- โดย เยลิซาเวตา พอดชิวาโลวา
- บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส
หลังจากที่บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร พูดว่าหากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เกิดเป็นผู้หญิง เขาคงไม่เริ่มสงครามในยูเครน ความขุ่นเคืองก็แผ่ทั่วรัสเซีย
นี่ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เมื่อพิจารณาว่าประธานาธิบดีปูตินก็ออกมาตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเป็น “ผู้ชายตัวจริง” ตลอดเวลา นักวิเคราะห์หลายคนบอกกับบีบีซีรัสเซียว่าภาวะชายเป็นใหญ่และการเชิดชูความเป็นลูกผู้ชายยังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อกลุ่มผู้นำประเทศ และมีผลต่อกระแสนิยมในการรุกรานยูเครน
“ถ้าปูติเป็นผู้หญิง ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ใช่ แต่ถ้าเขาเกิดมาเป็นผู้หญิง ผมไม่คิดว่าเขาจะเริ่มสงครามและความรุนแรงที่บ้าคลั่งและเต็มไปด้วยความภูมิใจแบบลูกผู้ชาย (macho) ในแบบที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้” นายจอห์นสัน ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
“ถ้าคุณอยากได้ตัวอย่างของภาวะความเป็นชายเป็นพิษ (toxic masculinity) สิ่งที่เขาทำกับยูเครนคือตัวอย่าง”
คำพูดของนายจอห์นสันได้รับการตอกย้ำอีกครั้งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร นายเบน วอลเลซ ผู้กล่าวว่าประธานาธิบดีปูตินมี “ภาวะผู้ชายตัวเล็ก” หรือ อาการที่ผู้ชายซึ่งมีส่วนสูงน้อยรู้สึกไม่มั่นใจและหันไปใช้ความรุนแรงเพื่อชดเชยส่วนสูงตรงนั้น ยังรู้จักกันในชื่อนโปเลียน คอมเพล็กซ์ และ การมองโลกแบบ “ลูกผู้ชาย” ของเขาทำให้เกิดสงครามขึ้น
ที่มาของภาพ, AFP
หลังสหราชอาณาจักรออกมาวิจารณ์ปูตินเช่นนั้น เอกอัคราชทูตสหราชอาณาจักรประจำกรุงมอสโกถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของรัสเซียเรียกเข้าไปต่อว่าถึง “แถลงการณ์หยาบคายอย่างสิ้นเชิงจากผู้นำสหราชอาณาจักร” ด้านนายดมิทรี เพสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย แนะนำให้นายจอห์นสันเข้าพบกับบิดาของทฤษฎีจิตวิเคราะห์ชาวออสเตรียอย่างซิกมันด์ ฟรอยด์ (1856-1939)
ฝั่งประธานธิบดีปูตินออกมาสอนวิชาประวัติศาสตร์ว่าด้วย “ความโหดร้าย” ของนางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ระหว่างปี 1979 – 1990
หรือจริง ๆ แล้วนายจอห์นสันพูดได้แทงใจดำ จนรัสเซียต้องออกแถลงการณ์โต้กลับที่รุนแรงเช่นนี้ ?
