“ดิโอโร่” เต็มสูบลุยแฟรนไชส์ โฟกัสต่างจังหวัด-งัด CRM สู้ศึกร้านกาแฟ

Doro
ภคมน-วรรณินา สมบูรณ์เวชชการ

“ดิโอโร่” เร่งเครื่องขยายสาขารับตลาดร้านกาแฟคึกคัก-โตต่อเนื่องชูแฟรนไชส์หัวหอกบุกต่างจังหวัด งัดโมเดลร้านน็อกดาวน์ ช่วยย่นเวลาก่อสร้าง-ค่าใช้จ่าย 7 วัน เปิดขายได้คืนทุนเร็ว พร้อมเปิดบริการใหม่ เจาะธุรกิจ-ผู้ประกอบการ อยากมีร้านกาแฟของตัวเอง รับปรึกษา-ซัพพอร์ตแบบครบวงจรจบในที่เดียว

ร้านกาแฟ “ดิโอโร่” (D’oro) ชื่อนี้อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกร้านกาแฟสดในยุคเริ่มต้นเมื่อสัก 25-26 ปีที่แล้ว ภายใต้การเริ่มต้นก่อร่างสร้างแบรนด์ของ “วีระเดช สมบูรณ์เวชชการ” ผู้คร่ำหวอดที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดกาแฟมาอย่างยาวนาน ที่สร้างเครือข่ายสาขา ดิโอโร่ ร้านกาแฟสไตล์อิตาเลียนให้เติบใหญ่ ด้วยจำนวนสาขาที่เคยมีมากถึง 110-120 สาขา เมื่อช่วงปี 2560-2561 แต่ก็ต้องทยอยปิดสาขาลงถึง 20 สาขา เพื่อประคับประคองตัว จากสถานการณ์โควิด-19 และถึงวันนี้ ร้านกาแฟ ดิโอโร่ ที่ถูกส่งต่อและมาอยู่ในความดูแลของบุตรสาวที่เป็นเจนใหม่ ได้กลับมาขยายสาขาเพิ่มจนตัวเลขกลับไปเท่ากับช่วงก่อนโควิดแล้ว

ตลาดร้านกาแฟโตต่อเนื่อง

นางสาวภคมน สมบูรณ์เวชชการ Chief Operating Officer ร่วมกับ นางสาววรรณินา สมบูรณ์เวชชการ Brand Experience Director บริษัท โกลเด้น ครีม จำกัด ผู้บริหารร้านกาแฟสไตล์อิตาเลียน “ดิโอโร่” เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันตลาดกาแฟที่มีมูลค่าตลาดรวมมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความนิยมการดื่มกาแฟมากขึ้น โดยมีอัตราการบริโภคตัวเลขใกล้ ๆ 2 แก้ว/วัน/คน หรือมากกว่า 300 แก้ว/คน/ปี จากที่ผ่านมาตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 100 แก้ว/คน/ปี

ขณะที่หลายประเทศมีอัตราการบริโภค 3-4 แก้ว/วัน/คน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้มากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็พบว่าตลาดมีการแข่งขันมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะการเร่งขยายสาขาของร้านกาแฟรายใหญ่และมีการทำการตลาดอย่างหนัก

ตอนนี้ไม่เพียงแต่การแข่งขันจะสูง แต่ผลจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่มีปัญหา เงินในกระเป๋าลูกค้าน้อยลงก็ยิ่งทำให้แต่ละค่ายต้องแข่งกันแย่งชิงเงินในกระเป๋าลูกค้ามากขึ้น โดยช่วง 3 เดือน
ที่ผ่านมา (ม.ค.-มี.ค.) ภาพรวมของตลาดค่อนข้างเงียบและซบเซา หลัก ๆ เกิดจากภาพรวมของเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร กําลังซื้อหรือเงินในกระเป๋าผู้บริโภคน้อยลง จากค่าครองชีพต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า สินค้าต่าง ๆ ที่มีราคาสูงขึ้น

Advertisment

สำหรับ ดิโอโร่ จากสภาพตลาดซบเซา สิ่งที่ต้องพยายามรักษายอดขาย ด้วยการใช้ประโยชน์จากฐานสมาชิกที่มีมานาน ในการทำ CRM (Customer Relationship Management ) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการมอบสิทธิพิเศษในรูปแบบต่าง ๆ ให้สมาชิกที่ทำคะแนนสะสมได้ตามเงื่อนไข ทั้งคูปองส่วนลด คูปองแทนเงินสด โวเชอร์ โวเชอร์ แพ็ก ที่เน้นความคุ้มค่าและประหยัดสำหรับลูกค้า การใช้คะแนนสะสมแลกซื้อสินค้าพรีเมี่ยมต่าง ๆ รวมถึงโปรโมชั่นในรูปแบบต่าง ๆ

ลุยขยายสาขาแฟรนไชส์

นางสาวภคมนกล่าวว่า แนวทางการดำเนินงานที่สำคัญจากนี้ไป ดิโอโร่จะให้น้ำหนักกับการขยายสาขาในรูปแบบของแฟรนไชส์มากขึ้น โดยจะเน้นการขยายไปในตลาดต่างจังหวัดที่ดิโอโร่ยังไม่มีสาขา ทั้งจังหวัดที่เป็นเมืองหลักและเมืองรอง จากปัจจุบัน ดิโอโร่ มีทั้งสิ้นประมาณ 115 สาขา หลัก ๆ กระจายอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่วนต่างจังหวัด อาทิ ระยอง ชลบุรี ภูเก็ต จันทบุรี นครศรีธรรมราช สมุทรปราการ สมุทรสาคร อุดรธานี นครปฐม และในจำนวนนี้เป็นสาขาแฟรนไชส์ประมาณ 10-11 สาขา

ที่ผ่านมาบริษัทได้สร้างแพลตฟอร์มต่าง ๆ ขึ้นมารองรับระบบแฟรนไชส์ค่อนข้างสมบูรณ์ โดยเฉพาะระบบหลังบ้าน ระบบซัพพลายเชน การสต๊อกสินค้ากับการขาย ระบบ CRM ที่เมื่อแฟรนไชซีเข้ามาก็จะได้ใช้ประโยชน์ตรงนี้อย่างเต็มที่ ที่สำคัญคือ รูปแบบร้าน บริษัทได้ปรับเป็นโมเดลที่เป็นระบบน็อกดาวน์ เพื่อช่วยลดหรือย่นเวลาในการก่อสร้างและค่าใช้จ่าย โดยสามารถเปิดขายได้ภายใน 7 วัน เป็นร้านขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก เน้นดีไซน์ให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เน้น Grab&Go เน้นความสะดวกสบายในการทาน ในเวลาเร่งด่วน

นอกจากกาแฟ เครื่องดื่มต่าง ๆ และเบเกอรี่ ที่เป็นสินค้าหลักในร้านแล้ว ร้านของแฟรนไชส์ยังสามารถที่จะให้บริการในส่วนของเคเทอริ่งได้ด้วย ซึ่งในส่วนนี้บริษัทจะมีการสอน การเทรนนิ่ง เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการขายนอกเหนือจากการขายเฉพาะในร้าน เช่น หน่วยงานราชการ โรงพยาบาล สำนักงาน มหาวิทยาลัย การประชุมสัมมนาต่าง ๆ

