ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย แต่นับตั้งแต่วิกฤตโควิดเครื่องยนต์ตัวนี้ยังคงอ่อนแรง และไม่สามารถกลับมาพลิกฟื้นได้ตามเป้าหมาย โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 32.9 ล้านคน ต่ำกว่าปีก่อนหน้า 7.23% และมีรายได้จากการท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศรวม 1.56 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อนหน้า 4.71%
นับเป็นปีที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยมีการเติบโตที่ถดถอย ในขณะที่ประเทศคู่แข่งของเราแข็งแรงขึ้น ดังนั้น ในโอกาสที่ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ และจะมีรัฐบาลใหม่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ได้ร่วมกับเพจอีจัน จัดดีเบต “กู้ท่องเที่ยวไทย ฝ่าวิกฤตรอบด้าน” โดยเชิญพรรคการเมืองหลัก ๆ มาร่วมสะท้อนปัญหาและแนวทางแก้ไข เพื่อให้ “ท่องเที่ยว” ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้
“ทุนเทา-นอมินี” ปัญหาใหญ่
“คริส โปตระนันทน์” ตัวแทนพรรคเศรษฐกิจกล่าวว่า ปัญหาใหญ่ของภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่ผ่านมาคือเรื่องความปลอดภัยที่เกิดความไม่ปลอดภัยกับนักท่องเที่ยว ปัญหากลุ่มทุนเทา ธุรกิจนอมินี ซึ่งทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งกฎหมายมี แต่ยังมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้
“การท่องเที่ยวของประเทศไทยเคยดีที่สุดคือปี 2562 ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39.9 ล้านคน ลดมาเหลือ 32-33 ล้านคนในปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจีนเคยมา 11 ล้านคนในปี 2562 ปีที่แล้วเหลือ 4.5 ล้านคน ซี่งสาเหตุหลักคือผลจากความไม่เชื่อมั่น หากภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยไม่กลับมาโปรโมตให้ตายคนก็ไม่มา”
ยกเลิก Free Visa
โดยมองว่าต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลจากการที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนนโยบายเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ในสมัยรัฐบาลนายกฯเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้เปลี่ยนนโยบายจากการให้นักท่องเที่ยวทำ Visa on Arrival (VOA) มาเป็นนโยบาย Free Visa เพราะนโยบายดังกล่าวนั้นเปิดให้ใคร ๆ ก็มาเมืองไทยได้ โจรก็มา อาชญากรก็มา จีนเทาก็มา มาเฟียก็มา ฯลฯ ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวดี ๆ อยากมาเที่ยวประเทศไทย
“ฝรั่งเศสปีหนึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าราว 100 ล้านคน มีอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริปอยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาท แต่การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4-5 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป วันนี้ถ้าประเทศไทยติดอยู่กับนักท่องเที่ยวราคาถูก ผมบอกเลยว่าไปไม่รอด”
ดังนั้น หากพรรคเศรษฐกิจมีโอกาสได้เป็นรัฐบาลจะเสนอให้ยกเลิกนโยบาย “ฟรีวีซ่า” และเปลี่ยนกลับมาใช้ Visa on Arrival ให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมีสิทธิตรวจสอบนักท่องเที่ยวได้ว่ามีตั๋วขากลับหรือไม่ หรือมีเงินพอใช้จ่ายไหม และมีประวัติอาชญากรรมไหม
และย้ำว่าวันนี้สิ่งที่ประเทศไทยมีคือ ทะเลที่สวยงาม ผู้คนที่ยิ้มแย้ม มีอาหารอร่อย โดยพื้นฐานเรียกว่านักท่องเที่ยวอยากมาประเทศไทยอยู่แล้วจึงต้องทำให้ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวที่ดีเข้ามา มีนักท่องเที่ยวที่เป็นนักท่องเที่ยวจริง ๆ เข้ามาใช้เงิน เข้ามาพักในโรงแรม มาช่วยทำให้เศรษฐกิจเติบโต
หากประเทศไทยยังใช้นโยบายวีซ่าฟรี คนไม่มีเงินก็เข้ามาได้ และที่ร้ายคือเข้ามาสร้างปัญหา มาหางานทำ หากเป็นเช่นนี้อีกหน่อยประเทศไทยจะเปลี่ยนจาก “สวรรค์บนดิน” เป็น “ถังขยะของโลก”
ดัชนีความปลอดภัยตกต่ำ
สอดรับกับ “เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร” จากพรรคประชาชนที่ระบุว่า สิ่งที่เป็นปัญหาและต้องเร่งจัดการในภาคการท่องเที่ยวคือ การกำจัด “ทุนเทา” และ “ธุรกิจนอมินี” ที่เข้ามาทำเรื่องผิดกฎหมาย ดังนั้นรัฐบาลต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการลดปัญหาการเรียกรับส่วย และอุดรอยรั่วไม่ให้เงินไหลออกไปต่างประเทศจากธุรกิจนอมินี