“ผู้ชายตัวจริง“ และบรรดาศัตรูที่มีบุคลิกคล้ายหญิงของเขา
ที่มาของภาพ, AFP
ตลอดระยะเวลาที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นายปูตินพยายามสร้างความตระหนักรู้ถึงความแข็งแรงของร่างกายและความกล้าหาญของเขาสู่สังคมโลกตลอด
เขาทั้งก้าวข้ามห้วงลึกของทะเลสาบไบคาลในไซบีเรีย ร่อนนภาพร้อมฝูงนก ดำน้ำลึกเพื่อไปเก็บเหยือกสมัยกรีกโบราณบริเวณชายฝั่งไคเมีย ถ่ายรูปกับเสืออมูร์ (Amur) ที่ถูกยิงยาสลบ ที่ใกล้สูญพันธุ์ ในเขตตะวันออกไกลของรัสเซีย และภาพที่ติดตาผู้ได้พบเห็นมาที่สุด ในตอนที่เขาถ่ายรูปเปลือยอกบนหลังม้าในบริเวณรกร้างว่างเปล่า
ทว่าภาพลักษณ์การเป็น “ลูกผู้ชาย” ของปูตินกลายเป็นเพียงเรื่องตลกในโลกตะวันตก ในงานประชุมสุดยอดล่าสุด กลุ่มผู้นำประเทศจี7 ยังร่วมสนุกไปกับโมเมนต์โด่งดังเหล่านั้น โดยนายจอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรขณะนั้นแนะให้ผู้นำคนอื่น ๆ ถอดเสื้อนอกของตัวเองออกเพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขา “แข็งแกร่งกว่าปูติ”
ในมิติที่จริงจังกว่านั้น ความพยายามของประธานาธิบดีปูติเพื่อให้สังคมมองว่าเขาเป็นผู้รักษาคุณค่า “ทางประเพณี” และ เป็น ‘ผู้นำที่เข้มแข็ง’ ถูกเย้ยหยัน ทั้งยังถูกวิจารณ์ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ภาวะความเป็นชายเป็นพิษ” ภาวะดังกล่าวมักเกี่ยวข้องกับความ แข็งกร้าว กระหายอำนาจ ไม่มีอารมณ์ร่วม รังเกียจผู้ที่ชอบเพศเดียวกัน และการดูถูกผู้หญิง
ศ.อลิซาเบธ วูด นักประวัติศาสตร์และนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเพศศึกษา จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ชี้ว่า ประธานาธิบดีปูตินมักทำให้ศัตรูของเขาดูราวกับเป็นผู้หญิงตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อลดสถานะของพวกเขาลง
“ก่อนเกิดสงคราม เจ้าหน้าที่จากรัสเซียมักกล่าวหาว่าโลกตะวันตกเป็นโรค ‘ฮิสทีเรีย’ [ภาวะกลัวขึ้นสมองจนราวกับคลุ้มคลั่ง] มันชัดเจนว่า ‘ฮิสทีเรีย’ เป็นคำที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และมักใช้กับเพศหญิง” เธอกล่าว
เพื่อโต้กลับคำล้อเลียนของกลุ่มผู้นำจี7 ประธานาธิบดีปูตินออกมากล่าวว่ามันคงเป็น “ปรากฏการณ์ที่น่าขยะแขยง” หากผู้นำโลกตะวันตกถอดเสื้อของพวกเขาออก ทั้งยังแนะนำให้พวกเขาหันไปเล่นกีฬา
ผู้ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีปูตินใช้กลยุทธ์ใกล้เดียวกันกับปรปักษ์ของพวกเขา
ช่วงกลางเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา นายแรมซาน คาดีรอฟ ผู้นำกลุ่มเชเชน ล้อเลียนมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ ด้วยการเปลี่ยนชื่อเขาเป็นเพศหญิง คือ “อีโลนา”
นายคาดีรอฟยังเชิญให้นักธุรกิจพันล้านเข้าคอสออกกำลังกายที่ ‘อัคมัต’ ค่ายฝึกเชเชน ที่ซึ่งเขากล่าวว่าจะเปลี่ยน “สตรีอ่อนโยนให้กลายเป็นชายสุดเหี้ยม”
นายมัสก์ดูจะมองการล้อเลียนนั้นเป็นเพียงเรื่องตลกและยังกล่าวว่าจะเปลี่ยนชื่อบัญชีทวิตเตอร์ของตัวเองเป็น ‘อีโลนา มัสก์’
การสร้างชาติและ “ความเป็นชายแบบใหม่ของรัสเซีย“
ที่มาของภาพ, Getty Images
ภาวะความเป็นชายเป็นพิษนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่นายปูตินและนายคาดีรอฟ ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากกล่าวว่าโครงสร้างอำนาจของรัสเซียถูกสร้างขึ้นจากแนวคิดความเป็นลูกผู้ชาย
ณ ตอนที่ปูตินกำลังเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่ “ความเป็นชายแบบใหม่ของรัสเซีย” ภาพลักษณ์ของประเทศรัสเซียเองก็เปลี่ยนแปลเช่นเดียวกัน ศ.เอลีนา กาโปวา อาจารย์ด้านสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยมิชิแกนตะวันตกกล่าว
“[ผู้ชายแบบใหม่] ไม่ใช่ผู้ทรงภูมิสวมแว่นตาจากภาพยนตร์รอมคอมยุคโซเวียต ปี 1980 ซึ่งกำลังหลงอยู่ในความคิดของตนเองขณะเดินทางท่องไปในย่านชานเมืองบนรถไฟมอสโกอีกต่อไปแล้ว เขาคือชายที่เย็นชาและยึดในอุดมคติที่ชัดเจน เป็นภาพแทนของผู้จัดการซึ่งเน้นผลลัพธ์เป็นที่ตั้ง” เธออธิบาย
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 วลาดิเมียร์ โรซานอฟ นักปรัชญา นิยามรัสเซียว่าเป็น “ผู้หญิงที่ตามหาคู่หมั้นของตัวเองตลอดไป” ในต้นศตวรรษที่ 21 นักร้องเพลงป็อปคนหนึ่งส่งเพลง “บางคนที่ราวกับปูติน” ขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่ง เนื้อเพลงยังคงบรรยายถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ตามหาคู่หมั้นของเธอ เว้นเพียงแต่ว่า ในกรณีของหญิงสาวคนนี้นั้น เธอต้องการให้คู่หมั้นของตนราวกับเป็นประธานาธิบดีปูติน
“รัสเซียต้องการมองว่าตนเองเหมือนปูติน” ศ.กาโปว่า อธิบาย “คำอุปมาว่า “รัสเซียลุกขึ้นจากการคุกเข่า” ถือกำเนิดขึ้นมา และอุดมคติแห่งความเป็นชายซึ่งมีปูติและคณะของเขาเป็นผู้ปฏิบัติก็ปรากฏขึ้น ในเวลาเดียวกัน ช่วงปี 2010 กระบวนการสร้างประเทศดำเนินไปโดยเน้นพลังทรงอำนาจรวมศูนย์ ความเชื่อมโยงของสิ่งเหล่านี้ฉายภาพความพยายามสร้างประเทศที่เข้มแข็งและบรรทัดฐานของภาวะชายเป็นใหญ่ก็เห็นได้ชัดเจน”
จ่าฝูงตลอดไป
ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้แต่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่ผู้ชายเท่านั้น ประธานาธิบดีปูติยังต้องการเป็นจ่าฝูง ตามคำบอกเล่าของ ศ.อลิซาเบธ วูด การตกย้ำความเป็นชายตรงนี้ของเขาคือช่องทางแสดงอำนาจ
“ในทางหนึ่งเขาพยายามสร้างภาพการเป็นบุคคลที่มีเหตุผลและปฏิบัติงานได้จริง ผ่านการพูดจาตรงประเด็นและสามารถตอบคำถามทางเทคนิคได้” เธอกล่าว “แต่ในอีกทางหนึ่ง เขาแสดงความก้าวร้าวตลอด”
