เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“สมคิด”ติดเทอร์โบศก.ปี”61 ขี่กระแส”เอเชีย”ดึงทุนนอกเข้าไทย

31 ธ.ค. 2560 | 00:30น.

“สมคิด” ดันเศรษฐกิจไทยปีจอหลุดเสี่ยง เร่งปฏิรูปเกษตร-สั่งแบงก์รัฐปูพรมอัดฉีดคนจน ดึงสตาร์ตอัพ ชนชั้นกลางร่วมขับเคลื่อน เผยปี”61 นาทีทองคลื่นนักลงทุนต่างชาติมั่นใจไทยสุด ๆ ญี่ปุ่น-จีน-ฮ่องกง บุกลงทุน EEC ยอดบีโอไอแตะ 6 แสนล้าน ยักษ์ธุรกิจไทยหันลงทุนในประเทศเพิ่ม เชื่อก้าวพ้น “ขาลง” ก่อนเลือกตั้ง ทหาร นักการเมือง win win

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล คาดการณ์เศรษฐกิจการเมืองปี 2561 จะเป็นปีที่ดีที่สุดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะปี 2560 ประเทศไทยพ้นจากความถดถอยทางเศรษฐกิจ ดัชนี ปัจจัย ชี้นำเศรษฐกิจดีขึ้นทุกตัว การบริหารเศรษฐกิจโดยกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยมีเสถียรภาพ ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศสถาบันต่าง ๆ ได้มีการปรับเกรดให้ประเทศไทยดีขึ้นทุกสถาบัน

ธนาคารโลกชี้ไทยพ้นจุดรายได้ต่ำ 

นายสมคิดให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รายงานของธนาคารโลกเรื่อง “Riding the Wave : An East Asian Miracle for the 21 Century” เรื่องคนจนมาก หรือ Extreme Poor ว่า ประเทศไทยพ้นจากจุดที่มีรายได้ต่อวันต่ำมาก หรือประมาณ 2-3 ดอลลาร์สหรัฐ/วันไป ขณะที่อีกหลายประเทศในเอเชียสถานการณ์ยังน่าเป็นกังวล แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยได้สร้างคนชั้นกลางขึ้นมาได้จำนวนมาก ซึ่งสิ่งที่เขาแนะนำ คือ 1.ประเทศไทยต้องตอบสนองความต้องการของคนชั้นกลางที่เกิดขึ้นมาใหม่ และ 2.การปิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยให้ลดน้อยลง

มาตรการที่สำคัญอย่างยิ่งในปี 2561 คือ 1.การปฏิรูปการเกษตรต้องมีต่อไป รัฐบาลกำลังทำ ไม่ใช่แค่พูด 2.การตอบสนองความต้องการของคนชั้นกลาง ให้กล้าที่จะริเริ่มธุรกิจในวันข้างหน้า ขอความร่วมมือกับทุกธนาคารเปิดโอกาสให้เกิดธุรกิจ คนชั้นกลาง ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะ start up

ต่างชาติบูมลงทุน 6 แสนล้าน

นายสมคิดกล่าวว่า “ไม่มีช่วงเวลาไหนที่นักลงทุนต่างชาติมั่นใจในประเทศไทยเท่าช่วงเวลานี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงหลังที่เกิดความวุ่นวายเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตั้งเป้าการลงทุนจากต่างประเทศ 6 แสนล้านบาท ขณะนี้เฉียดเข้าใกล้เป้าหมายแล้ว เป็นการเติบโตที่พลิกขึ้นมาค่อนข้างดี”

“หัวใจคือ ถ้าสัมผัสจากนักลงทุน ทั้งญี่ปุ่น และจีน เข้ามาเมืองไทยเยอะจริง ๆ ดูจากยอดจองส่งเสริมการลงทุนทุกพื้นที่ ในโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะเห็นภาพชัดเจน ขณะที่ภาพรวมการลงทุนของไทยค่อย ๆ ตามมาแล้ว สิ่งที่เห็นชัด คือ เรื่องอสังหาริมทรัพย์และเซ็กเตอร์อื่น”

“ผมคิดว่านักลงทุนไทยฉลาดนะ เขากำลังดูทิศทางลมโดยเฉพาะยักษ์ใหญ่ที่ไปลงทุนในอาเซียนทั้งหลาย เขาเริ่มลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นแล้ว เช่น ค่ายเซ็นทรัล ไทยเบฟฯ สหพัฒน์ หรือกลุ่มอสังหาฯ ที่ไปลงทุนที่อื่นเยอะ ๆ กำลังจะโหมโรงลงในไทย”

2561 ปีแห่งการโกยคะแนน 

หัวหน้าทีมเศรษฐกิจกล่าวด้วยว่า ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่รัฐบาลวางพื้นฐานสำหรับอนาคต เหมือนหว่านพืช รดน้ำพรวนดินไว้พอสมควร ปี 2561 จะเป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยว เช่น 1.อินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน 2.Prompt-pay e-Payment เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากและไม่ใช่เรื่องง่าย ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงของกระทรวงการคลังในยุคนี้ ปีหน้าไม่ถึงครึ่งปีก็จะสมบูรณ์ นำไปสู่ดิจิทัลอีโคโนมี การซื้อของ การจับจ่าย การทำอีคอมเมิร์ซ จะเป็นครั้งแรกที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทย

3.การลงทุน megaproject ที่อั้นมานาน ปี 2561 จะเร่งทะลวงให้เร็วขึ้น ได้แก่ โครงการ EEC ซึ่งเป็นตัวที่แข่งขันกับเวียดนาม และฮ่องกง-จีน, ญี่ปุ่น กำลังขยายการลงทุนเข้ามา ในประเทศรถไฟรางคู่ 5 เส้นทาง 13 สัญญา มูลค่า 9.5 หมื่นล้านบาท ลงนามในสัญญา 28 ธ.ค. 2560 ซึ่งเป็นประโยชน์สูงสุดในทางเศรษฐกิจ

“การช่วยเหลือ SMEs โดยธนาคารของรัฐ ทั้งเอสเอ็มอีแบงก์ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ขณะนี้ค่อนข้าง full stem ธนาคารออมสิน ไม่ขยายสาขาแต่ขยายรถเคลื่อนที่ 1,000 คัน บริการในพื้นที่ลำบาก ที่ดีใจ คือ ธนาคารกรุงไทย เริ่มเป็นหลักให้กับชาวบ้านได้ ขณะที่ Exim bank ต้องปรับโครงสร้าง เน้นปล่อยสินเชื่อเพื่อเปลี่ยนผู้ส่งออกรายย่อย”

นายสมคิดกล่าวว่า “รัฐบาลจะเคลียร์โครงการลงทุนทั้งหมดให้ปิดฉากปี 2560 ฉะนั้น ผมเรียกปี 2560 ว่า เป็นช่วงก้าวพ้นจากบ่วงที่ผูกมัดขาเรามานาน และหว่านเมล็ดเพื่ออนาคตข้างหน้า พอเริ่มปี 2561 ผมเชื่อว่าจะเป็นปีที่ riding the wave คือ กระแสความเจริญมาที่เอเชียแน่นอน ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่จะขี่กระแสนี้เพื่อทะยานไปสู่อนาคตข้างหน้า”

“ฉะนั้นใครจะบอกว่า ขาลง ผมมองต่างกัน ถ้าเรามีกำลังใจคิดในมุมบวก จะเป็นปีที่ประเทศไทย take off ได้ ถ้าทำให้ดี เพราะฉะนั้นการจะทำให้ประเทศไทย take off ได้ ประการแรกที่ต้องทำ คือ ต้องเร่งการลงทุน ทั้งจากในและต่างประเทศ”

อัดเงินคนจน-หุ้นพุ่งส่งออกเพิ่ม

นายสมคิดกล่าวถึงโครงการช่วยคนจนที่นอกเหนือจากกระทรวงการคลังที่จะใส่เงินเข้าไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะต้องเปลี่ยนโครงสร้างการเกษตร นำเทคโนโลยีของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯลงไปช่วยการพัฒนาท้องถิ่น โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไปทำชุมชนให้เข้มแข็ง และอัดฉีดเงินจากกระทรวงการคลัง, สำนักงบประมาณ ไปช่วยคนจนมาก ๆ

“จะเป็นโครงการร่วมกันทั้งหมด เรียกว่า โครงการประชารัฐเพื่อการปฏิรูปการเกษตรและยกระดับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจระดับรากหญ้า รวมถึงกองทุนหมู่บ้านด้วย การทำให้ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น”

“ทั้งหมดที่จะทำเพราะเชื่อว่าปี 2561 กระแสการลงทุนยังมาที่เอเชีย เราต้องการเร่งเมกะโปรเจ็กต์ทุกโครงการ รถไฟจะออกไปสู่ภูมิภาค ทุกโครงการต้องเดินหน้า อุตสาหกรรม SMEs เร่งเรื่องบิ๊กดาต้า โดยจะจัดงานไทยแลนด์บิ๊กดาต้ากลางปี ให้เกิดการตื่นตัวให้ได้ เราไม่ได้พูดอย่างเดียว แต่เราทำจริง และพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกพรรคการเมืองช่วยให้ทุกภูมิภาคเจริญขึ้นมา เป็นสิ่งที่เราตั้งใจเอาไว้”

นายสมคิดสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์จับมือกับบีโอไอ เน้นการลงทุนเพื่อการส่งออก ผลักดันให้ยอดการส่งออกเป็นไปตามเป้า และมั่นใจว่ายอดจะไม่ตกไปกว่าปี 2560 อย่างแน่นอน เมื่อทุกอย่างดีขึ้น ตลาดหุ้นก็จะดีขึ้น ตอนนี้ 1,700 จุด ปี 2561 จะดีขึ้นกว่านี้

“บิ๊กตู่” ขู่พ่อค้ายางระวังตัวให้ดี

“ปี 2560 รัฐบาลออกมาตรการเศรษฐกิจไปเยอะมาก เพราะสินค้าเกษตรตกต่ำจริง ๆ เช่น ยางพารา ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ออกมาตรการค่อนข้างครบวงจรเพื่อช่วยผ่อนคลายในช่วงระยะสั้น อาทิ มาตรการดูดซับปริมาณยางพารา โดยธนาคารทุกแห่งยินดีปล่อยสินเชื่อ ร่วมมือกับพ่อค้าและเอกชนทั่วไปเพื่อช่วยรับซื้อผลผลิตยางใหม่และการลดซัพพลาย”

นายสมคิดอ้างถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ว่า ได้ย้ำให้ทุกกระทรวงนำยางมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ โดยให้นายสมชาย หาญหิรัญ รมช.อุตสาหกรรม เป็นแม่งาน นำตัวเลขความต้องการใช้ปริมาณยางของทุกกระทรวงประสานกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ยางเพื่อแปรรูป โดยการให้สินเชื่อเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ รัฐบาลจะทำทุกอย่างที่จะประคองไม่ให้ราคายางตกต่ำไปกว่านี้

“พ่อค้าที่ไม่ร่วมมือและไปทำร้ายเกษตรกรชาวสวนยาง ให้ระวังตัวดี ๆ เรารู้ว่ามีใครทำไม่ดี แต่เราให้โอกาสที่จะมาร่วมมือกัน”

เปลี่ยนแปลงก่อนเลือกตั้ง

นายสมคิดย้ำว่า หัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้คำสั่งการของนายกรัฐมนตรี มี 2 ข้อ

1.ไม่ว่าภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคประชาชน ต้องใช้แนวเศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวหลัก 2.ประชารัฐ โฟกัสที่เกษตรฐานราก เชื่อว่าภายใน 1 ปีก่อนเลือกตั้ง ถ้าทำงานจริงจังจะเห็นความเปลี่ยนแปลง

“ผมเชื่อมั่นว่า สถานการณ์หลายอย่างดีขึ้น อย่างที่ธนาคารโลกบอก คลื่นนักลงทุนไหลมาที่เอเชีย มาที่เมืองไทย เราต้องขี่กระแสนี้ให้ได้ และจะขี่กระแสนี้ได้ เราก็ต้องพัฒนาตัวเอง ทำตัวเองให้ดี ถ้าขี่กระแสนี้ได้และทะยานเหนือระดับคนอื่น เราใกล้เคียงมาเลเซียมากขณะนี้ หลังจากเราถูกทิ้งห่างมา 10 กว่าปี เราใช้เวลาเพียง 2 ปีเข้าใกล้เขา”

ทหาร-นักการเมือง win win 

นายสมคิดตอบคำถามเรื่องการเลือกตั้งในปี 2561 ว่า “ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นทหาร จึงต้องการรักษาคำพูด แต่ประเทศต้องอยู่รอดด้วย ขึ้นอยู่ที่ความพอดี ตามสถานการณ์ แต่โรดแมปไปแน่นอน เราอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยไม่ไปได้อย่างไร ยังไงก็ต้องเลือกตั้ง แต่ต้องพอดี ๆ ทุกคน win-win นโยบายทั้งหลายอย่าถูก disrupt เพราะเราเชื่อว่าถ้าการเมืองปกติ สิ่งที่รัฐบาลนี้ได้ทำไปเกิดขึ้นได้ยากมาก”

“ระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี แต่พยายามคิดถึงจุดมุ่งหมายที่ใหญ่กว่านั้น คือ ความอยู่ดีกินดี มาตรฐานชีวิตของคนไทย การเมืองเป็นเพียงเครื่องมือไปสู่ตรงนั้น การเมืองจะไปดีได้เศรษฐกิจก็ต้องดี ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีการเมืองไม่ดีแน่ โอกาสทางการเมืองของแต่ละฝ่ายขึ้นอยู่กับสถานะทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น ฝ่ายที่ต้องการมีอำนาจก็ต้องเล่นทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ เป็นเรื่องปกติ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของคนทำงานก็ทำให้ดีที่สุด และอธิบายไปว่าได้ทำอะไรบ้าง ประชาชนจะตัดสินเองว่า เขาอยากได้อะไร”