Advertisment

“เบื้องต้นงบฯลงทุนต่อสาขาจะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาทต้น ๆ รวมค่าแฟรนไชส์ รวมอุปกรณ์ภายในร้าน เหมาะสำหรับผู้ต้องการจะมีอาชีพเสริม หรือผู้ที่ต้องการจะลงทุนที่ไม่ใช่การลงทุนเพื่อให้ได้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนกับสถาบันการเงิน โดยการลงทุนเปิดร้านกาแฟนี้ อย่างน้อย ๆ ก็จะมีรายได้ที่เป็น Cash เข้ามาทุกวัน และสามารถคืนทุนได้เร็วกว่า 3 ปี จากอายุแฟรนไชส์ 5 ปี บวกอีก 5 ปี ซึ่งจริง ๆ แล้วเราเริ่มรุกในเรื่องแฟรนไชส์มาสัก 2 ปีแล้ว แต่จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและโควิด-19 ที่ไม่เอื้อ ทำให้ผู้สนใจชะลอการตัดสินใจลงทุน แต่ตอนนี้ตั้งแต่ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีที่ผ่านมาเป็นต้นมา สังเกตได้ว่ามีผู้สนใจและต้องการจะลงทุนเปิดแฟรนไชส์มากขึ้น และมีการตัดสินใจที่เร็วขึ้น”

บริการใหม่-ขยายเครือข่าย

นางสาววรรณินากล่าวเสริมว่า นอกจากการขยายสาขาในรูปแบบของแฟรนไชส์ ดิโอโร่ยังมีบริการใหม่ ที่อาจจะเรียกว่า เป็นการขายบริการสำหรับธุรกิจหรือผู้ประกอบการที่มีสาขาหลายแห่ง อาจจะ 5 สาขา 10 สาขา และต้องการจะเปิดร้านกาแฟที่เป็นแบรนด์ของตัวเอง แต่ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีทีมงาน ก็สามารถที่จะเข้ามาคุยมาปรึกษากับ ดิโอโร่ ได้ ซึ่งเซอร์วิสนี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งขาที่ค่อนข้างเป็นโอกาสใหม่ และเป็นการขยายเครือข่ายก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง โดยที่ ดิโอโร่ จะใช้ประสบการณ์ ความสามารถ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ระบบซัพพลายเชนต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้มาซัพพอร์ตเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น โรงงานกาแฟ โรงงานเบเกอรี่ เครื่องชงกาแฟ สูตรกาแฟ สูตรเครื่องดื่ม

“การเปิดร้านกาแฟเป็นอะไรที่ค่อนข้างยาก เพราะมีรายละเอียดที่จุกจิกเยอะ อยากจะเปิดร้านกาแฟต้องมีอุปกรณ์อะไรบ้าง กาแฟต้องคั่วหรือบดระดับไหน ต้องใช้นมอะไร จะต้องขายขนมด้วยไหม จะตั้งราคายังไง ของหรือวัตถุดิบจะหมดอายุเมื่อไหร่ พนักงานที่ Turn Over สูง ๆ เนี่ยจะชงกาแฟเป็นได้ยังไง จะต้องเทรนนิ่งอย่างไร จะรักษาคุณภาพได้อย่างไร จะ Sourcing หรือจัดหาวัตถุดิบ อุปกรณ์ต่าง ๆ เบเกอรี่ได้อย่างไร หรือระบบ POS (Point of Sale) ที่คอยช่วยจัดการสิ่งต่าง ๆ แทบจะครบวงจรภายในร้าน มาตรงนี้ มาที่ดิโอโร่ เรามีครบหมดเลย และพร้อมที่จะซัพพอร์ต”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบัน ดิโอโร่ แฟรนไชส์ มี 3 โมเดลหลัก ๆ ประกอบด้วย 1.รูปแบบร้าน Mini Stand Alone พื้นที่เปล่า พื้นที่ 20 ตร.ม. เริ่มต้นที่ 1.3 ล้านบาท และ 40 ตร.ม. เริ่มต้นที่ 1.6 ล้านบาท 2.รูปแบบร้าน Shop in Building พื้นที่ว่างในอาคารพาณิชย์ ขนาด 20-30 ตร.ม. เริ่มต้นที่ 1.6-1.7 ล้านบาท และ 3.รูปแบบร้าน Kiosk พื้นที่ว่างภายในอาคาร หรือตึกสำนักงาน พื้นที่ 20-25 ตร.ม. เริ่มต้นที่ 1.3 ล้านบาท