Skip to content

ถอดบทเรียนฝ่าโควิด “แอดไวซ์” รุก-รับ-เร็ว ไม่แตะเบรกลงทุน

20 ส.ค. 2564 | 07:00น.
ถอดบทเรียนฝ่าโควิด “แอดไวซ์” รุก-รับ-เร็ว ไม่แตะเบรกลงทุน

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น ประกอบกับต้องเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่อย่างการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ลากยาวจนรัฐบาลมีมาตรการล็อกดาวน์ขยายพื้นที่ควบคุมเข้มงวดเป็น 29 จังหวัด ส่งผลให้ร้านค้า รวมถึงร้านขายอุปกรณ์ไอที และมือถือในห้างสรรพสินค้า และคอมมิวนิตี้มอลล์ ต้องปิดชั่วคราว

แต่ไม่ได้ทำให้ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกสินค้าไอทีภายใต้แบรนด์ “แอดไวซ์” หยุดเดินหน้าขยายธุรกิจตามแผน

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “จักรกฤช วัชระศักดิ์ศิลป์” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานผลิตภัณฑ์ การขายและการตลาด บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท ดังนี้

ดีมานด์สินค้าไอทีแรงไม่ตก

“จักรกฤช” กล่าวว่า โควิด-19 สร้างผลกระทบให้หลายอุตสาหกรรมทั้งกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และสายการบิน เป็นต้น แต่ธุรกิจไอทีแม้อาจเติบโตไม่มาก แต่ดีกว่าหลายอุตสาหกรรม

เนื่องจากโควิดผลักให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตผู้บริโภคเปลี่ยนไปโดยทำงานและเรียนที่บ้านเพิ่มขึ้น ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ลากยาวขึ้น ทำให้ความต้องการสินค้าไอทีสูงขึ้นตามไปด้วย สังเกตง่าย ๆ ว่าก่อนโควิด

ธุรกิจไม่จำเป็นต้องมีโน้ตบุ๊กให้พนักงาน แต่มีแค่คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะสำหรับใช้ที่สำนักงานก็พอ แต่เมื่อพนักงานต้องทำงานที่บ้านก็มีความจำเป็นต้องมีโน้ตบุ๊ก เพื่อให้ทำงานจากที่ไหนก็ได้

ทั้งกระตุ้นให้ทุกคนต้องมีโน้ตบุ๊ก และแท็บเลตเป็นของใช้ส่วนตัวมากขึ้น จากเดิมภายในครอบครัวอาจมีโน้ตบุ๊กแค่ 1 เครื่อง เพราะแชร์กันใช้ได้ เนื่องจากใช้งานไม่ตรงกัน ปัจจุบันทุกคนต้องเรียน และทำงานพร้อมกัน

ปัญหาซัพพลายขาดลากยาว

เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบให้ซัพพลายชิ้นส่วนต่าง ๆ มีปัญหาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาต่อเนื่องถึงปัจจุบัน จากความต้องการสินค้าไอทีเพิ่มขึ้นพร้อมกันทั่วโลก

คาดว่าในไตรมาส 3 ปีนี้จะต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่า ปัญหาซัพพลายขาดจะดีขึ้นหรือไม่

“หากตัดเรื่องซัพพลายขาดออกไป ในแง่ภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อไม่ได้ดีขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย สินค้าไอทีที่ขายดีเป็นกลุ่มสินค้าจำเป็นต่อการทำงานและเรียนที่บ้าน อย่างโน้ตบุ๊ก และแท็บเลต ส่วนสินค้าในกลุ่มอุปกรณ์เสริมมีการชะลอการซื้อ”

จักรกฤชขยายความด้วยว่า ตลาดโน้ตบุ๊กเติบโตมาตั้งปีที่แล้วจากกระแสทำงานและเรียนที่บ้าน ถือเป็นจุดสตาร์ตสำคัญที่ทำให้ตลาดเติบโตมาแล้วรอบหนึ่งแต่โควิดยังคงลากยาวต่อเนื่องมาในปีนี้ทำให้กลุ่มผู้บริโภคที่เคยลังเลว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อโน้ตบุ๊กตัดสินใจซื้อปีนี้

เพราะสถานการณ์คงอยู่ยาวขึ้น ขณะที่ราคาโน้ตบุ๊กที่ฟังก์ชั่นรองรับการทำงาน เดิมมีราคาอยู่ที่ 13,900-15,900 บาท ไม่มี ทำให้คนที่จะซื้อต้องซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสเป็กสูงขึ้น แต่เลือกราคาต่ำสุดที่ราคา 20,000 บาทต้น ๆ

“สถานการณ์โควิดในหลายประเทศทั่วโลกไม่ดีขึ้น จึงคาดว่าปัญหาซัพพลายยังจะเป็นปัญหาต่อและลามไปถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ทั้งแท็บเลต และสมาร์ทโฟน เพราะชิปเซต

และการ์ดจอต่างเป็นส่วนประกอบหลักของหลายอุปกรณ์ หากขาดชิ้นใดไปก็ไม่สามารถผลิตได้”

เดินหน้าขยายธุรกิจ

“จักรกฤช” ย้ำว่า แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดรอบนี้อาจจะลากยาวออกไป แต่แอดไวซ์จะไม่หยุดลงทุนขยายธุรกิจ เนื่องจากผู้บริโภคต้องการสินค้าไอที แต่อาจไม่สามารถเดินทางมาที่ร้านได้

