ฟอร์บสรายงานว่า นายคริส ลาร์เซน ผู้ก่อตั้งบริษัท “Ripple” ผู้นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้เพื่อโอนเงินระหว่างธนาคาร เพื่อแก้ปัญหาการโอนเงินข้ามประเทศ-ข้ามสกุลเงินที่มีความยุ่งยาก มีโอกาสที่ขึ้นเป็นเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของโลก ผลจากที่สกุลเงิน Ripple (XRP) พุ่งแรง กลายเป็นเงินดิจิทัลอันดับ 2 ของโลก แซงหน้าเงินสกุล Ethereum ทำให้ผู้ถือเงินสกุล XRP ต่างกลายเป็นเศรษฐีทางบัญชีโดยเฉพาะกลุ่มผู้ก่อตั้ง รวมทั้งตัวบริษัท Ripple ที่ถือครอง XRP อยู่ในสัดส่วนถึงราว 61.3% ของปริมาณเงินสกุล XRP ทั้งหมด ซึ่งก็ทำให้มูลค่าของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นมาก
ทั้งนี้ ณ วันที่ 1 มกราคม 2561 มูลค่าของตลาดเงินดิจิทัลสกุล XRP อยู่ที่ 88.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยราคาการซื้อขายเงิน XRP อยู่ที่ 2.39 เหรียญสหรัฐ จากเมื่อ 1 มกราคม 2560 อยู่ที่ 0.006 เหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขสินทรัพย์ดังกล่าวเป็นการคำนวณจากมูลค่าของเงินดิจิทัล XRP ซึ่งยังมีความผันผวนและถือว่าเป็นตลาดของการเก็งกำไร
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ โดยการดำเนินงานของบริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด บริษัทด้านการลงทุนและการค้นคว้านวัตกรรมการเงิน ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในรอบ series B ของ Ripple เมื่อเดือน ส.ค. 2559
นายอรพงศ์ เทียนเงิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หากพิจารณาจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท Ripple ต้องถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในแง่การลงทุน แต่ในภาพใหญ่ไทยพาณิชย์มองไปถึงการได้รูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ เพราะการลงทุนในสตาร์ตอัพ เปรียบได้กับการซื้อนวัตกรรมใหม่ เพื่อยกระดับการให้บริการกับลูกค้า ซึ่งระบบการโอนเงินข้ามประเทศระหว่างธนาคารแบบเรียลไทม์ของ Ripple จะสร้างความแตกต่างให้กับบริการ และมีประโยชน์สำหรับธุรกิจ
“การโอนเงินระหว่างแบงก์ข้ามประเทศที่ทำกันทุกวันนี้ ไม่ได้ทำได้ทันที เพราะแต่ละประเทศมีสกุลเงินต่างกันจึงต้องใช้เวลาหลายวัน และเสียค่าธรรมเนียมต่าง ๆ แต่ถ้าทำผ่าน Ripple ที่ให้ธนาคารที่เป็นสมาชิกใช้งานได้จะทำได้แบบเรียลไทม์จึงสะดวกรวดเร็ว และลดต้นทุนได้มาก”
นอกจากการลงทุนใน Ripple แล้ว บริษัทยังเข้าไปลงทุนในสตาร์ตอัพด้านการเงินอีกหลายราย เช่น PayKey ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มการชำระเงินผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กจากอิสราเอล และ IndoorAtlas ผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบุพิกัดตำแหน่งในพื้นที่ในร่มจากฟินแลนด์ เป็นต้น เพื่อขยายฐานความรู้ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงผ่านการสร้างเครือข่ายกับสตาร์ตอัพระดับโลก และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในอนาคต รวมมูลค่าการลงทุน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,760 ล้านบาท
“เราจะมุ่งไปยัง 6 ด้าน คือ เทคโนโลยี AI, blockchain, cloud/security, data, quantum of computing และ AR/VR”
นายอรพงศ์กล่าวต่อว่า กำลังจะเสนอบอร์ดให้พิจารณาเพิ่มเงินลงทุน หลังใช้เงินลงทุนที่บริษัทตั้งไว้ 50 ล้านเหรียญสหรัฐหมดลงแล้ว