เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (9 ก.ย. 69) ร่วงลง 450 บาท รูปพรรณบาทละ 68,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (9 ก.ย. 69) ร่วงลง 450 บาท รูปพรรณบาทละ 68,950 บาท
ผ่างบฯ-เงินการเมือง ปี’70 6 องค์กรอิสระ 1.15 หมื่นล้าน
Politics ผ่างบฯ-เงินการเมือง ปี’70 6 องค์กรอิสระ 1.15 หมื่นล้าน
ค่าเงินบาทวันนี้ (9 ก.ย. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 32.89 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (9 ก.ย. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 32.89 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (9 ก.ย. 69) ปรับลง 0.79% อยู่ที่ 78,653 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (9 ก.ย. 69) ปรับลง 0.79% อยู่ที่ 78,653 เหรียญสหรัฐ
พยากรณ์อากาศ (9 ก.ย. 69) เตือนฝนหนัก-หนักมาก ภาคเหนือ-อีสาน ก่อนกระทบทั่วไทย
News พยากรณ์อากาศ (9 ก.ย. 69) เตือนฝนหนัก-หนักมาก ภาคเหนือ-อีสาน ก่อนกระทบทั่วไทย
ซีอีโอกลุ่ม ปตท.ถึงเวลาผลัดใบ บิ๊กการบินไทยครบวาระ ม.ค. 70
Business ซีอีโอกลุ่ม ปตท.ถึงเวลาผลัดใบ บิ๊กการบินไทยครบวาระ ม.ค. 70
กรมโยธา-กทม.ชงจัดโซนนิ่ง ดึงดาต้า เซ็นเตอร์ เข้าบัญชีรง.
Tech กรมโยธา-กทม.ชงจัดโซนนิ่ง ดึงดาต้า เซ็นเตอร์ เข้าบัญชีรง.
เศรษฐกิจจีน เครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
World เศรษฐกิจจีน เครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
อ.สุทธิศักดิ์ ผ่าจุดอ่อนน้ำท่วม ‘ปัว’ ชี้กับดักคิดว่าปลอดภัย เตือนอ่างเก็บน้ำเสี่ยงระเบิดเวลา
News อ.สุทธิศักดิ์ ผ่าจุดอ่อนน้ำท่วม ‘ปัว’ ชี้กับดักคิดว่าปลอดภัย เตือนอ่างเก็บน้ำเสี่ยงระเบิดเวลา
BYD ยันไทยฐานผลิตอาเซียน ลุยสร้างสถานีชาร์จเร็วครั้งแรกนอกจีน
Automotive BYD ยันไทยฐานผลิตอาเซียน ลุยสร้างสถานีชาร์จเร็วครั้งแรกนอกจีน
ดูทั้งหมด

2 ทางแก้ปม “หมูสหรัฐ” เกษตรตรวจรับรองฟาร์ม-ติดฉลาก

12 ม.ค. 2561 | 09:30น.

ประเด็นการเจรจาเปิดตลาดนำเข้าหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐอเมริกา ถือเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนที่ค้างคามาจากปี 2560 หลังจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นำบรรดาผู้เลี้ยงสุกรบุกล็อบบี้หารือกับผู้บริหารกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมาหลายรอบ เพื่อไม่ให้รัฐบาลไทยไฟเขียวนำเข้าสุกร หรือหมูที่ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง “แรกโตพามีน(Ractopamine)” แต่ดูเหมือนผู้เลี้ยงหมูจะทำได้แค่ประวิงเวลาเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เคยเสนอเปิดให้นำเข้า แต่ต้อง “ติดฉลาก” (label) ว่า ใช้หรือไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดงหรือไม่

ไทยมุ่งกำจัดสารเร่งเนื้อแดง

แต่ล่าสุด “น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้มุมมองใหม่ว่าควรให้สหรัฐนำเข้าเฉพาะ “หมูที่ไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดง” โดยเสนอให้ไทยและสหรัฐหาทางออกร่วมกันในประเด็นนี้ว่า

“ในช่วงที่มีประเด็นการเจรจาเรื่องหมู เป็นช่วงที่อยู่กระทรวงเกษตรฯพอดี ซึ่งไม่เคยมีปัญหาเรื่องการเจรจาในประเด็นนี้ เพราะนโยบายของประเทศไทยชัดเจนมาก คือ “มุ่งกำจัดสารเร่งเนื้อแดง” ไม่ว่าจะมีการเจรจาหรือไม่ก็ตาม”

นายกฯตู่ ให้รอบคอบ

ทางกระทรวงเกษตรฯได้ดำเนินมาตรการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง เพราะค้นพบแล้วว่ามีสิทธิ์ทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้จริง จึงต้องกำหนดให้มีจำนวนที่เหมาะสม ฉะนั้นต้องแก้ไขที่ต้นตอของปัญหา แต่ถึงแม้ว่าจะมีการดำเนินการอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตามยังมีผู้ใช้สารเร่งเนื้อแดงอยู่ จึงมีการไล่จับกันตลอดเวลา

ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้นโยบายว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเทคนิค มีความเกี่ยวข้องกับสารเคมีต่าง ๆ ต้องค่อย ๆ หารือ และมีข้อมูลผลการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการรองรับ ในปีที่ผ่านมามีการตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นมา ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ดำเนินการอยู่ ผ่านคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board)

Advertisement

ส่วนการหารือระหว่างไทย-สหรัฐ ก่อนหน้านี้ สหรัฐทำหนังสือถึงกรมปศุสัตว์เพื่อขอทราบแนวทางว่า ไทยจะมีการตรวจสอบอย่างไร และสามารถจะเดินทางไปตรวจสอบได้หรือไม่ในอีก 6 เดือนข้างหน้า (เดือนตุลาคม 2560) แต่ทางกระทรวงเกษตรฯได้เลื่อนการนัดไป 1 ครั้ง และค้างอยู่จนถึงวันนี้ หากมีเวทีหารือระหว่างไทย-สหรัฐ คงจะหยิบยกเรื่องนี้มาหารือแน่นอน เพราะยืดเยื้อมายาวนาน

2 ทางแก้ปมสารเร่งเนื้อแดง

หากมีการเจรจาอีกครั้ง ไทยจะอธิบายด้วยเหตุและผล หากสหรัฐต้องการให้ไทยนำเข้า และยืนยันว่าหมูของสหรัฐมีสารเร่งเนื้อแดงจริง แต่ไม่สูงกว่ามาตรฐานที่ CODEX กำหนด จะต้องวางแนวทางดำเนินการนำเข้าร่วมกัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับผู้บริโภค

แนวทางแรก เห็นด้วยว่าควรให้มีการติดฉลาก (label) บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภครับทราบข้อมูลและสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้ ในช่องทางการค้าปลีกปกติ

“ติดฉลาก” คุมไม่ทั่วถึง

แต่คำถามคือ ถ้าเป็นการนำเข้าในปริมาณมาก ๆ เพื่อมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร หรือภัตตาคาร แนวทางแรกสามารถทำได้ครอบคลุมหรือไม่ หรือหากกระทรวงเกษตรฯเข้าไปตรวจสอบในกระบวนการผลิตอาหาร แม้แต่ในครัวของทุกร้านสามารถทำได้หรือไม่ ในทางปฏิบัติอาจทำไม่ได้

แนวทางที่สอง ให้นำเข้าเฉพาะ “หมูที่ไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดง” โดยไทยจะวางระบบตรวจสอบทุกฟาร์มที่ต้องการส่งออกมายังประเทศไทย และให้การรับรองฟาร์ม กำหนดลิสต์ออกมา ก่อนจะเปิดให้มีการนำเข้าว่า ไม่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงจริง ไม่ใช่อนุญาตทุกฟาร์ม เช่นเดียวกับที่สหภาพยุโรป และจีน ใช้ในการตรวจสอบโรงงานส่งออกไก่ และฟาร์มเลี้ยงไก่ของไทย

ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับ “ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค” หากไทยไม่สามารถตรวจสอบหรือกำกับดูแลได้ ปรากฏว่ามีเนื้อหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงหลุดออกไปจำหน่ายในท้องตลาด อาจทำให้

ผู้บริโภคฟ้องหน่วยงานได้

“เรื่องนี้ต้องหารือกับสหรัฐด้วยเหตุและผล ที่สำคัญคือให้สังคมยอมรับ เพราะถ้าสหรัฐดันทุรัง ไม่ดีกับภาพลักษณ์ของสินค้าสหรัฐเอง อาจนำไปสู่กระแสความไม่ชอบสินค้าสหรัฐ แล้วจะฝืนกระแสทำไม หากวางมาตรการร่วมแล้วให้ผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสิน เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด” น.ส.ชุติมากล่าวทิ้งท้าย

มั่นใจสหรัฐยอมรับกติกาโลก

อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐไม่ยอมรับฟังเหตุผล มีการใช้ประเด็นอื่น ๆ มาพาดพิง เช่น กำหนดมาตรการทางการค้ากับสินค้าอื่น ๆ ของไทย นางสาวชุติมามองว่า เชื่อว่าสหรัฐจะไม่ทำอย่างนั้น และทุกประเทศในโลกเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) มีการกำหนดกติการ่วมกัน เพื่อให้ความยุติธรรมกับสมาชิก

ผู้เลี้ยงหมูไทยผีซ้ำด้ำพลอย

ทางด้านนายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในความเป็นจริง ไทยไม่นำเข้าหมูจากสหรัฐอเมริกาก็ย่ำแย่อยู่แล้ว ถ้ากระทรวงพาณิชย์จะเปิดให้นำเข้าหมูจากสหรัฐ โดยบินไปรับรองฟาร์มที่ไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดง ถือว่าเป็นการซ้ำเติม และเป็นการแก้ไขปัญหาแบบ “แก้ผ้าเอาหน้ารอด”

ดังนั้น ผู้เลี้ยงหมูจะไปชุมนุมประท้วงที่หน้ากระทรวงพาณิชย์ หากจะนำเข้าหมูจากสหรัฐ รวมทั้งประท้วงที่กระทรวงพาณิชย์ไม่ยอมแก้ราคาหมูตกต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ที่ผ่านมาผู้เลี้ยงหมูประท้วงไม่ให้นำเข้าหมูจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐ เพราะหมูภายในประเทศล้นตลาด จึงหยิบเอาการใช้สารเร่งเนื้อแดงของผู้เลี้ยงหมูสหรัฐมาคัดค้านการนำเข้า

ปัจจุบันราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มเหลือ กก.ละ 38 บาท ต้นทุนการเลี้ยง กก.ละ 55-60 บาท จึงขาดทุนตัวละ 1,700-2,200 บาท ขณะที่เขียงหมูควรขายหมูเนื้อแดงที่ กก.ละ 80-90 บาท แต่ยังขายกันสูงถึง กก.ละ 110-120 บาท มีกำไรจากการขายหมูชำแหละถึงตัวละ 3,000-4,000 บาท

แนะพาณิชย์จัดการ “เขียง”

ฉะนั้น กระทรวงพาณิชย์ควรไปจัดการกับ “เขียงหมู” ที่ขายเอากำไรเกินควร เพื่อให้ราคาเนื้อหมูลดลง จะได้บริโภคเนื้อหมูกันมากขึ้น การที่กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และผู้เลี้ยงจัด “โครงการประชารัฐเฉพาะกิจ” ขายเนื้อหมูชำแหละ กก.ละ 60 บาท โดยกระทรวงพาณิชย์ชดเชยต้นทุนที่ กก.ละ 75 บาท บวกค่าขนส่งอีก กก.ละ 3 บาท รวมเป็น กก.ละ 18 บาท ให้ผู้เลี้ยง แต่โครงการนี้ถือว่ายังช่วยผู้เลี้ยงหมูไม่ทั่วถึง

ต้นเหตุราคาหมูเป็นในไทยตกต่ำตั้งแต่ต้นปี 2560 จากที่เคยสูงสุด กก.ละ 65-70 บาท ลงมาเหลือ กก.ละ 38 บาท มาจากการขยายแม่พันธุ์ในฟาร์มทั่วประเทศสูงถึง 1.2-1.3 ล้านแม่ คิดเป็นหมูขุนมากกว่า 20 ล้านตัว ซึ่งมากเกินไป มากกว่ากรมปศุสัตว์ที่รายงาน 1.069 ล้านแม่พันธุ์ สถานการณ์ขณะนี้ควรมีไม่เกิน 1 ล้านแม่ คิดเป็นหมูขุนประมาณ 17-18 ล้านตัว ถือว่ากำลังพอดี

ผู้เลี้ยงกระอัก จีนปิดประตูนำเข้า

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนดี ทำให้มีการบริโภคเนื้อหมูค่อนข้างสูง ต่อมาจีนออกกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ฟาร์มเลี้ยงหมูปรับตัวไม่ทัน ปิดกิจการลง ทำให้มีการนำเข้าหมูที่ไม่ค่อยถูกต้องจากเวียดนาม และไทยค่อนข้างสูง เวียดนามมีการขยายแม่พันธุ์หมูจาก 2-3 ล้านแม่ เป็น 4 ล้านแม่ ส่งหมูเป็นเข้าตลาดจีนภาคเหนือ

ส่วนไทยส่งออกหมูเป็นในปี 2559ถึง 1.6 ล้านตัว ส่วนใหญ่ส่งเข้าจีนภาคใต้ เนื่องจากราคาหมูเป็นในจีนสูงถึง กก.ละ 100 บาท แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ฟาร์มหมูในจีนเริ่มปรับตัวได้ ขยายการเลี้ยงหมูอีกครั้งหนึ่ง และรัฐบาลจีนสั่งลดการนำเข้าอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผู้เลี้ยงหมูเป็นในจีนอยู่ได้ที่ กก.ละ 70 บาท ทำให้ราคาหมูเป็นในเวียดนามตกต่ำหนักเหลือ กก.ละ 30 บาทเศษ และปัจจุบันราคาหมูเป็นเวียดนามใกล้เคียงกับไทยอยู่ที่ประมาณ กก.ละ 40 บาท และในส่วนของไทยคาดการณ์กันว่า ปี 2560 จะส่งออกไม่เกิน 3 แสนตัว ลดลงไปมากเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหมูล้นตลาด ราคาตกต่ำ ที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าและต้องเร่งแก้ไข มีกระแสข่าวล่าสุดว่า ตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติที่มาจากทุกภาคทั่วประเทศจะเข้าหารือกับนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ดูแลคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (พิกบอร์ด) ในวันที่ 10 ม.ค. 2561 เพื่อร่วมหาทางแก้ไขแม่พันธุ์หมูมีมากเกิน รวมทั้งการลดปริมาณหมูขุนลงอย่างเป็นรูปธรรมและครบวงจร ซึ่งการประชุมครั้งนี้น่าจะส่งผลต่อราคาหมูว่าจะขึ้น หรือดำดิ่งต่อไปอีก