Skip to content

อุตฯท่องเที่ยวไทย 2560 ก้าวข้ามปัจจัยลบ-มุ่งเติบโตอย่างยั่งยืน

31 ธ.ค. 2560 | 10:15น.
อุตฯท่องเที่ยวไทย 2560 ก้าวข้ามปัจจัยลบ-มุ่งเติบโตอย่างยั่งยืน

ก้าวข้ามกันไปเรียบร้อยแล้วสำหรับปี 2560 และเข้าสู่ศักราชใหม่ปี 2561 ซึ่งถือเป็นอีกปีที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการแข่งขันที่ยังคงดีกรีความรุนแรงในทุก ๆ มิติ รวมถึงโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องการให้ “ท่องเที่ยว” เป็น “เครื่องมือหลัก” ในการกระจายรายได้สู่ชุมชนและเมืองรอง ไม่ให้กระจุกตัวอยู่ในเฉพาะเมืองท่องเที่ยวหลักเท่านั้น

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมเหตุการณ์และความเคลื่อนไหวในปี 2560 ที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยก้าวข้ามปัจจัยลบหลายอย่างมาได้อย่างแข็งแรง และจะเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในปี 2561

“สมคิด” สั่งดันท่องเที่ยวเมืองรอง

หลังจากมีการปรับคณะรัฐมนตรีชุดล่าสุด “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ จึงได้เข้ามาดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และมอบนโยบายแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยกันคิด-ปฏิบัติ และเร่งกระจายรายได้ไปยังเมืองรองและลงลึกถึงระดับชุมชน

โดยมองว่าปัจจุบันผลที่ได้ยังไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยมี 34-35 ล้านคนต่อปี มีรายได้จากการท่องเที่ยวครองสัดส่วน 20% ของจีดีพีแล้ว แต่ยังพบว่ารายได้จากการท่องเที่ยวนั้นยังกระจุกอยู่ในเมืองท่องเที่ยวหลักไม่กี่แห่งเท่านั้น

ดังนั้นโจทย์ของการปรับทัพใหม่ของกระทรวงการท่องเที่ยวฯในครั้งนี้ จึงต้องการให้นักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวนั้นออกดอกออกผลไปยังทุกคนทุกภาคส่วน เป็น “อินคลูซีฟโกรท” (inclusive growth) ที่แท้จริง

โดย “สมคิด” ได้ให้การบ้านแก่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และ ททท.ว่า ภายในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2561 นี้ ต้องกางแผนที่ออกมาดูว่าจังหวัดหรือชุมชนไหนที่มีศักยภาพทำท่องเที่ยวได้เลย จากนั้นชี้เป้าให้ชัด ๆ ว่าสินค้าและบริการด้านท่องเที่ยวที่จะพัฒนาออกมานั้นมีอะไรบ้าง จาก 155 ชุมชนที่มีศักยภาพ และภายใน 3-6 เดือนนี้ต้องเริ่มเห็นผลทันที เพราะความจริงแล้วศักยภาพเมืองรองมีสูงมาก แต่ปัจจุบันกลับลงไม่ถึง อย่างไรก็ตาม ระยะหลังนี้ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพราะมีสายการบินโลว์คอสต์เข้าไปช่วยบินจังหวัดรอง ๆ มากขึ้น

“วีระศักดิ์” นั่ง รมว.ท่องเที่ยว

กลายเป็นข่าวฮือฮาปนน้ำตาลูกผู้หญิงอีกครั้ง เมื่อ “กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” ได้ถูกปรับออกจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา และมี “วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” ซึ่งในอดีตเคยได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯมาแล้วเมื่อปี 2551 ในยุคของรัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช” และรัฐบาลของ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” เข้ารับตำแหน่งแทน

งานนี้ “กอบกาญจน์” ได้เปิดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งน้ำตาว่า ส่วนตัวได้ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่แล้ว และขอขอบคุณที่ให้โอกาสตนได้มานั่งตำแหน่งนี้

โดยที่ผ่านมาได้เน้นการทำงานร่วมกับท้องถิ่นเพื่อสร้างฐานรากการท่องเที่ยวชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ไม่ยึดติดกับตัวบุคคล และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็บอกเสมอว่ามีเวลาน้อย และต้องทำงานโดยมีความพร้อมที่จะส่งต่องานอยู่ตลอดเวลา

ด้วยประสบการณ์ที่หลากหลาย ครบเครื่อง และเคยนั่งบริหารในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯมาแล้ว บวกกับที่เคยนั่งบริหารงานที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวในหลายหน่วยงาน อาทิ ทีเส็บ หรือ อพท. จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับ “วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” ในการเข้ามานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯคนใหม่ในรอบนี้

โดย “วีระศักดิ์” ได้แถลงถึงแนวทางการบริหารงาน รวมทั้งให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในวันที่เข้ามานั่งบริหารกระทรวงการท่องเที่ยวฯวันแรกว่า สิ่งที่ตนสามารถกำหนดและดำเนินงานได้ทันที มี 2 เรื่องใหญ่ ได้แก่ 1.การปรับโครงสร้างใหญ่ว่าจะทำอย่างไรที่จะให้งานด้านการท่องเที่ยวที่สร้างจีดีพีให้ประเทศได้ถึง 20% อยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกนี้สามารถกระจายเข้าไปยังชุมชน และช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างแท้จริง และคนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ เพราะภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนั้นมีซัพพลายเชนเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมากที่สุด

และ 2.ให้ความสำคัญในเรื่องการซ่อมแซม บำรุงรักษา และช่วยวางระบบต่าง ๆ เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวของไทยสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เสื่อมโทรม แต่ที่ผ่านมาโครงสร้างของอุตสาหกรรมยังขาดเรื่องของการซ่อมแซม บำรุงรักษา ฟื้นฟู รวมถึงการจัดระบบต่าง ๆ ยังไม่ดี

ซึ่งในส่วนนี้มีแผนจะตั้ง “คลินิกท่องเที่ยว” หรือ tourism clinic เข้ามาเป็นหน่วยงานกลางในการประสานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้มากยิ่งขึ้น และกระจายไปอย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม “วีระศักดิ์” ได้ย้ำว่า เขาจะไม่เข้ามาแก้ไขหรือรื้อแผนงานเก่าที่ทำดีอยู่แล้วแน่นอน และจะทำสิ่งที่กำลังเดินไปได้ให้ดีขึ้น ไม่สะดุด จะพยายามเชื่อมรอยต่อต่าง ๆ ให้ก้าวต่อไปข้างหน้า และจะใช้โอกาสที่ได้กลับมาทำงานอีกครั้งทำเรื่องโครงสร้างให้เสร็จ

และเชื่อว่าหากกรอบโครงสร้างและแผนยุทธศาสตร์ต่าง ๆ เสร็จสมบูรณ์ก็จะทำให้คนที่มารับช่วงทำงานใหม่จะได้สามารถเดินงานต่อได้ทันที และมีความต่อเนื่องของนโยบายการทำงานที่ชัดเจน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวให้มีความมั่นคง แข็งแรง และยั่งยืนต่อไป

แอร์ไลน์ไทยเฮ ! ICAO ปลดธงแดงไทย

นับเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี 4 เดือน ที่ประเทศไทยอยู่ในรายชื่อประเทศที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยด้านการบิน หลังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ได้เข้ามาตรวจสอบการกำกับดูแลมาตรฐานดังกล่าวในเดือนมกราคม 2558 ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่าไทยมีความบกพร่องเกี่ยวกับกระบวนการออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศทำให้ ICAO ประกาศติดธงแดงหน้าชื่อประเทศไทย ในวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่า ไทยยังไม่มีการกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนอย่างเพียงพอภายใต้มาตรฐานของ ICAO

กระทรวงคมนาคม และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จึงได้เร่งแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว ทบทวนการตรวจประเมินการออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (AOC Recertification) ทั้งหมด 28 สายการบินที่ทำการบินระหว่างประเทศ แก้ไขกฎหมายการเดินอากาศใหม่ และพัฒนาบุคลากรที่มีความขาดแคลน

กระทั่งได้ยื่นขอให้ ICAO ตรวจประเมินใหม่จน ICAO ได้ประกาศปลดธงแดงหน้าประเทศไทยไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา

ผลจากภารกิจปลดธงแดงสำเร็จนี้ ทำให้สายการบินสัญชาติไทยหลาย ๆ แห่งเตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่ และเพิ่มเที่ยวบินไปยังญี่ปุ่น และเกาหลีใต้มากขึ้น ซึ่งเป็น 2 ประเทศที่เคยออกมาตรการเข้มไม่ให้สายการบินสัญชาติไทยเข้าไปขยายตลาดเพิ่ม

โดยขณะนี้สายการบินของไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างเจรจาเปิดเส้นทางบินและเพิ่มเที่ยวบิน คาดว่าจะได้เห็นการแข่งขันด้านราคาตั๋วบินไปญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในปี 2561

นอกจากนี้ ทาง กพท.ยังได้วางเป้าหมายยกระดับมาตรฐานด้านการบินพลเรือนของไทยให้สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (FAA) ยอมรับ กลับขึ้นมาอยู่ใน category 1 ภายในไตรมาส 1 ปี 2561 หลังจากที่ FAA ลดระดับให้ไทยอยู่ category 2 ทำให้สายการบินสัญชาติไทยไม่สามารถทำการบินเข้าสหรัฐอเมริกาได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558

ทั้งนี้ เพื่อให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สามารถทำการบินสู่สหรัฐได้ทันตารางบินฤดูหนาวปีหน้า หรือตุลาคม 2561

ทย.ปรุงโฉม 29 สนามบิน

ในห้วงหลายปีที่ผ่านมานี้มีการหยิบข้อเสนอมาพูดถึงตลอดว่า ต้องการให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. หรือเอกชนรายอื่น ๆ เข้ามารับบริหารสนามบินของ กรมท่าอากาศยาน (ทย.) เพื่อให้ท่าอากาศยานทั่วประเทศที่อยู่ในความดูแลของกรมท่าอากาศยาน มีศักยภาพในการรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ และนักท่องเที่ยวได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

ล่าสุด กรมท่าอากาศยานก็ได้ข้อสรุป พร้อมทั้งวางเป้าหมายให้สนามบินในกำกับดูแลทั้ง 29 แห่ง (รวมสนามบินเบตงที่เพิ่งเริ่มก่อสร้างไป) ซึ่งกระจายอยู่ทุกภาคของประเทศไทย เป็นสนามบินเพื่อการท่องเที่ยว หรือ “ทัวริสต์ แอร์พอร์ต” ในทุกรูปแบบ ทั้งลงทุนพัฒนาเอง ให้สิทธิเอกชนบริหาร และเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมทุน (PPP)

โดยได้นำร่องด้วยการพัฒนาสนามบินในภูมิภาค 3 แห่ง ได้แก่ ระนอง บุรีรัมย์ และน่าน ให้สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ครบวงจร มีความปลอดภัย มีร้านค้าของที่ระลึก เคาน์เตอร์รับแลกเงินตราต่างประเทศ จุดให้ข้อมูลการท่องเที่ยว รวมถึงการเดินทางเชื่อมต่อด้วยรถขนส่งสาธารณะ

สำหรับในส่วนของการให้สิทธิเอกชนเข้ามาร่วมบริหารนั้น หลังจากที่กรมท่าอากาศยานได้ว่าจ้างศูนย์วิจัยและบริการวิชาการด้านการขนส่งทางอากาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาแล้วนั้น ยืนยันว่าขณะนี้ได้ให้สิทธิ์การบริหารสนามบินแก่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จำนวน 2 แห่ง คือ อุดรธานี และตาก เพื่อให้ ทอท.มีสนามบินครอบคลุมทุกภาค

ส่วนรูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) ในการพัฒนาสนามบินนั้น ทางกรมท่าอากาศยานได้กำหนดสนามบินจำนวน 4 แห่ง เป็นสนามบินเป้าหมายสำหรับการดำเนินงานตามรูปแบบนี้ ได้แก่ ลำปาง เพชรบูรณ์ นครราชสีมา และชุมพร ทั้งนี้คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปภายในปี 2561 นี้

มิชลิน ไกด์บุ๊ก กรุงเทพฯ หนุนไทยขึ้นเมืองหลวงอาหารเอเชีย

และเป็นเรื่องใหญ่อีกเช่นกัน สำหรับ “มิชลิน ไกด์บุ๊ก กรุงเทพฯ” โครงการที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 ได้มีมติอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการ The Michelin Guide Thailand ในปี 2560-2564 เป็นระยะเวลา 5 ปี งบประมาณรวมวงเงิน 4.1 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 143 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ

โดยประเทศไทยเป็นประเทศลำดับที่ 29 ของโลก ที่มีมิชลิน ไกด์ และเป็นลำดับที่ 6 ในเอเชีย และลำดับที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อจากประเทศสิงคโปร์โดยเชื่อมั่นว่า “มิชลิน ไกด์” จะช่วยผลักดันให้การท่องเที่ยวเชิงอาหารของประเทศไทยได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น ตามเป้าหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเมืองหลวงอาหารแห่งเอเชีย หรือ Gastronomy Capital of Asia

รวมทั้งต้องการให้ประเทศไทยมีรายได้จากการใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น จากอยู่ที่ประมาณ 20% ของรายได้รวมทั้งหมด หรือประมาณ 5.4 แสนล้านบาทในปี 2560 เป็น 25% ในปี 2561 หรือประมาณ 7.5 แสนล้านบาท

โดยในปีแรกนี้พบว่า ร้านอาหารไทยที่ได้รับคัดเลือกลงในมิชลิน ไกด์ มีทั้งหมด 98 ร้าน แบ่งเป็น ร้านอาหาร 2 ดาวมิชลิน (ร้านอาหารที่อร่อยเป็นพิเศษ คุ้มค่ากับการขับรถออกนอกเส้นทางเพื่อแวะชิม) จำนวน 3 ร้าน, ร้าน 1 ดาวมิชลิน (ร้านอาหารที่อร่อยมากเมื่อเทียบกับร้านอาหารประเภทเดียวกัน) จำนวน 14 ร้าน และร้านอาหารรางวัล บิบ กูร์มองต์ (รางวัลที่มอบให้กับร้านอาหารที่นำเสนออาหารคุณภาพในราคาคุ้มค่าไม่เกิน 1,000 บาท) จำนวน 35 ร้าน

และที่เป็นที่ฮือฮาอย่างมาก คือ การประกาศครั้งนี้มีร้านอาหารริมทาง หรือ “สตรีตฟู้ด” ที่ได้ 1 ดาวมิชลินร่วมด้วย 1 ร้าน คือ ร้านเจ๊ไฝ นับเป็นการช่วยกระตุ้นความตื่นตัวให้กับผู้ประกอบการกลุ่มสตรีตฟู้ด ให้มองเห็นเป็นโอกาสและเร่งปรับปรุงตัวเองให้มีมาตรฐานอีกทางหนึ่งด้วย

เร่งผุดศูนย์ซ่อม “อู่ตะเภา” ส่งท้ายเหตุการณ์เด่นปลายปี 

2560 ด้วยภาพพิธีลงนามในสัญญาความร่วมมือเพื่อประเมินโอกาสทางธุรกิจของโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา ระหว่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ แอร์บัส เมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังผ่านไป 9 เดือน นับจากวันที่ทั้ง 2 บริษัทได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู)

โดยเป้าหมายของความร่วมมือกันครั้งนี้ คือ การมุ่งหวังให้ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา เป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยานในระดับ “World Class MRO” (Maintenance, Repair and Overhaul) อันดับ 1 ของโลก

“สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ได้เร่งไทม์ไลน์ให้การบินไทย และแอร์บัส เซ็นสัญญาการร่วมทุนในโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงฯให้เร็วที่สุด ภายในไตรมาส 1 ปี 2561 ให้ทันกำหนดการเยือนประเทศฝรั่งเศส ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในช่วงต้นปี 2561

และหวังว่าโครงการดังกล่าวนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบิน (aviation hub) แบบครบวงจร มีครบทุกซัพพลายเชน หลังทางแอร์บัสได้เห็นถึงพัฒนาการเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยที่ต้องการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางด้านการบิน

ขณะที่การพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติ “อู่ตะเภา” ถือเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่ของนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ “EEC” ของรัฐบาล ซึ่งวางแผนให้ “อุตสาหกรรมการบิน” เป็นฟันเฟืองหลัก ในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสูงเข้ามาในประเทศ

โดยภายใน 5 ปีนับจากนี้ ได้ตั้งเป้าหมายพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาให้เป็นเมืองแห่งการบิน โดยได้วางเป้าหมายมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มเป็น 15 ล้านคนได้ในปี 2565 และมีเป้าหมายผลักดันอู่ตะเภาให้เป็น “มหานครการบิน” สามารถเพิ่มจำนวนผู้โดยสารเป็น 30 ล้านคนในปี 2570 และเพิ่มขึ้นเป็น 60 ล้านคนในปี 2575