Healthy Business เคล็ดลับ Sukishi โตฝ่าวิกฤต
ร้านอาหารปิ้งย่างนับเป็นหนึ่งในเซ็กเมนต์ที่มีการแข่งขันสูงสุดของวงการร้านอาหาร ด้วยผู้เล่นจำนวนมหาศาลตั้งแต่ร้านข้างทางไปจนถึงร้านในห้าง ที่ต่างแย่งชิงฐานลูกค้าทุกเซ็กเมนท์ตั้งแต่แมสจนถึงพรีเมี่ยม โดยท่ามกลางสมรภูมิดุเดือดนี้ Sukishi (ซูกิชิ) เชนร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลี ซึ่งมี 57 สาขาทั่วประเทศ เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ไม่เพียงสามารถฝ่าฟันความท้าทายมาได้นานถึง 25 ปี แต่กำลังขยายธุรกิจเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นในไทยและต่างประเทศ พร้อมนำแบรนด์ใหม่ ๆ จากญี่ปุ่นมาเสริมพอร์ตธุรกิจ
โดย “ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ 2 ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารใหญ่ของร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์เกาหลีแบรนด์ Sukishi ภายใต้บริษัท ซูกิชิ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด “นายนพดลจิระวราพันธ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ และ “นางสาวรัตนวรรณ จิระวราพันธ์”ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ถึงแนวคิดการบริหารธุรกิจแบบ Healthy Business ที่สามารถพา Sukishi ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ-กำลังซื้อ โรคระบาด ฯลฯ พร้อมสร้างการเติบโตต่อเนื่อง และการขยายธุรกิจทั้งในไทยและต่างประเทศฝ่าความท้าทายในปี 2569 นี้
ท้าทายไม่น้อยหน้าปี’68
นายนพดลกล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารทั้งปี 2569 นี้มีความท้าทายสูงมากจากการแข่งขันดุเดือด และต้นทุนที่จะสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่วนตลาดสินค้าอาหารในช่องทางค้าปลีกมีความท้าทายจากความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเมื่อประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบันคาดว่าน่าจะเหนื่อยพอ ๆ กับปี 2568
อย่างไรก็ตาม ในปี’68 ที่ผ่านมา รายได้ของบริษัทยังสามารถเติบโต 3% โดยมียอดขายรวม 1,600 ล้านบาท ด้วยแรงหนุนจากกลุ่มร้านอาหารและช่องทางค้าปลีกที่ขยายตัวต่อเนื่อง
แม้ตัวเลขนี้จะน้อยกว่าเป้าที่วางไว้แต่ปี’69 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 3-5% ด้วยการปรับตัว และทำธุรกิจเชิงรุกมากขึ้น ทั้งด้านการขยายสาขา เพิ่มจำนวนสินค้าที่ส่งเข้าค้าปลีก การคอลแลบส์กับพันธมิตรเพื่อสร้างแคมเปญดึงดูดผู้บริโภค ไปจนถึงการรุกตลาดต่างประเทศ และการนำแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาเปิดในไทย พร้อมกับแนวทางการคุมต้นทุนที่ประสบความสำเร็จมาแล้วเมื่อปี’68
เปลี่ยนโมเดลตามสถานการณ์
โดยการปรับตัวและเปลี่ยนโมเดลธุรกิจตามสถานการณ์นับเป็นยุทธศาสตร์เด่นของ Sukishi เห็นได้จากจุดเริ่มต้นในการเป็นร้านสุกี้สายพานเจ้าแรกเมื่อ 25 ปีก่อน ก่อนจะปรับตัวครั้งใหญ่ในช่วงหลังโควิด-19 โดยเปลี่ยนรูปแบบร้านจาก A La Carte มาเป็นบุฟเฟต์ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า
