CRC เดินหน้าลุยไม่ยั้ง เร่งรีโนเวต-ผุดสาขารับ นทท.จีนปลายปี ปั้นรายได้โต 12%

เซ็นทรัลรีเทล

เซ็นทรัล รีเทลฯ (CRC) เดินหน้าทุ่ม 2.8 หมื่นล้าน สปีดสาขา-รีโนเวตสาขาทั้งไทย-เวียดนาม หวังชิงเม็ดเงินนักท่องเที่ยวจีนปลายปี พร้อมเข้มรัดเข็มขัด-ติดโซลาร์เซลล์รับมือต้นทุนค่าไฟพุ่ง หลังไตรมาสแรกรับอานิสงส์ท่องเที่ยวฟื้น ดันรายได้โตทะลุปีก่อนโควิด มั่นใจปิดปี 2566 รายได้โตไม่น้อยกว่า 12% แน่นอน

นายไท จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนด์และกลุ่มสินค้าอุปโภค บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าวว่า ช่วงครึ่งหลังของปี 2566 นี้ ปริมาณนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาท่องเที่ยวในไทยจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการเติบโตของบริษัท

หลังตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2565 การฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งยังไม่รวมชาวจีนเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้รายได้บริษัทเติบโตต่อเนื่อง จนไตรมาส 1 ปี 2566 นี้ ทั้งรายได้และกำไรสูงกว่าปี 2562 หรือช่วงก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 แล้ว

โดยสะท้อนจากสาขาในจังหวัด-ย่านท่องเที่ยว อย่างเซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัลภูเก็ต ยอดขายมีโมเมนตัมดีมาตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2565 ซึ่งเป็นผลจากการเปิดประเทศทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา จนปัจจุบันมียอดขายเติบโต 15-20% จากปี 2562 แล้ว รวมถึงงบการเงินไตรมาส 1 ปี 2566 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้ 63,206 ล้านบาท โต 12% จากปี 2565 และโต 18% จากปี 2562 เช่นเดียวกับกำไรสุทธิซึ่งทำได้ 2,130 ล้านบาท โต 93% จากปีก่อน และ 11% จากปี 2562

“ไตรมาส 1 สัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวมากกว่าปี 2562 ประมาณ 36% หลังมูลค่าต่อใบเสร็จและจำนวนครั้งของการจับจ่ายเพิ่ม ทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวเพิ่มจาก 5% ของรายได้รวม เป็น 8% โดยกลุ่มธุรกิจอาหารและฮาร์ดไลน์ (สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ วัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้าง สินค้าตกแต่งบ้าน เครื่องเขียน ฯลฯ) ต่างทำยอดขายสูงกว่าปีก่อนโควิด”

“เช่นเดียวกับรายได้จากค่าเช่าที่สูงกว่าปี 2562 ประมาณ 8% หลังลดส่วนลดที่ให้กับผู้เช่าลงและเรตค่าเช่าเริ่มปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะในสาขาที่รีโนเวตแล้ว เหลือเพียงกลุ่มแฟชั่นที่ยังต่ำกว่าเล็กน้อย แต่เชื่อว่าสิ้นปี 2566 นี้จะสามารถฟื้นกลับมาเท่าปีก่อนโควิดได้”

สปีดสาขาไทวัสดุ-ท็อปส์

นายไทยังกล่าวด้วยว่า จากแนวโน้มการฟื้นตัวในทุกกลุ่มธุรกิจนี้ ทำให้ในครึ่งปีหลังบริษัทตัดสินใจคงการใช้งบฯ 2.5-2.8 หมื่นล้านบาท สปีดการขยายสาขาใหม่ และรีโนเวตสาขาเดิม เสริมศักยภาพการสร้างรายได้ทั้งด้านยอดขายและค่าเช่าพื้นที่ รวมถึงชิงนักท่องเที่ยวจีนที่กลับเข้ามา พร้อมเข้มรัดเข็มขัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งการตลาด ค่าไฟฟ้า ฯลฯ เพื่อเพิ่มผลกำไร

โดยในประเทศไทย บริษัทเพิ่มเป้าขยายสาขาไทวัสดุ จากเดิม 10 สาขา เป็น 14 สาขา หลังสาขาเปิดใหม่ 6 แห่ง มีรายได้เกินเป้า ส่วนธุรกิจอาหารจะขยาย ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เพิ่มอีก 8-10 สาขา สำหรับห้างสรรพสินค้าจะเปิดโรบินสันเพิ่มอีก 1 สาขา คือ

ย่านถนนเจ้าฟ้า จังหวัดภูเก็ต ขนาดพื้นที่เช่า 1.7 หมื่น ตร.ม. ในช่วงไตรมาส 3 พร้อมรีโนเวตสาขาชิดลมให้เป็นโกลบอลแฟลกชิปเพิ่มแบรนด์ลักเซอรี่ใหม่ ๆ เข้าไปให้มากขึ้น และรีโนเวตสาขารามอินทรา และเมกาบางนา รวมถึงเปลี่ยนโรบินสันบางสาขาเป็นเซ็นทรัลด้วย

ด้านประเทศเวียดนาม เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจยังชะลอตัวและดีมานด์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ลดลง จึงมุ่งขยายสาขาไซซ์เล็ก หรือมินิ โก ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาด 1.8 พัน ตร.ม. เพิ่มอีก 6-8 สาขา ควบคู่กับการรีโนเวตร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า เหงียนคิมอีก 10-12 สาขา เพื่อกระตุ้นการขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ดีมานด์ลดลงไปมากในช่วงที่ผ่านมา หลังสาขาที่รีโนเวตแล้วมียอดขายเติบโตขึ้น