ยกตัวอย่างพื้นที่ภูเก็ตว่า ปัจจุบันเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเยอะ ส่งผลกระทบทั้งกับแหล่งท่องเที่ยวและสังคม เช่น รถเช่าที่ถูกกฎหมาย ปัจจุบันในพื้นที่ภูเก็ตมีรถเช่าที่ถูกกฎหมายไม่ถึง 10 คัน ส่วนใหญ่ที่ประกอบกิจการเป็นกลุ่มทุนเทาเข้ามาทำกิจการ ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนในการทำธุรกิจของคนไทย
“ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ ตอนนี้ดัชนีความไม่ปลอดภัยของประเทศไทยตกต่ำมาก”
ด้าน “วีระพงษ์ ประภา” จากพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า ภาคการท่องเที่ยวของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายในเรื่อง “ทุนเทา” อย่างหนัก ดังนั้น สิ่งเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการคือ การบังคับใช้กฎหมายจัดการกับธุรกิจนอมินี ไกด์เถื่อน ทัวร์ศูนย์เหรียญ และปัญหาการบังคับนักท่องเที่ยวซื้อสินค้า
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งต้องบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการตรวจจับและการขยายผลต่อเพื่อปราบปรามอย่างจริงจัง
“ในส่วนของการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของไทยวันนี้ทำได้ดีแล้ว เพียงแต่ยังขาดเรื่องความปลอดภัย”
เชื่อม “เมืองหลัก-เมืองรอง”
“วีระพงษ์” บอกด้วยว่า ไม่เพียงเท่านี้ หากพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสเป็นรัฐบาล จะมุ่งทำให้ “การท่องเที่ยว” เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยนอกจากจะเน้นการบังคับใช้กฎหมายแล้ว ยังมีนโยบายกระตุ้นรายได้และการลงทุน โดยใช้มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย และสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในภาคการท่องเที่ยว
และสร้างนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชั่นของไทย และเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระหว่างเมืองหลักกับเมืองรอง รวมถึงใช้เทคโนโลยีและระบบตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชั่น Tagthai ซึ่งพรรคมีนโยบายผลักดันให้เป็น Online Travel Agency (OTA) สัญชาติไทย เพื่อสู้กับแพลตฟอร์มต่างชาติ และเชื่อมโยงข้อมูลพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเพื่อทำตลาดเชิงรุกให้มีประสิทธิภาพ
เปลี่ยนแนวพีอาร์-เจาะตลาดบน
ด้าน “เทพฤทธิ์ สีน้ำเงิน” จากพรรคกล้าธรรม บอกว่า ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่คนอยากมาเที่ยว แต่ที่ผ่านมาเกิดปัญหาเรื่องคนไม่เชื่อมั่น ดังนั้น ภาคการท่องเที่ยวของไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างการรับรู้ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้สึกได้จริงว่าประเทศไทยมีความปลอดภัยแล้ว
“การประชาสัมพันธ์แบบดั้งเดิมก็จะต้องเปลี่ยน เพื่อให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะวิธีการประชาสัมพันธ์แบบดั้งเดิมในตลาดต่างประเทศเริ่มไม่ได้ผล”
พร้อมทั้งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับต้นทุนทางวัฒนธรรม เช่น ผ้าไหมไทย ให้ทัดเทียมระดับสากล และมุ่งเจาะกลุ่มตลาดระดับบนและนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง ยกระดับบริการด้านสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินหมวดการใช้จ่ายให้เพิ่มขึ้น
รวมถึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน เพื่อกระจายรายได้สู่ภาคประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย แทนที่จะกระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มทุนขนาดใหญ่เท่านั้น และสร้างระบบที่ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้งอย่างยั่งยืน
และย้ำว่า ที่ผ่านมาโครงสร้างการบริหารของภาคการท่องเที่ยวของไทยก็แปลกมาก ททท.ดูงานด้านประชาสัมพันธ์ กระทรวงการท่องเที่ยวฯไม่ได้ดูอะไรเลย เจ้าของแหล่งท่องเที่ยวก็เป็นกระทรวงทรัพย์ฯ กระทรวงวัฒนธรรม ทำให้เกิดปัญหาการทำงานที่ไม่เชื่อมโยง
จึงถึงเวลาแล้วที่ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยจะต้องปฏิรูปเพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง โดยให้ความสำคัญของการลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว จากเมืองหลักไปสู่เมืองรองและเขตพื้นที่รอบนอก ผ่านการเชื่อมโยงระบบขนส่งให้สะดวกยิ่งขึ้น