7 นโยบาย DE ขับเคลื่อน ศก. เพิ่มกำลังคนดิจิทัลอัพสกิลรับ AI

ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง

ในฐานะหน่วยงานหลักในการวางแผน ส่งเสริม และพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ประกาศทิศทาง และ 7 นโยบายสำคัญที่จะใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการทำงานของกระทรวงดีอี ปี 2567 ประกอบด้วย 1.Cloud First Policy 2.AI Agenda 3.1 อำเภอ 1 IT Man 4.พัฒนากำลังคนดิจิทัล (Digital Manpower) 5.Cell Broadcast 6.แก้ปัญหาภัยออนไลน์ และ 7.ยกระดับ Thailand Digital Competitiveness Ranking

สยายปีกดีอีสู่ภูมิภาค

“รมว.ประเสริฐ” อธิบายว่า งานด้านดิจิทัลในปัจจุบันยังไม่มีการเชื่อมโยงสู่ระดับท้องที่-ท้องถิ่น ไม่มีหน่วยงานระดับภูมิภาค ไม่มีคำว่า “ดีอีจังหวัด” จึงมีการหารือผ่านไปถึง ก.พ. และเสนอ ครม.แล้วในการจัดหากำลังคน ทั้งการถ่ายโอน และการสรรหาขึ้นใหม่ จากเดิมกระทรวงดีอี มีสำนักงานสถิติจังหวัดอยู่แล้วก็จะเพิ่มเป็น “สถิติ และดิจิทัลจังหวัด” ถ่ายโอนกำลังคน 5 คนไปเพิ่มให้สำนักงานจังหวัด เพื่อดูแลงานด้านดิจิทัลโดยเฉพาะ ในระดับอำเภอจะมีตำแหน่งพนักงานราชการใหม่ เรียกว่า “IT Man” ตามจำนวนอำเภอ คือ 878 คน

“การมีหน่วยงานระดับจังหวัด และอำเภอจะทำให้มีคนกลางเข้าไปพูดกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนงานด้านดิจิทัล และช่วยดูแลภารกิจของศูนย์ดิจิทัลชุมชนที่ปีนี้จะมี 2,222 ศูนย์ได้ดีขึ้น”

และจะมีการสร้างอาสาสมัครดิจิทัลหมู่บ้านละ 2 คน รวมถึงสภาดิจิทัลเยาวชนซึ่งโครงสร้างดีอีในภูมิภาคเหล่านี้ จะมี IT Man เป็นผู้เชื่อมต่อนโยบาย และปรับใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้แพร่กระจายสู่ท้องถิ่น มีการใช้ดิจิทัลยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ สนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลในจังหวัด ดำเนินงานครอบคลุมระดับพื้นที่อำเภอ และอาจมีบทบาทในการมองอนาคตเทคโนโลยีของชุมชน เข้าไปช่วยให้ความรู้สร้างความตระหนักเรื่องอาชญากรรมออนไลน์ในท้องถิ่นได้ คาดว่าจะใช้งบฯ ราว 200 ล้านบาท ก่อนสิ้นปีงบฯ 2567 เพื่อจัดหาคนในปีงบฯ 2568

ย้ำ Cloud First

นายประเสริฐกล่าวด้วยว่า การสานต่อ Cloud First Policy คือการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประเทศที่ทันสมัย มั่นคงปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ยกระดับการทำงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มีเป้าหมายคือให้บริการระบบคลาวด์เพื่อพัฒนาการบริการประชาชนไม่น้อยกว่า 220 กรม 75,000 VM ประหยัดงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลของประเทศ 30-50%

“ถ้าหน่วยงานราชการทั้งหมดหันมาใช้คลาวด์ คาดว่าจะมีความต้องการศักยภาพการประมวลผลถึง 9 แสน VM ซึ่งยังต้องใช้เวลาปรับ อย่างกรณีกระทรวงสาธารณสุขแห่งเดียวใช้เก็บ และจัดการข้อมูลสุขภาพ เชื่อมโยง Health Links ก็กว่า 2-5พัน VM แล้ว ยังไม่รวมหน่วยงานอื่น ๆ ที่แยกกันซื้อหากให้ดีอีนำมาบริหารจัดการก็จะลดค่าใช้จ่ายได้มาก”

รวมถึงการส่งเสริมการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล และการใช้ประโยชน์ Big Data เป็นตัวกลางสนับสนุนท้องถิ่นประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ส่วนด้านการลงทุนด้านคลาวด์ของประเทศ จะมีการส่งเสริมผู้ประกอบการไทย และต่างประเทศ และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เรายังต้องการศักยภาพหน่วยประมวลผล VM อีกมาก ซึ่งคงต้องมีการพูดคุยกันอีก เพราะเทคโนโลยีคลาวด์ของต่างประเทศมีความเกี่ยวข้องในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ด้วย

เตรียมความพร้อมรับ AI

เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็สำคัญจะต้องมีการคัดกรองโดย National AI Service Platform ที่รวมบริการด้าน AI บนคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ทั้งจะให้สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) พัฒนา Thai Large Language Model (Thai LLM) เป็น โครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์สำหรับภาษาไทย เนื่องจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ใช้เป็นพื้นฐานเอไอปัจจุบันสร้างบนภาษาอังกฤษ ซึ่งเก่ง และเสถียรภาพอย่างมาก แต่เมื่อใช้ภาษาไทยที่ใช้บริบทและวัฒนธรรมอีกแบบคงไม่มีใครพัฒนาได้ดีกว่าคนไทย

