คมสันต์ ลี
หลัง “คมสันต์ แซ่ลี” คีย์แมนคนสำคัญของ “แฟลช เอ็กซ์เพรส” (Flash Express) ปลุกปั้นบริษัทจนเติบโต และกลายเป็นผู้เล่นหลักในธุรกิจส่งด่วนของไทยมากว่า 8 ปี ปีนี้ 2568 เขาก็ตัดสินใจพาตนเองไปสู่น่านน้ำ ธุรกิจใหม่ ๆ โดยมี “บิ๊กมูฟ” ที่น่าสนใจเกิดขึ้นหลายอย่าง
ลงขันตั้งบริษัทใหม่
ย้อนกลับไปวันที่ 18 มิ.ย. 2568 มีบิ๊กเซอร์ไพรส์เขย่าวงการธุรกิจ F&B (Food & Beverage) เมื่อ บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ “มาม่า” ตัดสินใจจัดตั้งบริษัทย่อยใหม่ ชื่อ “บริษัท ไทยเพรซิเดนท์เบเวอร์เรจ จำกัด” โดยดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทภายในเดือน ก.ค. มีทุนจดทะเบียนที่ 145 ล้านบาท
บริษัทใหม่นี้มีสัดส่วนการถือหุ้น ประกอบด้วย บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ 55% “คมสันต์ แซ่ลี” แห่ง Flash Express 25% และ “ชานนท์ เรืองกฤตยา” ซีอีโออนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ 20%
ส่วนโครงสร้างกรรมการ ประกอบด้วยกรรมการทั้งหมด 3 คน ได้แก่ 1.พันธ์ พะเนียงเวทย์ 2.ศิรวิทย์ พะเนียงเวทย์ และ 3.คมสันต์ แซ่ลี
เข้าถือหุ้น “ชาจี” 51%
ท่ามกลางความสนใจของหลายฝ่ายว่าบริษัทนี้จะมีแนวทางในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างไร “ไทยเพรซิเดนท์ เบเวอร์เรจ” ไม่ต้องให้รอนาน เดินเกมต่อหลังจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแล้วเสร็จเมื่อ 1 ก.ค.ที่ผ่านมาในวันถัดไปทันที โดยการประกาศเข้าลงทุนในบริษัท ชาจี (ไทยแลนด์) จำกัด เจ้าของร้านชาชื่อดังจากจีน “ชาจี” (CHAGEE) มูลค่ากว่า 142 ล้านบาท ทำให้ “ไทยเพรซิเดนท์เบเวอร์เรจ” กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีสัดส่วนการถือหุ้น 51% ร่วมกับบริษัท ชาเอ็กซ์พลอเรอร์ จำกัด ที่ถืออยู่ 49%
อย่างไรก็ตาม การเข้าไปลงทุนของไทยเพรซิเดนท์ เบเวอร์เรจในครั้งนี้ ทำให้ “พันธ์ พะเนียงเวทย์” และ “คมสันต์ แซ่ลี” เข้ามานั่งเป็นกรรมการในบริษัท ชาจี (ไทยแลนด์) ร่วมกับตัวแทนของชา เอ็กซ์พลอเรอร์ อีก 3 คนด้วย
โปรเจ็กต์ใหม่ “แมด ยูนิคอร์น”
นอกจากการลงขันร่วมทุนตั้งบริษัทใหม่กับเจ้าของผลิตภัณฑ์ “มาม่า” แล้ว “คมสันต์” ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขาได้เริ่มโปรเจ็กต์ใหม่ไปพร้อมกัน โดยเปิดตัวพุทรากรอบแบรนด์ “จูจุ๊ฟป๊อป” ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัท “แมด ยูนิคอร์น” (Mad Unicorn) และเปิดเกมทำการตลาดอย่างหนักบนโลกออนไลน์ตลอด 3-4 เดือนที่ผ่านมา
จากการค้นข้อมูลบน Creden Data เพิ่มเติม พบว่า บริษัท แมด ยูนิคอร์น จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 2567 ที่ผ่านมา เพื่อประกอบธุรกิจนำเข้าสินค้าเพื่อจัดจำหน่าย ประเภทสินค้าอุปโภคบริโภค มีทุนจดทะเบียนปัจจุบันอยู่ที่ 1 ล้านบาท
ปั้น 100 แบรนด์ใน 10 ปี