ขณะเดียวกันมี Go! Mall อยู่ระหว่างก่อสร้าง 3-4 สาขา คาดว่าจะเปิดได้ในไตรมาส 2 ปี 2567 และ Go! Hypermarket ได้ที่ดินเพิ่ม 5-8 จุด และจะรีโนเวต-รีโมเดล Big C เป็น Go! Mall และ Go! Hypermarket รวม 10 สาขา พร้อมอัพเกรดความหลากหลายของผู้เช่าให้มากขึ้น

“เวียดนามยังต้องรอดู เนื่องจากเศรษฐกิจกระทบทุกธุรกิจ แต่เชื่อว่าไตรมาส 2-3 น่าจะเป็นจุดต่ำสุด และจะเริ่มฟื้นตัวในปลายไตรมาส 3 ต่อเนื่องไปในไตรมาส 4 ซึ่งขณะนี้หลายธุรกิจเริ่มฟื้นตัวแล้ว”

นอกจากการขยายสาขาแล้ว ผู้บริหารเซ็นทรัล รีเทลฯยังแย้มว่า ในช่วงไตรมาส 3 นี้ จะเปิดตัวเซ็นทรัล แอปพลิเคชั่น โฉมใหม่ที่พัฒนาทั้งหน้าตาและการใช้งานให้ง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสินค้าและการชำระเงิน ซึ่งมั่นใจว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายให้ดียิ่งขึ้น

หลังช่วง 3 เดือนแรกช่องทางออมนิแชนเนลรายได้เติบโต 10% จนมีสัดส่วนเป็น 18% ของรายได้รวม และในช่วงปลายปีจะเปิดตัวโมเดลใหม่ของร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท หลังไตรมาสแรกที่ผ่านมาสามารถเทิร์นอะราวนด์มามีกำไรได้แล้ว

งัดกลยุทธ์ 3C คุมค่าใช้จ่าย

ด้านการคุมค่าใช้จ่ายเพื่อรับมือกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นนั้น ผู้บริหารเซ็นทรัลรีเทลฯ อธิบายว่า แม้ไตรมาสแรกที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ของบริษัทจะมีสัดส่วน 26.9% ซึ่งอยู่ในเป้าที่กำหนดไว้ไม่ให้เกิน 28% แต่ด้วยต้นทุนต่าง ๆ ที่สูงขึ้นโดยเฉพาะค่าไฟ

จึงยังต้องเดินหน้าคุมค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาศูนย์การค้าและร้านค้าทั้งในไทยและเวียดนามไปแล้วกว่า 80 สาขา โดยเริ่มทยอยเห็นผลของการประหยัดค่าไฟแล้ว เช่น ร้านไทวัสดุประหยัดค่าไฟไป 40% ต่อสาขา เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังสัดส่วนค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้จะเพิ่มขึ้นอีก ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตไฟฟ้าให้ได้ 30% ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า

ขณะเดียวกันยังเข้มงวดด้านการเงินด้วยยุทธศาสตร์ 3C เพื่อเพิ่มสัดส่วนและปริมาณกำไร อาทิ การคุมต้นทุนของแต่ละกลุ่มธุรกิจโดยกำหนดให้ค่าใช้จ่ายห้ามเกินรายได้ และต้องไม่ให้ค่าใช้จ่ายโตกว่ารายได้ด้วย การพิจารณาความคุ้มค่าของการจัดโปรโมชั่นเพื่อผลักดันยอดขาย เพิ่มทักษะของพนักงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น พนักงานขายจะทำหน้าที่ทั้งในร้านและช่องทางอื่น ๆ

ด้านการลงทุนต้องแน่ใจว่า มีกระแสเงินสดเพียงพอ และพยายามไม่เพิ่มหนี้ รวมถึงคัดเลือกฟอร์แมตของสาขาใหม่ให้เหมาะสมมี ROI ที่ดี และติดตามหลังเปิดแล้ว ประสานความร่วมมือภายในองค์กรเพื่อคุมค่าก่อสร้าง เช่น ใช้วัสดุจากไทวัสดุ

“ช่วงที่ผ่านมาค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเยอะมาก อย่างค่า Ft ของไฟฟ้า จึงต้องพิจารณาวิธีประหยัดพลังงาน และทยอยติดตั้งโซลาร์เซลล์ในทุกที่ที่สามารถติดได้ ทำให้ไตรมาส 3-4 จะประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากขึ้นอีก”

มั่นใจรายได้-กำไรโตตามเป้า

นายไทย้ำความมั่นใจว่า จากแนวโน้มของปัจจัยภายนอกในปัจจุบัน รวมถึงยุทธศาสตร์การขยายสาขาทั้งในไทยและต่างประเทศ

รวมถึงการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด เซ็นทรัล รีเทลฯจะสามารถสร้างการเติบโตของรายได้-กำไร รวมถึงควบคุมต้นทุนได้ตามที่วางเป้าหมายไว้ ทั้งรายได้โต 12-15% ซึ่งคาดว่าแม้จะมีปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจในเวียดนาม จะสามารถโตได้มากกว่า 12% ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริการไม่เกิน 28% นั้น คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 27%

ส่วนกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย วางเป้าไว้ที่การเติบโต 18-20%