“ส่วนตัวผมยังมีความกังวลเรื่องเทคโนโลยีเอไอของต่างประเทศ แม้พวกเขาจะพัฒนาโมเดลเอไอภาษาไทยขึ้นมาแล้ว เราก็ยังต้องทำของเราเองด้วย เพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพาหรือเป็นทาสเทคโนโลยีต่างประเทศ”

ที่สำคัญ คือต้องเตรียมพร้อมด้านจริยธรรม/กฎหมาย/สังคม (AI Ethics, Governance, Regulation) พัฒนาทักษะ เสริมสร้างความรู้/ทักษะ AI สำหรับ SMEs และประชาชน การ Upskill/Reskill/Newskill ด้าน AI สำหรับบุคลากรทุกภาคส่วน และเร่งเรื่อง AI Use Case ทั้งรัฐ และเอกชน เช่น AI Use Case การพยากรณ์อากาศอัจฉริยะ ข้อมูลพยากรณ์กลุ่มฝนเชิงพื้นที่ระดับอำเภอ (พยากรณ์ระยะก่อนหน้า 3 ชั่วโมง แม่นยำ 90%) บริเวณ 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ และแผนที่เสี่ยงภัยสภาวะฝนตกหนักถึงหนักมาก เป็นต้น

เพิ่มกำลังคน “ดิจิทัล”

ส่วนการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล มีเป้าหมายเพิ่ม 5 หมื่นคน จะเริ่มทำได้ในปี 2567 ตาม MOU ที่ทำร่วมกับเอกชน มีอาสาสมัครดิจิทัลกับสภาเยาวชนดิจิทัล ขยายผลให้ความรู้ดิจิทัลประชาชนในพื้นที่ ตามที่วางโครงสร้างการขยายกระทรวงดีอีสู่ภูมิภาค และให้มีการเก็บข้อมูลการเรียนรู้ อบรม อัพสกิลรีสกิลทักษะ นำผู้มีทักษะจากต่างประเทศเข้ามาผ่าน GDT Visa ที่ให้สิทธิพิเศษสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาด้านไอทีจากสถาบันชั้นนำทั่วโลกกว่า 600 สถาบัน รวมถึงผู้ที่ทำงานด้านดิจิทัลอยู่แล้ว

นายประเสริฐกล่าวอีกว่า ในปีนี้จะมีการทำระบบแจ้งเตือนภัยแบบเจาะจง สำหรับคนไทยทั้งประเทศผ่านข้อความแจ้งเตือน Cell Broadcast เพื่อลดการสูญเสียชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน คาดว่าจะใช้งบฯราวพันล้านบาท โดยโอเปอเรเตอร์มือถือทั้งสองค่ายลงทุนคนละ 300 ล้านบาท นำไปหักลบส่วนสมทบกองทุน USO และงบประมาณรายจ่าย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกระเบียบสำนักนายกฯ เพื่อแบ่งประเภทภัยพิบัติว่ามีภัยลักษณะใดบ้างและจะให้หน่วยงานใดเป็นผู้ประกาศ

แก้ปัญหาภัยออนไลน์

นายประเสริฐกล่าวถึงการแก้ปัญหาภัยออนไลน์ด้วยว่า ได้มีการวิเคราะห์ประมวลผลขยายวงกว้างเพื่อเร่งตัดตอนบัญชีม้า ซึ่งที่ผ่านมาทำงานอย่างหนักร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจะเร่งให้มีแอปพลิเคชั่นคัดกรองเบอร์แปลก Call Alert แอปแจ้งเตือนหมายเลขโทรศัพท์เสี่ยง ภัยออนไลน์ พร้อมไปกับการยกระดับ ศูนย์ AOC+ 1441 ใช้ AI ช่วยตรวจจับ วิเคราะห์ ประมวลผล ขยายผลกวาดล้างบัญชีม้า และบัญชีของม้า

“ศูนย์ PDPC Eagle Eye ตรวจ ป้องปราม ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล และซื้อขายข้อมูล ปัจจุบันใช้มาตรการเดินสายพูดคุยให้หน่วยงานภาครัฐวางมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มากกว่าที่จะเอาผิดละเว้นปฏิบัติหน้าที่ แต่กระนั้นความผิดฐานทำข้อมูลรั่วไหลก็มีโทษสูงอยู่แล้ว เรื่องการหลอกลวงผ่านซื้อสินค้าออนไลน์ กรณีเก็บเงินปลายทาง (COD) ได้ของไม่ตรงปก จะให้มีการดีเลย์การจ่ายเงินไว้ก่อน เมื่อพิสูจน์แล้วว่าธุรกรรมถูกต้องจึงค่อยจ่ายให้ผู้ค้า ตอนนี้กฎหมายกำลังรอ สคบ. ประกาศอย่างเดียว

และหากดำเนินการได้ทั้งหมดจะช่วยให้ขีดความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลของประเทศเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งกระทรวงดีอีตั้งเป้าไว้แล้วว่าจะขยับอันดับจาก 33 ในปี 2567 เป็นอันดับ 30 ในปี 2569 ตามการจัดอันดับของ IMD