บริษัทมีแผนในครึ่งปีหลังจึงยังเดินตามเดิม แต่ปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสถานการณ์ เช่น การขยายสาขา จะเน้นในรูปแบบ “สแตนด์อะโลน” โดยในครึ่งปีแรก เปิดไปแล้ว 3 แห่ง ที่หนองบัวลำภู ชัยนาท และบางนา

นอกจากนี้ ยังเพิ่มช่องทางขายใหม่ “Advice Drive Thru” จอด-รับกลับบ้าน โดยมีการปรับเพิ่มบริการไดรฟ์ทรูเข้าไปในสาขาที่เป็นสแตนด์อะโลนเพื่ออำนวยความสะดวก และลดความเสี่ยงให้ลูกค้า

รวมถึงมีช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ และโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก และไลน์ พร้อมส่งฟรีในระยะทาง 10 กม.ด้วย

“โมเดลไดรฟ์ทรูเริ่มทำไปแล้วในเกือบทุกสาขา แต่ในระยะยาวอาจไม่เหมาะกับธรรมชาติของสินค้าไอที เนื่องจากผู้บริโภคต้องการสัมผัสตัวสินค้า หรือสอบถามเกี่ยวกับวิธีการใช้ หรือขอคำแนะนำเพิ่มเติม”

สำหรับการขยายตลาดไปยังกลุ่มธุรกิจบีทูบี (business to business) บริษัทเพิ่งเข้ามาบุกตลาดในปลายปี 2562 โดยเน้นเจาะกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ มีการเติบโตต่อเนื่อง และคาดว่าในสิ้นปีจะมีสัดส่วนรายได้จากลูกค้าองค์กร 30% อีก 70% เป็นกลุ่มคอนซูเมอร์

ลุยโฆษณา-อัดโปรฯออนไลน์

ในแง่แผนการทำตลาดจะเพิ่มกิมมิกใหม่ ๆ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าเพิ่มขึ้น โดยปรับเปลี่ยนการสื่อสารใหม่ ด้วยการสื่อสาและจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ บนออนไลน์ทั้งหมดจากเดิมเตรียมกิจกรรมออฟไลน์ทั้งจัดอีเวนต์โรดโชว์ในต่างจังหวัด

โดยได้เริ่มปล่อยภาพยนตร์โฆษณา “เราได้อะไรจากการฟัง” ตั้งแต่ปลาย พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และปรับภาพลักษณ์แอดไวซ์ ให้เป็นมากกว่าร้านไอที สู่การเป็น “คอมมิวนิตี้” สำหรับผู้บริโภค ทั้งให้คำแนะนำ ช่วยเหลือต่าง ๆ

และเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ปล่อยโฆษณาออนไลน์ รีวิวโน้ตบุ๊กสไตล์บ้าน ๆ ชุด “ป้าขายข้าวหลาม” ออกมาสื่อสารกับกลุ่มลูกค้า และเตรียมจะปล่อยโฆษณาออนไลน์ในลักษณะนี้ออกมาอีก

“โจทย์หลักของการรีวิวสินค้าไอทีของเรา คือ ทำให้เข้าใจง่าย เพราะเราคือ สิงห์ภูธร ที่มีฐานลูกค้าหลักเป็นคนต่างจังหวัด การใช้ KOL สายไอทีมารีวิวโดยใช้ศัพท์เฉพาะอาจไม่สามารถสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้”

ปรับรูปแบบการทำงาน

ผู้บริหาร “แอดไวซ์” ยังพูดถึงผลจากมาตรการล็อกดาวน์รอบล่าสุดด้วยว่า ทำให้ต้องปิดร้านที่อยู่ในห้างสรรพสินค้ากว่า 20 สาขาทั่วประเทศ ในกรุงเทพฯ 13-14 แห่ง ส่วนสาขาต่างจังหวัดอื่น ๆยังเปิดได้ เนื่องจากสแตนด์อะโลน

และเพิ่มมาตรการเข้มงวด เพื่อป้องกันทั้งจำกัดจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการแต่ละสาขาตามขนาดพื้นที่ มีการจัดหาแอลกอฮอล์ล้างมือ เตรียมหน้ากากอนามัยสำรองให้ลูกค้า และฉีดพ่นฆ่าเชื้อ

“ล็อกดาวน์รอบนี้ต่างจากปีที่แล้ว เพราะในบางจังหวัดมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพื่อให้ปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการได้รวดเร็ว

เราเองได้นำบทเรียนจากปีที่แล้วมาปรับใช้ แก้ไข เพื่อให้กระบวนการทำงานในองค์กรเร็วขึ้น ทำให้เดินหน้าสร้างการเติบโตต่อได้”

นอกจากนี้ ยังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของพนักงานในส่วนสำนักงานเกือบ 100% ให้ทำงานจากที่บ้านผ่านระบบไอที อีกทั้งการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าในกลุ่มบีทูบี ก็สั่งซื้อผ่านเว็บไซต์อยู่แล้ว

ขณะที่พนักงานในคลังสินค้า และขนส่งยังจำเป็นต้องมาทำงาน แต่บริษัทมีมาตรการดูแลทั้งการจัดหาวัคซีน และการป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด

แท็กที่เกี่ยวข้อง

แอดไวซ์