สำหรับปัจจุบันนี้ที่เศรษฐกิจท้าทายและผู้บริโภคมีกำลังซื้อจำกัด บริษัทจึงสร้างร้านอาหารแบรนด์ไฟติ้งราคาจับต้องง่ายและร้านขนาดเล็กประมาณ 100 ตร.ม. ลงทุน 5-7 ล้านบาท จากปกติ 250 ตร.ม. ลงทุน 20 ล้านบาท ขึ้นมารับมือ ไม่ว่าจะเป็น Suki King ราคาเริ่มต้น 276 บาท NET, King Kaku อาหารชุดราคาเฉลี่ย 200 บาท/คน และ Bar B Q King เพื่อตอบโจทย์สภาพเศรษฐกิจทั้งฝั่งผู้บริโภคและของบริษัทเอง
โดยปี’69 นี้วางแผนขยายสาขา Sukishi, Charcoal Grill และ Bogeul Bogrill เพิ่มแบรนด์ละ 2-3 สาขา ส่วน King Kaku จะเปิดเพิ่มประมาณ 10 สาขา อาศัยความคล่องตัวเจาะทำเลออฟฟิศและต่างจังหวัด เช่น ขอนแก่น
“ความท้าทายและผันผวนปีนี้ ทำให้เราต้องลงทุนอย่างระมัดระวังมากกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา”
ขยายพอร์ตค้าปลีกกระจายเสี่ยง
นายนพดลกล่าวต่อไปว่า นอกจากร้านอาหารแล้ว ปีนี้บริษัทจะกระจายความเสี่ยงสู่ธุรกิจค้าปลีก เพื่อรับมือการแข่งขันดุเดือดในตลาดร้านอาหาร โดยเร่งขยายพอร์ตสินค้าค้าปลีก เช่น กิมจิ, ซอส และอาหารพร้อมทาน ซึ่งมีสัดส่วนกำไรดีกว่าร้านอาหาร และยังเป็นการเพิ่มโอกาสการบริโภคของลูกค้า โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ธุรกิจค้าปลีกจาก 10% เป็น 20%
ด้วยแนวคิดเป็น “Korean Flavor Solution Partner” ยกระดับจากการเป็นคู่ค้าสู่การเป็น “Korean Flavor Solution” สร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ ร่วมกับพันธมิตรในกลุ่มอาหารสด เช่น หมู, วัว, ไก่, ไข่, เต้าหู้ และอื่น ๆ ในรูปแบบ Cobranding กับพันธมิตร รองรับทั้งลูกค้าครัวเรือนและผู้ประกอบการหรือ B2B อาศัยต่อยอดครัวกลางขนาด 7 ไร่ที่นอกจากผลิตสินค้าป้อนสาขาแล้ว ยังเป็นโรงงานผลิตสินค้าที่สามารถคุมรสชาติสินค้าอย่างซอสและกิมจิให้คงที่
โดยช่วงครึ่งหลังของปี’69 จะมีสินค้าใหม่อีก 16 รายการ ทั้งสินค้าของบริษัทเอง และผ่านการคอลแลบส์กับพันธมิตร เช่น แบรนด์ Farmsuk (ฟาร์มสุข) หลังก่อนหน้านี้ส่งซอสแบรนด์ aro จำนวน 3 รสชาติเข้าวางขายในแมคโคร ส่งน่องไก่ติดสะโพกหมักแช่แข็ง และอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานเข้าวางขายในโลตัส พร้อมปรับไซซ์และดีไซน์ขวดซอสที่วางขายในร้านสะดวกซื้อจาก 170 มล. เป็น 250 มล. ให้รับกับการใช้งานของลูกค้าและสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง รวมถึงเพิ่มไลน์กิมจิแบบไห ขนาด 300-500 กรัม ในแบรนด์ Sukishi Choice และกิมจิแบรนด์ Mattjang มุ่งจับคนรุ่นใหม่ผ่านดีไซน์แพ็กเกจ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังสร้างการรับรู้แบรนด์ในกลุ่ม Gen Z ผ่านการปรับลุกบรรจุภัณฑ์ใหม่ในโครงการให้เหล่านักศึกษามาออกแบบแพ็กเกจจิ้งที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เน้นความสะดวก ความสวยงาม และรักษาความสดใหม่ของรสชาติ เช่นเดียวกับการใช้จังหวะครบรอบ 25 ปีจัดอีเวนต์ใหญ่ช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4
“ด้วยความแข็งแกร่งของแบรนด์ Sukishi และนวัตกรรมที่เราพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เชื่อการขยายตัวสู่ธุรกิจ Retail ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Sukishi เติบโตอย่างยั่งยืนในฐานะผู้นำด้านอาหารเกาหลีทั้งในไทยและระดับสากล มีน้ำจิ้มซูกิชิ, ซอสสไตล์เกาหลี และกิมจิ จะเป็นสินค้าฮีโร่ และหัวหอกในการเจาะตลาด B2B และ Modern Trade”
ข้อจำกัดสู่โอกาสส่งออก
ขณะเดียวกัน บริษัทยังต่อยอดประสบการณ์ในวงการอาหารเกาหลีกว่า 25 ปี เช่น ช่องว่างในตลาดกิมจิ อย่างการที่กิมจิเกือบทั้งหมดในตลาดทั้งไทยและทั่วโลกต่างใช้ผักของเกาหลีเป็นวัตถุดิบ ทำให้ขาดความหลากหลาย ขณะที่กิมจิมีดีมานด์จากทั่วโลกและยังมีผู้ผลิตน้อยรายกว่าสินค้าอาหารอื่น ๆ
จึงพลิกข้อจำกัดนี้เป็นโอกาสขยายธุรกิจส่งออก ด้วยการพัฒนากิมจิที่ใช้ผัก-ผลไม้ในไทย เช่น มะม่วงเป็นวัตถุดิบ เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง รวมถึงการพัฒนาระบบการผลิตให้รองรับมาตรฐานฮาลาล เพื่อส่งออกไปทั้งยุโรปและตะวันออกกลาง โดยเตรียมออกบูทนำเสนอไลน์สินค้า และนวัตกรรมของแบรนด์ในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2026 ที่จะถึงนี้ เพื่อสร้างการรับรู้กับคู่ค้าต่างชาติขยายโอกาสส่งออกไปยังตลาดต่าง ๆ
“สถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้เราต้องปรับแผน หลังก่อนหน้านี้อยู่ระหว่างเจรจากับคู่ค้าจากยุโรปและตะวันออกกลางมาตั้งแต่ปลายปี’68 หลังที่ผ่านมาบริษัทส่งออกไปเพียงย่าน CLMV เท่านั้น”
นำเข้าแบรนด์เกาหลี-ญี่ปุ่น
นายนพดลยังแย้มว่า นอกจากส่งออกแล้ว บริษัทยังเตรียมนำแบรนด์สัญชาติเกาหลีและญี่ปุ่นเข้ามาเปิดสาขาในไทยด้วย โดยแบรนด์เกาหลีจะเป็นกลุ่มเบเกอรี่ ส่วนแบรนด์ญี่ปุ่นจะเป็นร้านอาหารฟาสต์แคสชวล ที่ดังในภูมิภาคเอเชียอยู่แล้ว นับเป็นครั้งแรกหลังที่ผ่านมาเน้นสร้างแบรนด์ขึ้นเอง
ขณะเดียวกัน จะเดินสายคอลแลบส์กับแบรนด์ต่าง ๆ ในไทย เพื่อนำสินค้าเข้ามาวางขายในร้านซูกิชิและพัฒนาสินค้าร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนฐานลูกค้า และสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการใช้บริการในร้าน ล่าสุดจับมือกับ Molto นำไอศกรีม Molto ตัวท็อป 9 รสชาติมาให้บริการแบบไม่อั้นที่ร้าน Sukishi Korean Charcoal Grill และ Sukishi Prime ทุกสาขาทั่วประเทศ จนถึง 31 มี.ค. 69
บริหารต้นทุน-ซัพพลายเชน
ด้านหลังบ้านบริษัทมุ่งต้นทุนและซัพพลายเชน รับมือราคาวัตถุดิบที่ผันผวน โดยอาศัยการซื้อสินค้าปริมาณมากล่วงหน้า 6-12 เดือน เพื่อให้ได้ราคาที่ดี และล็อกราคาล่วงหน้า พร้อมจัดหาวัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้นโดยไม่ให้กระทบต่อคุณภาพและรสชาติ
เช่นเดียวกับการมีศูนย์ฝึกอบรมของตนเอง เพื่อผลิตบุคลากรคุณภาพ ช่วยรักษามาตรฐานงานบริการร้าน และคุมต้นทุนในการหาบุคลากร