สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชี้ดัชนีค้าปลีกเดือนกุมภาฯส่งสัญญาณดีขึ้น ผลพวงจากมาตรการ “คนละครึ่ง-ช้อปดีมีคืน” แนะรัฐขยายเวลาโครงการช้อปดีมีคืนเพิ่ม 3 เดือน พร้อมเพิ่มวงเงินใช้จ่าย 100,000 บาทดันเศรษฐกิจฟื้นตัวยาว
วันที่ 4 มีนาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมผู้ค้าปลีกไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย เผยผลสำรวจความเชื่อมั่น (Retail Sentiment Index) ของผู้ประกอบการค้าปลีกประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ภาพรวมปรับเพิ่มขึ้น 9.3 จุด และอีก 3 เดือนข้างหน้ายังคงปรับดีขึ้นเล็กน้อยอีก 5.6 จุด เนื่องจากมาตรการภาครัฐที่มาถูกเวลาทั้งโครงการ “คนละครึ่ง” และ “ช้อปดีมีคืน”
นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า “ผลการสำรวจรอบนี้ของเราต้องบอกว่าความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการดีขึ้น 9.3 จุด เกิดจากความพยายามร่วมกันของภาครัฐและเอกชน ในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนด้วยการตรึงราคาพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภค
โดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทย และภาคีเครือข่าย ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับซัพพลายเออร์รายใหญ่กว่า 30 ราย เพื่อตรึงราคาให้ครอบคลุมสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันกว่า 500 รายการมาตั้งแต่ปลายปี 2564 รวมทั้งได้รับผลจากมาตรการการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐเพิ่มอีกแรง ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิม Same Store Sale Growth (SSSG) ปรับเพิ่มขึ้น 15.2 จุด แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางที่ 50 จุด
ซึ่งเกิดจากความถี่ในการจับจ่ายที่เพิ่มขึ้น 16.3 จุด แต่ยอดซื้อต่อบิล Spending Per Bill หรือ Per Basket Size นั้นยังอยู่ในอัตราทรงตัวที่ 5.2 จุด ดังนั้น การจับจ่ายที่เกิดขึ้นจึงเป็นลักษณะการซื้อทีละน้อยแต่ซื้อบ่อยครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับความระมัดระวังในการจับจ่ายที่ซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะสินค้าหลายหมวดหมู่มีการปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยมีข้อสรุปของดัชนีความเชื่อมั่นในประเด็นที่สำคัญดังต่อไปนี้
1.ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก Retail Sentiment Index (RSI) เดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 52.7 ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 9.3 จุด เมื่อเทียบกับดัชนีเดือนมกราคมที่ 43.4 จุด สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ยังไม่มั่นคง เนื่องจากความกังวลต่อกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว ประกอบกับราคาสินค้าที่ปรับราคาเพิ่มขึ้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้นเพียง 5.6 จุด จากระดับ 53.1 จุด ในเดือนมกราคม มาที่ 58.7 จุด เดือนกุมภาพันธ์ สะท้อนถึงความกังวลต่อการแพร่ระบาดของโอมิครอน และสถานการณ์เศรษฐกิจของโลก เช่น ราคาน้ำมัน และอัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น
2.ดัชนีความเชื่อมั่น RSI แยกตามภูมิภาค ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อยอดขายเดิมเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคเมื่อเทียบกับเดือนมกราคม จากมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐ แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางที่ระดับ 50 จุดทุกภูมิภาค สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ยังกังวลในการฟื้นตัวของกำลังซื้อและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นเพราะราคาพลังงานและราคาอาหารสดมีการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
ส่วนการประเมินกำลังซื้อและแนวโน้มการแพร่ระบาดของโอมิครอนจากมุมมองผู้ประกอบการ ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาพบว่า 44% อาจจะพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างไม่เกิน 5% และ 33% รอการประกาศค่าจ้างขั้นต่ำอย่างเป็นทางการ
โดย 63% ระบุว่า ผลกระทบโอมิครอนน้อยกว่าเดลต้า
ด้านผลการสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการต่อโครงการ “ช้อปดีมีคืน” 2565 พบว่าจำนวนลูกค้าเมื่อเทียบเดือนมกราคม 2565 กับเดือนธันวาคม 2564 พบว่า 59.5% จำนวนลูกค้ามาจับจ่ายมากขึ้น ขณะที่ 82.7% จำนวนใบกำกับภาษีเพิ่มขึ้น 1-5%
นอกจากนี้ จากผลการสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการกว่า 44% อาจจะพิจารณาปรับค่าจ้างแต่ไม่เกิน 5% ในขณะที่ผู้ประกอบการ 33% ระบุว่าจะยังไม่พิจารณาปรับค่าจ้าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงลังเลที่จะปรับค่าจ้าง ในขณะที่ธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวและสถานการณ์เศรษฐกิจก็ยังไม่มีความชัดเจน
ขณะที่โครงการ “ช้อปดีมีคืน” มีผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจระดับหนึ่ง แม้ว่าในช่วงเวลาที่เริ่มต้นโครงการ “ช้อปดีมีคืน” นั้น เป็นช่วงของการแพร่ระบาดของโอมิครอน ทำให้มู้ดในการจับจ่ายใช้สอยไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็ถือว่ายอดขายเติบโตได้ขนาดนี้ก็เป็นที่น่าพอใจ แต่หากโครงการ “ช้อปดีมีคืน” สามารถทำเฟสต่อไปได้โดยขยายเวลาเป็น 3 เดือน และขยายวงเงินเป็น 100,000 บาท ผลลัพธ์จะทำให้สามารถนำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น
“จะเห็นได้ว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวมากนัก การกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐยังเป็นสิ่งจำเป็นและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังต้องมุ่งมั่นในการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนอย่างรวดเร็วและรอบด้าน นอกจากนี้ ภาครัฐต้องมีนโยบายที่ชัดเจนส่งเสริมให้เอกชนลงทุนภายในประเทศเพื่อเพิ่มการจ้างงาน ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง” นายฉัตรชัย กล่าวในตอนท้าย