เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เปิดปี 2561 ดอลลาร์อ่อนรับการปรับฐาน

05 ม.ค. 2561 | 17:34น.

ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินระหว่างวันที่ 03-05 มกราคม 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันพุธ (03/01) ที่ระดับ 32.44/45 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (29/12) ที่ระดับ 32.57/58 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงเทียบเงินสกุลหลักทั่วโลกหลังจากการปรับฐานของสกุลเงินดอลลาร์ หลังช่วงการทำธุรกรรมในวันหยุดช่วงปีใหม่ ทั้งนี้ไอเอชเอส มาร์กิตเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 55.1 ในเดือนธันวาคม จากระดับ 53.9 ในเดือนพฤศจิกายน ทั้งนี้มาร์กิตระบุว่าดัชนี PMI เดือนธันวาคม ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุด ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 ซึ่งสะท้อนการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในภาคการผลิตสหรัฐ โดยนักลงทุนจะจับตาตัวเลขภาคแรงงานจากกระทรวงแรงงานสหรัฐ ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนธันวาคมในวันศุกร์นี้ (05/01) ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้นราว 190,000 ตำแหน่งในเดือนธันวาคม หลังจากที่เพิ่มขึ้น 229,000 ตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.1% ทั้งนี้ในคืนวันพุธ (03/01) ได้มีการเปิดเผยรายงานผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยทางรายงานได้ชี้ว่าทางเฟดยังยืนยันแนวทางการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยในการประชุมเฟดซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 12-13 ธ.ค. 2560 นั้น ที่ประชุมมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 1.25-1.50% พร้อมกับส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2561 สำหรับการประชุมเฟดครั้งต่อไปจะมีขึ้นในวันที่ 30-31 ม.ค. 2561 ขณะที่ CME Group ระบุว่า จากการใช้เครื่องมือ FedWatch วิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ พบว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาส 56.3% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนมีนาคม

ทั้งนี้ตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินบาทได้ปรับตัวแข็งค่าเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์ จากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ จากปัจจัยเงินทุนไหลเข้า โดยเปิดตลาดในปี 2561 ได้มีเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติราว 28,726 ล้านบาทในตลาดตราสารหนี้รัฐบาล โดยค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวสอดคล้องกับประเทศในภูมิภาค เพราะเงินทุนไหลเข้าจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า โดยภาพดังกล่าวสะท้อนว่าความผันผวนของทิศทางค่าเงินบาทท่ามกลางความไม่แน่นอนของหลาย ๆ ปัจจัยในต่างประเทศ จะยังคงเป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องในปีนี้ เพราะคงต้องยอมรับว่า การที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ จะกลับขึ้นไปอยู่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยนั้น อาจจะไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่มีผลต่อกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในปีนี้ แต่คงจะต้องจับตาปัจจัยอื่น ๆ ในระหว่างปีด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะแรงหนุนเงินบาทจากยอดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ความไม่แน่นอนของ “จังหวะเวลา” ไม่ใช่ “จำนวนครั้ง” ของการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดรวมทั้งความผันแปรของประเด็นทางการเมืองภายในและระหว่างประเทศสหรัฐ โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.18-32.45 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ที่ระดับ (05/01) 32.22/24 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวสกุลเงินยูโรในสัปดาห์นี้ ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.2063/65 ดอลลาร์/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ระดับ 1.1984/86 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน (2/1) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของประเทศเยอรมนี ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 63.3 ในเดือนธันวาคม ซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากระดับ 62.5 ในเดือนพฤศจิกายน และนอกจากนี้ไอเอชเอส มาร์กิต (2/1) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของยูโรโซน ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 60.6 ในเดือนธันวาคม จากระดับ 60.1 ในเดือนพฤศจิกายน ประกอบกับ ผู้กำหนดนโยบายในธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) นายอีวาลด์ โนวอทนี กล่าวต่อหนังสือพิมพ์เยอรมนีฉบับหนึ่งว่า อีซีบีอาจจะยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ ถ้าหากเศรษฐกิจยูโรโซนยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ถ้อยแถลงของนายโนวอทนีสอดคล้องกับถ้อยแถลงของนายเบนัวท์ เคอร์ สมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายของอีซีบีในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยสนับสนุนการคาดการณ์เรื่องการปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จนหนุนให้ยูโรแข็งค่าใกล้แตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยผลกระทบจากความกังวลทางปัจจัยทางการเมืองส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการขยายตัวภาคบริการและการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อการแข็งค่าของค่าเงินยูโรในช่วงนี้ โดยตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.2001-1.2089 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.2055/57 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนสัปดาห์นี้ ค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 112.65/67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคีงกับระดับปิดตลาดที่ระดับ 112.67/69 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ยังคงให้การยืนยันว่าธนาคารกลางจะคงการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป เพื่อต่อสู้กับภาวะเงินฝืดภายในประเทศญี่ปุ่น ในขณะที่บีโอเจ รายงานว่า ฐานเงินของญี่ปุ่นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นในปี 2560 เป็นปีที่ 11 ติดต่อกัน โดยทำสถิติแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นได้เดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงิน สำนักข่าวเกียวโตรายงานว่า ฐานเงินซึ่งประกอบไปด้วยกระแสเงินสดและเงินฝากของสถาบันการเงินที่ฝากไว้กับธนาคารกลางญี่ปุ่น อยู่ที่ 480 ล้านล้านเยน (4.25 ล้านล้านดอลลาร์) ณ ปลายเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้น 9.7% จากปี 2559 ทั้งนี้ค่าเงินเยนยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวอย่างมีนัยยะจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และเกาหลีเหนือ ส่งผลให้ตลอดสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 112.04-113.24 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 113.20/22 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดอลลาร์