คอลัมน์ เรื่องราวกับความคิด
โดย วิรัตน์ แสงทองคำ http//:viratts.wordpress.com
ดีลสำคัญก่อนสิ้นปี ไม่พูดถึงคงไม่ได้ เนื่องด้วยเกี่ยวข้องเครือข่ายธุรกิจใหญ่ของไทย เจ้าแห่งการดีล แห่งการซื้อกิจการ กับธนาคารไทยยักษ์ใหญ่ 5 อันดับแรก ซึ่งมีเดิมพันด้วย
นั่นคือกรณี “ThaiBev is taking over Vietnam’s largest beer maker” (ไทยเบฟเข้าควบคุมกิจการผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม) รายงานข่าวของสื่อธุรกิจทรงอิทธิพลแห่งญี่ปุน (Nikkei Asian Review, December 21, 2017) เป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่อง จากปรากฏการณ์ สำคัญ เริ่มต้นขึ้นเมื่อปีกว่า ๆ มาแล้ว “ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดของโลก
ทั้งจากยุโรป และเอเชีย กำลังพาเหรดกัน เข้าแถว เพื่อช่วงชิงโอกาสซื้อหุ้นกิจการผลิตเบียร์ผู้นำตลาดในเวียดนาม ในดีลมีมูลค่าอย่างน้อยเกือบ ๆ 2 พันล้าน
เหรียญสหรัฐ” ข่าวครึกโครมช่วงนั้น ทั้งสื่อไทย-เทศ (ข้างต้นอ้างมาจากสำนักข่าว bloomberg รายงานไว้เมื่อ 7 กันยายน 2559)
ทั้งนี้ การประมูลเปิดฉากขึ้นแล้ว เมื่อบ่าย ๆ ของวันที่ 18 ธันวาคม 2560 ณ กรุงโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม โดยมีเพียงเครือข่ายไทยเบฟ (ในเครือทีซีซีของเจริญ-วรรณา สิริวัฒนภักดี) เท่านั้นที่เข้าร่วมประมูล ขณะที่บรรดาผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของโลก ไม่ว่ายุโรป หรือญี่ปุ่น ไม่เข้าร่วม ที่เคยแสดงความสนใจนั้น ตามรายงานข่าวของ Nikkei อ้างว่า ที่ตัดสินใจไม่ร่วมประมูลนั้น เนื่องมาจากราคาขั้นต่ำที่รัฐบาลเวียดนามตั้งไว้ สูงเกินไป
อันที่จริงภาพที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับดีลข้างต้น สามารถหาอ่านรายละเอียดได้จากรายงานของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ (Thai Beverage Public Company Limited หรือ THBEV) ต่อตลาดหุ้นสิงคโปร์ (Singapore Exchange Securities Trading Limited หรือ SGX-ST) ซึ่งมีอย่างต่อเนื่องหลายฉบับ บทสรุปสำคัญอยู่ที่ฉบับที่ 2 เรื่อง Vietnam Beverage Successful in Bid in the Competitive Offering of Ordinary Shares in Saigon Beer-Alcohol-Beverage Joint Stock Corporation (“Sabeco”) เมื่อ 19 ธันวาคม 2560
กรณีข้างต้น เป็นเรื่องราว มีความต่อเนื่อง และมีภูมิหลังที่น่าสนใจ ก่อนจะมาถึงบทสรุปที่น่าตื่นเต้น ผมเคยเสนอไว้ (หากสนใจ โปรดอ่าน เบียร์เออีซี (2 ตอน) ประชาชาติธุรกิจ กันยายน 2559) ในภาพเชื่อมโยงกับระดับภูมิภาคด้วย
ไทยเบฟเวอเรจ เจ้าของ “เบียร์ช้าง” ผู้นำตลาดไทยรายหนึ่ง แสดงความสนใจเข้าร่วมการประมูลเบียร์เวียดนามตั้งแต่ต้น ดูจะเอาการเอางานมากทีเดียว
“ปัจจุบันบริษัทมีศักยภาพพร้อมในการใช้เครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ เพื่อรองรับการซื้อกิจการใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น การออกหุ้นกู้ (บอนด์) เงินกู้ยืมสถาบันการเงิน และกระแสเงินสด ซึ่งบริษัทจะเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่มีต้นทุนต่ำกว่า และมีความเหมาะสม
ในแต่ละเครื่องมือ ขณะที่สถานะทางการเงินของไทยเบฟเวอเรจมีความมั่นคง” สิทธิชัย ชัยเกรียงไกร กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวไว้ในช่วงมีข่าวครึกโครม เมื่อปีก่อนเช่นกัน (อ้างอิงจากข่าว “ไทยเบฟ” ลั่นเงินพร้อมซื้อ “ไซ่ง่อนเบียร์” แข่งประมูล 2 เจ้าตลาดโลก “อาซาฮี-ไฮเนเก้น” ประชาชาติธุรกิจ 4 กันยายน 2559)
ตามแผนการ รัฐบาลเวียดนามตั้งใจขายหุ้นในกิจการผลิตเบียร์ทั้ง 2 แห่ง ซึ่งรัฐบาลถือหุ้นใหญ่ คือ Saigon Beer-Alcohol-Beverage Joint Stock Corporation หรือ Sabeco (รัฐบาลถือหุ้น
เกือบ 90%) ผู้ผลิตเบียร์อันดับหนึ่ง มีฐานอยู่ที่เมืองไซ่ง่อน (โฮจิมินห์ ในปัจจุบัน) กับผู้ผลิตอันดับสอง–Hanoi Beer Alcohol and Beverage Joint Stock Corp (Habeco) หรือ Hanoi Beer (รัฐบาลเวียดนามถือหุ้นประมาณ 82% โดยมี Carlsberg แห่งเดนมาร์ก ถือหุ้นกว่า 10%) ซึ่งมีฐานอยู่ในกรุงฮานอย
ทั้ง Sabeco และ Habeco ยึดครองตลาดเบียร์ในประเทศเวียดนามถึง 60% ทั้ง ๆ ที่มีแบรนด์ระดับโลกเข้ามาในตลาดเวียดนามนานพอสมควร โดยเฉพาะ Sabeco โดยแบรนด์ 333 Beer ยึดครองตลาดในสัดส่วนมากที่สุดถึง 40%
เบียร์เวียดนามสะท้อนประวัติศาสตร์ช่วงเวลาแยกประเทศเหนือ-ใต้ Truc Bach Beer (แบรนด์หลักของ Hanoi Beer Alcohol and Beverage Joint Stock Corp (Habeco) หรือ Hanoi Beer) เบียร์เวียดนามซึ่งมีฐานอยู่ในเมืองฮานอย เวียดนามเหนือ แม้เพิ่งเกิดขึ้นอย่างจริงจังช่วงต้น ๆ สงครามเวียดนาม แต่มีตำนานเชื่อมโยงกับโรงเบียร์แห่งแรกในเวียดนาม ในยุคอาณานิคมฝรั่งเศส มาฟื้นฟูกิจการใหม่ในฐานะกิจการของรัฐในยุคคอมมิวนิสต์ราวปี 2500 โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญผู้ผลิตเบียร์ Czech Republic (ขณะนั้นเป็น Czechoslovakia ในฐานะพันธมิตรประเทศคอมมิวนิสต์)
ส่วน 333 Premium Beer (ปัจจุบันเป็นแบรนด์หลัก Saigon Beer-Alcohol-Beverage Joint Stock Corporation หรือ Sabeco) เบียร์ชื่อดังที่สุดของเวียดนาม เดิมคือ 33 Beer ผลิตขึ้นในครั้งแรกในปี 2463 ที่ฝรั่งเศส โดยใช้เทคโนโลยีเยอรมนี ก่อนจะย้ายมาผลิตในเมืองไซ่ง่อน (โฮจิมินห์ ในปัจจุบัน) ตั้งแต่ยุคอาณานิคมฝรั่งเศส แต่มาเฟื่องฟู
ยุคแยกประเทศ เมื่อไซ่ง่อน เป็นเมืองหลวงสาธารณรัฐเวียดนาม (Republic of Vietnam) หรือเวียดนามใต้ (ตั้งแต่
ปี 2498) ถือเป็นเบียร์ยอดนิยมของบรรดาทหารอเมริกันในช่วงสงครามเวียดนาม ครั้นเมื่อสหรัฐอเมริกาพ่ายแพ้สงคราม มีการรวมประเทศเวียดนามเหนือ-ใต้ กิจการจึงถูกยึดเป็นของรัฐ และได้ปรับเปลี่ยนแบรนด์ 33 Beer ว่ากันว่าเป็นสัญลักษณ์อเมริกัน ให้เป็น 333 Premium ในปัจจุบัน
โดยเปรียบเทียบแล้ว Saigon Beer หรือ Sabeco ย่อมเป็นที่น่าสนใจกว่า โดยเฉพาะไทยเบฟประกาศความสนใจอย่างเจาะจงตั้งแต่ต้นความพยายามให้ได้มาซึ่ง Sabeco ของไทยเบฟ เป็นเรื่องราวที่แตกต่าง มีกลยุทธ์ที่น่าสนใจ ใน 3 ประเด็นสำคัญ (โดยอ้างอิงข้อมูลจากรายงานของไทยเบฟต่อตลาดหุ้นสิงคโปร์)
หนึ่ง-ผู้ชนะการประมูล คือ Vietnam Beverage Company Limited (หรือเรียกย่อ ๆ ว่า Vietnam Beverage) บริษัทข้างต้นเป็นกิจการในเครือของ Vietnam F&B Alliance Investment Joint Stock Company (หรือ Vietnam F&B) ทั้งนี้ ไทยเบฟถือหุ้นอยู่ 49% ผ่านบริษัทลูกที่ชื่อ BeerCo Limited (หรือ BeerCo) เป็นที่ทราบกันว่า Vietnam F&B เป็นกิจการในเครือของ Fraser and Neave แห่งสิงคโปร์ (ถือหุ้นใหญ่โดยกลุ่มทีซีซี) ซึ่งดำเนินกิจการในเวียดนามมาระยะหนึ่งแล้ว
สอง-Vietnam Beverage ชนะประมูลในราคาขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ราคาหุ้นละ 320,000 VND (Vietnamese Dong) จำนวนทั้งหมด 343,642,587 หุ้น ซึ่งมีสัดส่วน 53.59% กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด ใน Saigon Beer Alcohol Beverage Joint Stock Corporation (Sabeco) ถือว่าเกินเพดานของการถือหุ้น
โดยบริษัทต่างชาติ ทั้งนี้ เนื่องมาจาก Vietnam Beverage เป็นบริษัทจดทะเบียนในเวียดนาม ราคาประมูลทั้งหมดประมาณ 156,000 ล้านบาท
สาม-อ้างจากเอกสาร Consummation Of Transfer Of Ordinary Shares In Sabeco Beer-Alcohol-Beverage Joint Stock Corporation (“Sabeco”) To Vietnam Beverage Company Limited (“Vietnam Beverage”) รายงานไทยเบฟอีกฉบับหนึ่ง นำเสนอตลาดหุ้นสิงคโปร์ เมื่อ 27 ธันวาคม 2560 ได้ให้ภาพแผนทางการเงินของดีลครั้งนี้ไว้
ดีลไทยเบฟ/เบียร์เวียดนามครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับธนาคารไทยรายใหญ่ 5 อันดับแรก ทั้งธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากได้ร่วมกันให้สินชื่อกับบริษัทไทยเบฟในวงเงินเท่า ๆ กัน ธนาคารละ 20,000 ล้านบาท นอกจากนี้ BeerCo Limited (โดยไทยเบฟเป็นผู้ค้ำประกัน) ยังมีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารต่างชาติสาขาสิงคโปร์อีก 2 แห่ง คือ Mizuho Bank แห่งญี่ปุ่น และ Standard Chartered Bank แห่งอังกฤษ รวมกัน 1,950 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 60,000 ล้านบาท) สำหรับผู้เกี่ยวข้อง เชื่อว่าดีลข้างต้นมีความหมาย มีความเชื่อมั่น มากทีเดียว