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ในงาน SCALE FAST-Business Accelerator Summit & Expo 2025 “คมสันต์” เล่าถึงโปรเจ็กต์ “แมด ยูนิคอร์น” ด้วยว่านอกจากตนจะเป็นผู้ก่อตั้งแล้ว ยังมีคุณเซียง (ธนาวดี เชี่ยวชาญโชคชัย) ผู้บริหารที่คร่ำหวอดในแวดวงเทคสตาร์ตอัพ นั่งเป็นซีอีโอคอยบริหารจัดการเรื่องต่าง ๆ
คมสันต์บอกว่า ความตั้งใจของ “แมด ยูนิคอร์น” คือการเป็นสะพานเชื่อมธุรกิจไทยกับจีน นำสินค้าจีนมาขายที่ไทย และหาโอกาสขยายตลาดของสินค้าไทยไปที่จีน รวมถึงประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตั้งเป้าที่จะทำให้พอร์ตของแมด ยูนิคอร์น มีครบ 100 แบรนด์ ภายในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งไม่ใช่เป็นการนำแบรนด์จีนเข้ามาทั้งหมด แต่จะส่งเสริม IP ของคนไทย พร้อมทั้งผลักดันการวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ผ่านการเรียนรู้โนว์ฮาวของแบรนด์จีนควบคู่ไปด้วยกัน
“บรรดา 100 แบรนด์ที่วางไว้ อาจมี 50 แบรนด์ที่เจ๊งก็ได้ หรือ 40 แบรนด์ที่รอด แต่ไม่โต สำหรับผมขอมีแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จสัก 10 แบรนด์ ก็ถือว่าเป้าหมายที่วางไว้สำเร็จแล้ว”
หวังวางโครงสร้างให้ B2B
ปัจจุบันกลุ่มผู้ประกอบการ B2B ยังไม่มี “โครงสร้างพื้นฐาน” หรือระบบที่ช่วยบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การจัดสรรระวางรถส่งสินค้าที่มักจะขาไปเต็ม แต่ขากลับต้องตีรถเปล่ากลับมา จึงใช้ทรัพยากรได้ไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร ตนจึงต้องการเป็น “ผู้สนับสนุน” เรื่องการบริหารจัดการหลังบ้านทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง ห้องเย็น และคลังสินค้า โดยเจ้าของแบรนด์มีหน้าที่ในการ R&D ผลิตภัณฑ์และบริการอย่างเดียว
“ธุรกิจ B2C สามารถจัดการต้นทุนได้อย่างเต็มที่ เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีแล้ว แต่ธุรกิจ B2B ยังไม่ถึงจุดนั้น ผมเอาไอเดียนี้ไปคุยกับใคร ก็ยังไม่มีใครซื้อ จึงคิดว่าต้องพิสูจน์ผ่านแบรนด์ของตนเอง ผมวางเป้าว่า 3 ปี จะเปิดชาจีให้ได้ 400 สาขา และใช้โครงสร้างที่ผมวางไว้ในการซัพพลายของ ถ้าทำสำเร็จก็จะพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมคิดถูกต้องแล้ว”
เหตุผลที่ร่วมทุน “มาม่า”
“คมสันต์” พูดถึงเหตุผลที่ตัดสินใจตั้งบริษัทร่วมทุนกับเจ้าของผลิตภัณฑ์ “มาม่า” ด้วยว่า มาม่าและเครือสหพัฒน์ เป็น “ปลาใหญ่” ที่ทำงานกับทุกคนได้ เพราะ Core Value ในการทำธุรกิจกับคนอื่นของเขาชัดมาก ไม่เอาเปรียบผู้อื่น และมีแต่จะพาพาร์ตเนอร์ให้โตไปด้วยกัน
“การเลือกพาร์ตเนอร์ทำธุรกิจ หรือนักลงทุน อย่าเลือกแค่เพราะว่าเขามีเงิน แต่ให้เลือกเพราะว่าเขาเชื่อในสิ่งที่เราทำ เวลาเกิดอะไรขึ้นมา เขาจะไม่ถอนทุนทิ้งเราไปไหน และจะประคับประคองให้ธุรกิจอยู่รอดไปด้วยกัน”