกแยก แต่สามารถต่อยอดไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด (หน้า 32, 31)

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ซีเอสอาร์ พัฒนาชุมชน