“ซึทาญ่า” หวนรุกอาเซียน ปั้นแฟรนไชส์ร้านหนังสือไฮบริด

ซึทาญ่า (Tsutaya) เชนร้านเช่าวิดีโอ-ซีดี-ดีวีดีภาพยนตร์รายใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น เจ้าของป้ายสีน้ำเงิน-เหลืองโดดเด่นซึ่งเคยขยายสาขาไปทั่วประเทศไทยมากกว่า 100 สาขา ก่อนจะถูกดิสรัปต์จากการดาวน์โหลดคอนเทนต์ละเมิดลิขสิทธิ์และความนิยมของยูทูบ ทำให้ซึทาญ่า ประเทศไทย ต้องล้มละลายและถอนตัวกลับญี่ปุ่นไป

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวนิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า ต้นปี 2565 นี้ “ซึทาญ่า” ได้ประกาศแผนการหวนกลับมาทำธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้ง โดยครั้งนี้มาในรูปแบบแฟรนไชส์ร้านหนังสือควบคาเฟ่ระดับไฮเอนด์ พร้อมจุดเด่นด้านดีไซน์หรูหราแปลกตา หวังวางโพซิชั่นเป็นแม็กเนตดึงดูดลูกค้าคนรุ่นใหม่ให้กับห้างค้าปลีกต่าง ๆ

“คัลเจอร์ คอนวีเนี่ยน คลับ” (Culture Convenience Club) ผู้บริหารเชนร้านซึทาญ่า อธิบายว่า ธุรกิจขายหนังสือและวิดีโอในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีโอกาสสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่อยู่ เนื่องจากยักษ์ข้ามชาติอย่างอเมซอนยังไม่เข้ามาครองตลาดเบ็ดเสร็จเหมือนในประเทศตะวันตก อีกทั้งลูกค้าจำนวนไม่น้อยยังต้องการซื้อสินค้าในร้านแบบออฟไลน์อยู่

โดยเฉพาะร้านแบบลูกผสมระหว่างที่ลูกค้าสามารถเพลิดเพลินกับอาหาร-เครื่องดื่ม และอีเวนต์ไปพร้อมกับการเลือกซื้อสินค้า

สะท้อนจากความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่น เช่น สาขาไดคันยามะ ที-ไซต์ ที่เป็นศูนย์การค้าของซึทาญ่าในย่านชิบุยะ กรุงโตเกียวนั้น นับตั้งแต่เปิดบริการเมื่อปี 2554 จนปัจจุบันมียอดขายเติบโตถึง 60% และจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น 20% เช่นเดียวกับในไต้หวัน ซึ่งเชนร้านหนังสือเอสไลต์ (Eslite) ประสบความสำเร็จในการจับผู้บริโภครุ่นใหม่ และสามารถขยายสาขาไปยังจีน ฮ่องกง และญี่ปุ่นได้ด้วย

นอกจากนี้บรรดาห้างค้าปลีกยังต้องการใช้ร้านหนังสือลูกผสมนี้เป็นแม็กเนตดึงดูดลูกค้า ทำให้บริษัทได้สัญญาเช่าพื้นที่ในราคาที่ดีกว่าปกติอีกด้วย

สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงเศรษฐกิจญี่ปุ่น ที่เปิดเผยว่า ในปี 2563 แม้แต่ชาวญี่ปุ่นเองยังซื้อหนังสือหรือภาพยนตร์ผ่านทางออนไลน์เพียง 43% เท่านั้น ส่วนผู้บริโภคในประเทศเอเชียอื่น ๆ มีสัดส่วนกำไรซื้อสินค้าทั้ง 2 ชนิดต่ำกว่าญี่ปุ่นเสียอีก

ดังนั้นจึงเป็นจังหวะเหมาะที่จะเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างรายได้ชดเชยกับกำไรในญี่ปุ่นที่เริ่มลดลง

โดยวางแผนปักธงสาขาแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือประมาณเดือนมีนาคม-พฤษภาคมนี้ โดยจะเป็นการทำแฟรนไชส์ ผ่านบริษัทร่วมทุนระหว่างคัลเจอร์ฯกับ “โซจิตซ์” (Sojitz) บริษัทเทรดดิ้งสัญชาติญี่ปุ่น กับบริษัทท้องถิ่นในมาเลเซีย ก่อนจะเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่องให้ครบ 55 สาขาในมาเลเซีย ภายในช่วงทศวรรษที่ 2030 หรือปี 2573-2582 รวมถึงอยู่ระหว่างพิจารณาการรุกตลาด 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนอีกด้วย

ทั้งนี้เป็นไปตามเป้าหมายเพิ่มจำนวนสาขาเป็น 3 เท่าหรือจากประมาณ 1,100 สาขาในปัจจุบันเป็น 3,000 สาขา แบ่งเป็น 1,500 สาขาในญี่ปุ่น 1,100 สาขาในจีนแผ่นดินใหญ่ และอีก 400 สาขาในประเทศเอเชียอื่น ๆ

“การขยายธุรกิจด้วยโมเดลแฟรนไชส์ และการก่อสร้างร้านสาขาแบบโมดูลาร์จะช่วยลดการลงทุนโดยตรงของบริษัทคัลเจอร์ฯ และค่าใช้จ่ายในการขยายสาขาลงไปได้มาก”

สำหรับร้านโมเดลนี้จะมีสินค้าหลากหลายนอกเหนือจากหนังสือ เช่น เครื่องเขียนและเครื่องสำอาง ซึ่งต่างเป็นสินค้าที่มีสัดส่วนกำไรสูง เพื่อช่วยเสริมแกร่งให้ร้านสามารถทำกำไรได้มากขึ้น พร้อมทั้งนำระบบการทำธุรกิจที่อาศัยข้อมูลบิ๊กดาต้าของลูกค้าเป็นแกนกลางมาใช้ เช่น การสะสมคะแนนทีพอยต์ (T Point) เพื่อแลกรางวัล เป็นต้น


โดยโปรแกรมสะสมคะแนนทีพอยต์นี้ไม่เพียงเป็นการทำซีอาร์เอ็ม แต่ยังถือเป็นหนึ่งในเครื่องสร้างรายได้ของคัลเจอร์ฯ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า โปรแกรมทีพอยต์ซึ่งมีฐานสมาชิกกว่า 70 ล้านบัญชี และเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับเลือกทำเลตั้งสาขา-ปรับไลน์อัพสินค้า

รวมถึงนำไปใช้ในธุรกิจให้คำปรึกษาทางการตลาดนี้ สร้างรายได้ให้บริษัทในสัดส่วนถึง 40%

ในขณะที่ธุรกิจร้านหนังสือและให้เช่าหนังสือ-สื่อบันเทิงมีสัดส่วนรายได้ 30% เท่านั้น

“มุเนอากิ มาซูดะ” ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการของคัลเจอร์ คอนวีเนี่ยน คลับ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์หลักของบริษัท คือ การสร้างฐานข้อมูลผู้บริโภคที่ลงรายละเอียดระดับรายสินค้า เพื่อนำมาต่อยอดดำเนินกลยุทธ์ต่าง ๆ ทั้งการตลาดและการขยายสาขา


ทั้งนี้ต้องจับตาดูว่า แผนการรุกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งใหม่ของซึทาญ่านี้ จะประสบความสำเร็จตามเป้าหรือไม่ ซึ่งหากไปได้สวยชาวไทยอาจจะได้เห็นและใช้บริการร้านซึทาญ่ากันอีกครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