สุดอั้น! น้ำเมาแห่ขึ้นราคา ลุ้น “โควิด-กำลังซื้อ” ตัวแปรชี้ชะตา

อาจจะกล่าวได้ว่าขณะนี้ตลาดน้ำเมาของเมืองไทย ที่ว่ากันว่ามีมูลค่าตลาดรวมราว ๆ 2.6 แสนล้านบาท กำลังจะถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ค่ายเหล้า-เบียร์ได้เริ่มมีความเคลื่อนไหวตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ในการทยอยแจ้งปรับขึ้นราคาให้บรรดาคู่ค้า ยี่ปั๊ว-ซาปั๊วรับทราบ “ราคาใหม่-กำหนดวันเวลา” ที่จะเริ่มมีผลอย่างเป็นทางการ

โดยตัวแปรสำคัญของการขยับขึ้นราคาในครั้งนี้มาจากเรื่องของภาระต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นรอบด้าน ทำให้ยักษ์ใหญ่ทั้ง ไทยเบฟเวอเรจประกาศขึ้นราคาเหล้าขาวเป็นการกรุยทางไปก่อนหน้า

เช่นเดียวกันเบียร์ช้าง โคลด์ บรูว์ (ไทยเบฟ) และไฮเนเก้น (ไทยเอเชีย แปซิฟิคฯ) ก็ได้ทยอยประกาศแจ้งราคาใหม่ ซึ่งจะมีผลตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นไป และคาดว่าอีกไม่นานเกินรอจะเป็นคิวของเหล้าสี

Advertisment

แห่สต๊อกสินค้ารับไฮซีซั่น

แหล่งข่าวจากวงการยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากที่บริษัทเหล้า-เบียร์ได้ทยอยแจ้งการปรับขึ้นราคาสินค้าใหม่ ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่ประมาณช่วงต้นเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้เป็นต้นไป

ทำให้เหล้า-เบียร์เป็นที่ต้องการของร้านยี่ปั๊ว-ซาปั๊วมากขึ้น และหลาย ๆ รายได้สั่งออร์เดอร์เหล้า-เบียร์มาสต๊อกไว้จำนวนหนึ่งเพื่อรองรับหน้าขายในช่วงสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง

จากความต้องการในตลาดที่มีมากขึ้น บางรายก็เริ่มปรับขึ้นราคาสินค้าที่มีอยู่ในสต๊อกเดิม ขณะที่โรงงานบางโรงก็จะมีการกำหนดเพดานการซื้อ และจะรับออร์เดอร์โดยพิจารณาจากประวัติการสั่งซื้อและยอดขายประกอบ เพื่อไม่เปิดโอกาสให้เก็งกำไรกันมากนัก

สอดคล้องกับความเห็นของยี่ปั๊ว-ซาปั๊วในย่านบางนา กรุงเทพฯที่กล่าวในเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ (21 ก.พ.) แม้ว่ากลุ่มเหล้าสี (แม่โขง แสงโสม หงส์ทอง เบลนด์ 285) จะยังไม่ได้แจ้งการปรับขึ้นราคามา

Advertisment

แต่คาดว่าอีกไม่นานก็จะมีการแจ้งเข้ามาแน่นอน เพราะโดยปกติแล้วสายส่งจะแจ้งปรับราคาเป็นกลุ่ม ๆ ไป และจะทยอยแจ้ง จะไม่แจ้งมาในครั้งเดียว ซึ่งขณะนี้บรรดายี่ปั๊ว-ซาปั๊วก็เริ่มมีการสต๊อกสินค้าบ้างแล้ว

ส่วนหนึ่งนอกจากจะเป็นการรับมือกับราคาขายที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังเป็นการรองรับหน้าขาย (ช่วงสงกรานต์) ที่กำลังจะมาถึงนี้อีกด้วย

“ตามธรรมชาติของเหล้าเบียร์ที่ผ่านมา หากค่ายไหนมีการปรับขึ้นราคาแล้ว ค่ายอื่น ๆ ก็จะมีการทยอยปรับราคาตามกัน และเหล้านอกมักจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ประกาศขึ้นราคา”

เหล้านอกจ่อขึ้นราคา 7-12%

ล่าสุดถึงคิว “เหล้านอก” ที่เริ่มมีความเคลื่อนไหวในการเตรียมจะปรับขึ้นราคาตามมาติด ๆ โดยแหล่งข่าวระดับสูงจากวงการเหล้านอกรายหนึ่ง เปิดเผยว่า หลังจากกลุ่มเหล้า-เบียร์ในประเทศได้ทยอยแจ้งการปรับขึ้นราคาเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เนื่องจากมีปัญหาเรื่องต้นทุนหลาย ๆ อย่างที่เพิ่มขึ้น

สำหรับกลุ่มสุรานำเข้าเองคาดว่าจะมีการปรับขึ้นราคาด้วยเช่นกัน เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ประกอบการเหล้านอกเองก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาเรื่องราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และส่งผลต่อค่าขนส่ง ปัญหาเงินเฟ้อ และค่าเงินบาทที่ค่อนข้างผันผวนในช่วงนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาต้นทุนอย่างหนัก

ส่วนการขึ้นราคาจะมากหรือน้อยเพียงใดก็อยู่กับต้นทุนของผู้ประกอบการแต่ละราย อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์ในเบื้องต้น คาดว่ากลุ่มเหล้านอกอาจจะปรับขึ้นราคาในช่วงหลังสงกรานต์ที่เป็นช่วงหน้าขายไปแล้ว โดยอาศัยจังหวะในช่วงหน้าขาย (สงกรานต์) ระบายสต๊อกเดิมก่อน หลังจากนั้น จะประเมินสถานการณ์ในตลาดอีกครึ่งหนึ่งและคาดว่าอาจจะปรับขึ้นราคาสินค้าราว ๆ 7-12% จากราคาขายเดิม

“ตอนนี้ค่ายเหล้านอกส่วนใหญ่ก็ต้องการระบายสต๊อกเดิมที่มีอยู่ก่อน เนื่องจากตลอด 2 ปีที่ผ่านมาไม่สามารถทำตลาดได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในช่องทาง on trade ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ผับบาร์ที่ปิดยาวนาน ทำให้มีสินค้าคงเหลืออยู่จำนวนมาก”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเคลื่อนไหวในการเตรียมปรับราคาของกลุ่มเหล้านอกครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 4-5 ปี หลังจากที่กรมสรรพสามิตมีการปรับโครงสร้างภาษีใหม่เมื่อช่วงปี 2560

ซึ่งทำให้บรรดาค่ายน้ำเมานอกรายใหญ่ทั้ง “เพอร์นอต ริคาร์ด” ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายชีวาส รีกัล, 100 ไพเพอร์ส “ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่” เจ้าของแบรนด์ดังจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ที่ต่างเคยหันมาใช้กลยุทธ์ “ไซซิ่ง”

เพื่อเพิ่มความหลากหลายขนาดของสินค้าและราคา และเพื่อสร้างการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้งรายเก่าและรายใหม่ รวมทั้งเป็นการตอบรับกับเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ไม่เป็นใจในขณะนั้น

โอมิครอน-กำลังซื้อ ตัวแปรหลัก

แหล่งข่าวจากวงการเหล้า-เบียร์รายหนึ่งแสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมาที่โควิด-19 แผลงฤทธิ์เดชส่งผลให้ตลาดเหล้า-เบียร์ และเหล้านอก ต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ว่ากันว่า มูลค่าตลาดรวมที่เคยมีสูงถึง 3.7 แสนล้านบาท ลดลงมาเหลือเพียง 2.6 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวจากวงการเหล้านอกยอมรับว่า การระบาดของโอมิครอนตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาทำให้ความหวังที่จะทำให้ตลาดค่อย ๆ ฟื้นกลับมาอีกครั้งเป็นเรื่องยาก สำหรับเหล้านอกเองตอนนี้ลึก ๆ

แล้วยังฝากความหวังไว้ที่เรื่องของการเปิดประเทศเพื่อดังนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้ามา ซึ่งในระยะยาวนอกจากธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจบริการทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ฯลฯ อีกด้านหนึ่งก็จะส่งผลดีต่อธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งระบบให้กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

ขณะที่แหล่งข่าวจากวงการเบียร์แสดงความเห็นว่า จากสถานการณ์โควิดที่คลี่คลายและลดความไม่รุนแรงลง ซึ่งสะท้อนจากจำนวนผู้เสียชีวิตที่ลดลง ประกอบกับทางการมีการผ่อนปรนมาตรการมากขึ้น

และทำให้ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ส่งผลให้ตลาดเบียร์ค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับขึ้นมาบ้าง แต่ในแง่ของกำลังซื้อผู้บริโภคในภาพรวมไม่ดีนัก ตลาดจึงมีการแข่งขันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไปหากโอมิครอนสามารถควบคุมได้ เชื่อว่าตลาดเบียร์จะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

ขณะที่นายปริญ มาลากุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท ไทยเอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เบียร์ไฮเนเก้น, ไทเกอร์ แสดงความเห็นว่า

ต้นปีที่ผ่านมาภาพรวมตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังการคลายล็อกมาตรการของภาครัฐในช่วงสิ้นปี 2564 เริ่มส่งผลดีต่อภาพรวมอุตสาหกรรมให้กระเตื้องขึ้นเล็กน้อย

แต่จากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น ตัวแปรด้านราคาที่ไม่แน่นอนก็ทำให้สถานการณ์นับจากนี้่น่ากังวลอยู่ไม่น้อย

“การปรับขึ้นราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากนี้จะเป็นไปในทิศทางอย่างไรต่อไป หรือจะส่งผลกระทบต่อตลาดหรือไม่นั้น โดยส่วนตัวมองว่ายังเป็นเรื่องที่ยากจะประเมิน เพราะเรื่องของต้นทุนที่ยังไม่นิ่ง

ขณะที่ปัญหาเรื่องเงินเฟ้อก็ยากที่จะคาดเดา ซึ่งคงต้องรอดูทิศทางอีก ถ้าหาก 3-6 เดือนข้างหน้าว่าปัจจัยลบต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นเช่นไร หากราคาต้นทุนยังพุ่งสูงในระยะยาว แน่นอนว่าย่อมได้เห็นการปรับราคาเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน”

การขึ้นราคาเหล้า-เบียร์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้ แม้ว่าในแง่ของปลายทางถึงผู้บริโภคจะยังไม่เห็นภาพชัดว่าช่องทางขายปลีกจะปรับราคาขายขึ้นเป็นเท่าไหร่ อาจจะยังไม่มีคำตอบ

แต่อย่างน้อยที่สุดการปรับขึ้นราคาขายปลีกจะมาจากฐานราคาที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวตั้ง และต้องบวกเพิ่มอีกเล็กน้อย

แน่นอนว่าภาระทั้งหมดนี้ท้ายที่สุดจะตกอยู่ที่ “ผู้บริโภค” โดยมีสถานการณ์การระบาดของโควิดและกำลังซื้อตัวแปรสำคัญที่จะชี้ชะตา