กสทช. เผย 3 รายชื่อเอกชน ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติให้เข้าประมูลสิทธิการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม กำหนดประมูล 15 ม.ค. นี้
วันที่ 10 มกราคม 2565 พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุม กสทช. ได้มีมติเห็นชอบผลการตรวจสอบคุณสมบัติ ประสบการณ์ และความสามารถทางด้านการเงินของผู้ขอรับอนุญาตสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (package) เพื่อเป็นผู้เข้าร่วมการคัดเลือก โดยพิจารณา 3 ส่วนคือ
1.คุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของประกาศ กสทช.
2.ประสบการณ์ของผู้เข้าประมูล ด้านกิจการอวกาศ ดาวเทียมสื่อสาร/โทรคมนาคม โดยเปิดกว้างให้นำประสบการณ์จากบริษัทแม่ที่ถือหุ้นเดิน 25% มาพิจารณาได้ด้วย
3.ศักยภาพด้านการเงิน พิจารณาจากกระแสเงินสด การรับรองจากผู้ถือหุ้นและหนังสือรับรองจากธนาคารหรือสถาบันการเงินว่าจะเป็นแหล่งทุนตลอดระยะเวลาสัญญา โดยรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 1พันล้านบาท
โดยระหว่างวันที่ 7-30 พฤศจิกายน 2565 มีเอกชนเข้าไปรับซองเอกสารการประมูล 6 ราย ได้แก่
1.บริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด
2.บริษัท แอสเซนด์ แคปปีตอล จำกัด
3.บริษัท พร้อม เทคนิคคอล เซอร์วิสเซส จำกัด
4.บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)
5.บริษัท สเปซ เทค อินโนเวชั่น จำกัด
6.บริษัท เดอะวิน เทเลคอม จำกัด
จากนั้นมีการตอบกลับและผ่านผลการพิจารณาจากคณะกรรมการ เหลือเอกชนจำนวน 3 ราย ที่พร้อมเข้าประมูลสิทธิ ได้แก่
1.บริษัท สเปซ เทค อินโนเวชั่น จำกัด บริษัท 2.โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และ 3.บริษัท พร้อม เทคนิคคอล เซอร์วิสเซส จำกัด
ทั้ง 3 บริษัทมีสิทธิที่จะเข้าร่วมประมูล ในวันที่ 15 มกราคม 2555 โดยจะมีการประมูลสาธิต ให้ผู้เข้าร่วมประมูล ในวันที่ 14 มกราคม 2560 ที่สำนักงาน กสทช.
สำหรับการประมูลครั้งนี้ ใช้วิธี Sequential Ascending Glock Auction กล่าวคือ ผู้เข้าร่วมประมูลจะต้อง ตัดสินใจตามระยะเวลาที่กำหนดในแต่ละรอบ (20 นาที) ด้วยการเคาะซึ่งจะทำให้ราคาสูงขึ้นครั้งละ 5% ของราคาขั้นต่ำ โดยผู้ชนะ คือ ผู้ให้ราคาสุดท้ายสูงสุด
อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าร่วมประมูลจะไม่ทราบว่าผู้ร่วมแข่งขันรายใดต้องการสิทธิวงโคจรชุดใด และมีความต้องการที่ชุด รวมทั้งลำดับชุดในการการประมูลนั้น กสทช.จะกำหนดลำดับในวันประมูล เพื่อป้องกันการยอมกันระหว่างผู้เข้าร่วมประมูล ซึ่งการประมูลในลักษณะนี้จะทำให้เกิดการแข่งขันที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากที่สุด รวมทั้งรายได้ที่เกิดขึ้นหลังหักค่าใช้จ่ายในการประมูล กสทช.จะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินทั้งหมด
พลอากาศโท ดร.ธนพันธ์ุ ยังกล่าวถึงเหตุที่มีหลายฝ่ายเรียกร้องให้ยกเลิกการประมูลครั้งนี้ และให้ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. กล่าวว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 60 บัญญัติให้ “รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่ และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน” นั้น กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด จึงมีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการอนุญาตให้สอดคล้องตามแผนการบริหารสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม
รวมทั้งตามนโยบายในการส่งเสริมการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรมในการประกอบกิจการดาวเทียม ซึ่งสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมที่นำมาประมูลในครั้งนี้ เป็นการนำสิทธิประเทศไทยมีอยู่เดิม และมีลักษณะการให้บริการในเชิงพาณิชย์ จึงได้ใช้วิธีการประมูลในการคัดเลือกผู้ขอรับการอนุญาต ซึ่งเป็นวิธีที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม และเป็นกลไกในการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด
หากยกเลิกการประมูลและให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการแต่เพียงผู้เดียว ย่อมส่งผลกระทบ ขาดความต่อเนื่อง และอาจถูกเพิกถอนสิทธิจาก ITU ได้ กรณีที่ไม่สามารถส่งดาวเทียมได้จริง รวมทั้งไม่ก่อให้เกิดการแข่งขัน ทำให้การให้บริการดาวเทียมในประเทศไทยกลับไปสู่การผูกขาด และขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 75 วรรค 2 ที่บัญญัติให้ “รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือการจัดทำบริการสาธารณะ”
อย่างไรก็ตาม การประมูลครั้งนี้ กสทช.ได้คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ ดังจะเห็นได้จากการกำหนดให้ผู้ชนะการประมูล มีหน้าที่จัดร่องสัญญาณสำหรับการให้บริการสาธารณะและประโยชน์ของรัฐ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในแต่ละชุดของข่ายงานดาวเทียมจำนวน 1 transponder กรณีดาวเทียม broadcast และจำนวน 400 Mbps กรณีดาวเทียม broadband ซึ่งหากเทียบกับสัมปทานเดิม รัฐได้รับทั้งหมดเพียง transponder เท่านั้น ไม่ว่าจะมีดาวเทียมกี่ดวงก็ตาม รวมทั้งในชุดที่ 3 ยังเปิดโอกาสให้สามารถควบคุมบริหารจัดการดาวเทียมในส่วนที่รัฐรับผิดชอบได้ เป็นต้น