เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่า หลังค่าเงินยูโรร่วงจากนักลงทุนขายทำกำไร

10 ม.ค. 2561 | 18:21น.

ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 10 มกราคม 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.27/28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดในวันอังคาร (9/1) ที่ระดับ 32.24/25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ การปรับตัวแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์เป็นผลมาจากการอ่อนค่าลงของค่าเงินยูโร รวมถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมากของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะ 10 ปี ที่พุ่งขึ้นสู่ระดับเหนือ 2.5 ในชั่วข้ามคืน นอกจากนี้ ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ยังได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวถึงร้อยละ 2.5 ในปี 2561 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่ธนาคารโลกประมาณการว่าขยายตัวร้อยละ 2.3 โดยมีปัจจัยหนุนจากการบังคับใช้มาตรการปรับลดภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 32.13-32.285 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 32.13/14 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้ (10/1) เปิดตลาดที่ระดับ 1.1932/33 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดในวันอังคาร (9/1) ที่ระดับ 1.1938/39 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีรายงานว่า ยอดส่งออกเดือนพฤศจิกายน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.1% ขณะที่ยอดนำเข้าปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.3% ส่งผลให้ยอดเกินดุลการค้าขยายตัวแตะระดับ 2.23 หมื่นล้านยูโร จาก 1.99 หมื่นล้านยูโรในเดือนตุลาคม ทั้งนี้ตัวเลขส่งออกปรับตัวสูงขึ้นกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 1.2 ขณะที่ตัวเลขนำเข้าเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยับขึ้นร้อยละ 0.8 ในขณะที่สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า อัตราการว่างงานในยูโรโซนปรับตัวลดลงสู่ระดับร้อยละ 8.7 ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 จากระดับร้อยละ 8.8 ในเดือนตุลาคม อย่างไรก็ดี เมื่อแยกเป็นรายประเทศ เยอรมนีมีอัตราการว่างงานต่ำเพียงร้อยละ 3.6 ขณะที่สเปนอยู่ที่ร้อยละ 16.7 และกรีซพุ่งสูงถึงร้อยละ 20.5 นอกจากนี้นายฌอง-คล็อต ยูงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) เรียกร้องให้สมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ทั้ง 27 ประเทศจ่ายเงินสมทบเข้างบประมาณ อียู เพิ่มเติม หลังอังกฤษถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป รายงานระบุว่า นายฌอง-คล็อต ยุงเกอร์ กำลังผลักดันให้รัฐบาลของชาติสมาชิกอียู ยกเลิกข้อกำหนดในการเรียกเก็บเงินเพียงร้อยละ 1 ของรายได้มวลรวมของประเทศสมาชิกอียู มาสมทบในงบประมาณกลาง โดยกล่าวว่า จำนวนเงินดังกล่าวน้อยเกินไป โดยนายฌอง-คล็อต ยุงเกอร์ กล่าวว่า ข้อสันนิษฐานในการทำงานของเขาก็คืออังกฤษจะถอนตัวออกจากอียู ในปี 2562 และอียูต้องหาทางรับมือกับการสูญเสียเงินหลายพันล้านยูโร จากการที่ผู้สนับสนุนเงินจำนวนดังกล่าวถอนตัวออกไป และทางอียูต้องการเงินมากกว่าร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพื่อให้นโยบายต่าง ๆ ดำเนินต่อไปและมีเงินสนับสนุนที่เพียงพอ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 1.1921-1.1954 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.1942/46 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ในส่วนของค่าเงินเยนวันนี้ (10/1) เปิดตลาดที่ระดับ 112.59/61 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันอังคาร (9/1) ที่ระดับ 112.93/95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยกระทรวงสาธารณสุขแรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นรายงานว่า ค่าจ้างที่แท้จริง ซึ่งเป็นอัตราค่าจ้างที่ปรับค่าเงินเฟ้อแล้วนั้น ขยายตัวร้อยละ 0.1 ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 11 เดือน โดยรายงานระบุว่า รายได้ในรูปเงินสดต่อแรงงาน 1 คน ได้แก่ค่าจ้างพื้นฐานและค่าจ้างล่วงเวลา ขยับขึ้นร้อยละ 0.9 แตะที่ระดับ 278,173 เยน ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเดือนที่ 4 ส่วนค่าจ้างพื้นฐานและค่าจ้างที่มีกำหนดจ่ายตายตัว ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ขณะที่ค่าจ้างที่ไม่มีกำหนดจ่ายตายตัว อาทิ ค่าจ้างล่วงเวลา ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 นอกจากนี้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) กำลังพิจารณาปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2561 หลังจากที่การส่งออกพุ่งขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ดี ธนาครกลางญี่ปุ่นจะยังคงใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น รวมทั้งคณะกรรมการอาจปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในปีงบประมาณ 2561 สู่ระดับร้อยละ 1.5-1.9 จากเดิมที่คาดการณ์ที่ระดับร้อยละ 1.4 ทั้งนี้ตัวเลขคาดการณ์ใหม่ดังกล่าวจะปรากฏในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจของธนาคารกลาง ที่จะมีการเปิดเผยในการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 23 มกราคม ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 11.70-112.77 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 111.76/79 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่สำคัญที่ต้องจับตาดูในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของอังกฤษ (10/1) ดัชนีราคาผู้ผลิตสหรัฐ เดือนธันวาคม (11/1) ดุลบัญชีเดินสะพัดญี่ปุ่นเดือนพฤศจิกายน (12/1) ยอดค้าปลีกสหรัฐ เดือนธันวาคม (12/1) และดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ เดือนธันวาคม (12/1)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -1.5/-1.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -4.0/-3.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดอลลาร์