Skip to content

Bolt ลุยตลาดเมืองรอง ขยายฐานลูกค้าคนไทย

26 มิ.ย. 2568 | 11:38น.
Bolt ลุยตลาดเมืองรอง ขยายฐานลูกค้าคนไทย

เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว ที่ “โบลท์” (Bolt) แพลตฟอร์มเรียกรถสัญชาติเอสโตเนียเข้ามาทำตลาดในไทย เพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาดแอปพลิเคชั่นเรียกรถที่มีมูลค่ากว่า 4.5 หมื่นล้านบาท (มูลค่าตลาดปี 2568 จากการคาดการณ์ของบริษัทวิจัยตลาด Statista)

“ณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์” ผู้จัดการทั่วไป ประจำโบลท์ ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันโบลท์ให้บริการมากกว่า 600 เมืองใน 50 ประเทศทั่วโลก มีฐานผู้ใช้รวมกันมากกว่า 200 ล้านคน สำหรับในประเทศไทย เริ่มให้บริการในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ ก่อนขยายไปภูมิภาคต่าง ๆ จนมีพื้นที่ให้บริการ 35 จังหวัดทั่วประเทศ และจะอีก 15 จังหวัดภายในปีนี้

“3 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 13 เท่า ปัจจัยที่ช่วยหนุนให้เกิดการเติบโต คือราคาที่ตอบโจทย์พฤติกรรมของคนไทย และการให้บริการที่มีมาตรฐาน”

และ “ไทย” เป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญมาก นอกจากจะเป็นประเทศแรกที่โบลท์เลือกเข้ามาทำตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ยังเห็นแนวโน้มการขยายตัวของสังคมเมืองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องใช้ยานพาหนะขนาดเล็ก (Micromobility) เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางตามตรอกหรือซอยต่าง ๆ

“บริการที่ได้รับความนิยมมาก ๆ คือ Motorbike, Basic และ Bolt ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้ที่ให้ความสำคัญเรื่องราคา และเรียกรถเพื่อเดินทางในระยะสั้น ๆ เฉลี่ยแล้วผู้ใช้ 1 คน จ่ายค่าโดยสารรถมอเตอร์ไซค์ 50 บาท และรถยนต์ 4 ล้อ ประมาณ 100 บาท”

สำหรับทิศทางการแข่งขัน “ณัฐดนย์” มองว่า ตลาดแอปเรียกรถยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ สำหรับโบลท์วางจุดยืนเป็น “Challenger” ที่จะอยู่ใน Top 3 ทั้งอัตราเข้าถึงบริการ (Penetration Rate) ของประชากรในประเทศน่าจะยังไม่ถึง 10% ทำให้มีโอกาสขยายตลาดอีกมาก

“โบลท์พยายาม Localize เรื่องฟีเจอร์ และการตลาดให้เข้ากับความต้องการของคนไทย เช่น ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย หรือ Pin Code ยืนยันตัวตนผู้ใช้กับคนขับเวลาที่มีรถจอดรอพร้อมกันอยู่เยอะ ๆ เพื่อเข้าถึงผู้ใช้กลุ่มใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะ Gen Z และคนที่เริ่มทำงาน”

“ณัฐดนย์” บอกด้วยว่า เป้าหมายสำคัญของโบลท์ปีนี้ คือการขยายฐานผู้ใช้ในไทย เพื่อลดความเสี่ยงจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนประมาณ 15% ของผู้ใช้รวม โดยช่วงครึ่งปีแรกเริ่มเห็นแนวโน้มที่นักท่องเที่ยวลดลงกว่าครึ่ง

“สิ่งที่โบลท์จะทำมาก ๆ ปีนี้ คือการสร้างการรับรู้ให้คนรู้จัก และหันมาใช้บริการมากขึ้น เช่น ใช้สื่อโฆษณา Out of Home ในการประชาสัมพันธ์ เป็นต้น”

“ณัฐดนย์” ทิ้งท้ายด้วยว่า โบลท์มองถึงการเติบโตในระยะยาว และถ้าต้องการให้ธุรกิจไปต่อได้อย่างยั่งยืน ก็จะต้องเข้าถึงผู้ใช้ในไทยให้ได้มากกว่านี้ จะหวังพึ่งแค่นักท่องเที่ยวไม่ได้แล้ว