วูดยกเหตุการณ์โด่งดังในปี 2009 ขึ้นมา ตอนนั้นประธานาธิบดีปูตินเดินทางไปเยือนเมืองพิคัลโยโว ที่ซึ่งแรงงานท้องถิ่นออกมาประท้วงหลังจากมีการปิดลงโรงงานลง ศ.วูด กล่าวว่า “ปูตินบินไปด้วยเฮลิคอปเตอร์และตำหนิทุกคนอย่างรุนแรง เขาตำหนิคนงานและผู้จัดการ ทว่าเขาตำหนิ (นักธุรกิจโอเล็ก) เดริปาสกา โดยเฉพาะ”
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 13 ปีที่แล้ว กับกรณีล่าสุดในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ระหว่างการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติไม่กี่วันก่อนการรุกรานยูเครน ประธานาธิบดีปูตินตำหนิหัวหน้าหน่วยข่าวกรองต่างประเทศอย่างเซอร์กี แนริชกิน อย่างหนักในที่สาธารณะ นายแนริสกินมีประสบการณ์ในหน่วยข่าวกรองหลายทศวรรษ และถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ใกล้ชิดนายปูติน
“เขาเรียกร้องคำตอบอย่างรุนแรง ใช่หรือไม่ นั่นคือวิธีที่เขาใช้ในย้ำว่าตนเองยังเป็น ‘จ่าฝูง’ ในสถานการณ์ทั้งหมดอยู่ การ ‘ข่มขู่’ ยังเป็นอีกหนึ่งลักษณะสำคัญของภาวะความเป็นลูกผู้ชาย”
แล้วถ้าปูตินเป็นผู้หญิงล่ะ ?
ที่มาของภาพ, Getty Images
จากการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ สิ่งหนึ่งที่พวกเขาเห็นตรงกันคือ คำแนะนำว่าหากนายปูตินเป็นผู้หญิงจะไม่นำไปสู่สงครามเชื่อมโยงกับภาพจำบางอย่าง
“คำพูดของนายจอห์นสันควรถูกมองเป็นคำอุปมา” ศ.เอลีนา กาโปวา กล่าว “มันมีความเชื่อที่สืบกันมาว่าผู้หญิงก้าวร้าวน้อยกว่าและมีความเห็นอกเห็นใจมากกว่าผู้ชาย แต่นี่เป็นเพราะผู้หญิงมักไม่ได้อยู่ในตำแหน่งทางสังคมที่สามารถเริ่มสงครามหรือการตัดสินใจครั้งใหญ่ ๆ ได้”
ตามคำสัมภาษณ์ของ ศ.กาโปวา คำแนะนำว่าสงครามหรือการปฏิวัติทั้งหมดเกิดได้จากภาวะชายเป็นใหญ่ และประวัติศาสตร์จะแตกต่างออกไปหากผู้หญิงขึ้นสู่อำนาจ เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น
เป็นเรื่องจริงที่นายจอห์นสันใช้ภาพจำของผู้หญิงที่สืบทอดกันมาว่าผู้หญิงเจรจาได้ง่ายกว่า หรือแสดงออกถึงความอ่อนแอหรืออารมณ์ แต่เขาใช้มันเพื่อโต้กลับนายปูตินที่มีภาพจำของความเป็นลูกผู้ชาย นักจิตวิทยามารินา ทราโควา กล่าว
“สำหรับผู้หญิง (พวกเธอจะ) ไม่ถูกประณามในการ ‘กลับคำ’ หรือ ‘ขอโทษ’ (หรืออย่างน้อยก็น้อยกว่าผู้ชาย)” เธออธิบาย
“มากไปกว่านั้นคือความเป็นลูกผู้ชายมักถูกเชื่อมโยงกับการเป็นฮีโร่ แนวคิดของการสละชีพเพื่อชาติ แทนการใช้ชีวิตอยู่กับลูก ๆ ของพวกเขาและเป็นพ่อที่ใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ผู้หญิงมักเกี่ยวข้องกับลูก ๆ ของพวกเธอ พวกเขาไม่ได้สนับสนุนฮีโร่แบบนั้น และในมิตินั้น ฉันคิดว่าคำพูดของบอริส จอห์นสันมีน้ำหนัก”
……
ข่าว บีบีซี ไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว