Skip to content

สธ.เล็งทดลองแซนด์บอกซ์โรคประจำถิ่น นำร่อง 15 จังหวัด

25 เม.ย. 2565 | 12:09น.
สธ.เล็งทดลองแซนด์บอกซ์โรคประจำถิ่น นำร่อง 15 จังหวัด

กรมควบคุมโรคได้ทำหลักเกณฑ์เสร็จแล้ว จากนี้จะต้องหารือกันในที่ประชุม EOC ของ สธ.

วันที่ 25 เมษายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขเตรียมเปิดพื้นที่ทดลองการปรับโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น หรือแซนด์บอกซ์ ใน 15 จังหวัด หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เริ่มเป็นขาลง

นพ.สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพที่ 12 และหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จังหวัดทางภาคใต้ เช่น สงขลา ยะลา ปัตตานี เป็นต้น ที่มีการติดเชื้อสูงตั้งแต่ช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ เฉลี่ยทั้งเขตฯ 12 วันละ 3,000 ราย แต่ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์เริ่มเข้าสู่ขาลง เหลือเฉลี่ยวันละ 1,100 ราย มีบางจังหวัดที่การติดเชื้อยังสูงอยู่ เช่น พัทลุง ติดเชื้อวันละมากกว่า 100 ราย

พร้อมยืนยันว่า การที่ตัวเลขติดเชื้อลดลง ไม่ได้เกิดจากการตรวจน้อยลง เพราะตัวเลขสอดคล้องกับผู้ป่วยครองเตียงในสถานพยาบาล ผู้ป่วยอาการรุนแรงที่ลดลงเช่นกัน จากที่เคยเห็นว่าจังหวัดทางภาคใต้ติด 1 ใน 10 จังหวัดพบผู้ติดเชื้อสูงสุด ตอนนี้ก็ไปอยู่ในลำดับที่ 70 ขึ้นไปแล้ว

นพ.สุเทพ ยังเปิดเผยว่า นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. แจ้งว่า ตอนนี้มี 15 จังหวัดที่สนใจและมีความพร้อมเป็นพื้นที่แซนด์บอกซ์ ซึ่งกรมควบคุมโรคได้ทำหลักเกณฑ์เสร็จแล้ว จากนี้จะต้องหารือกันในที่ประชุม EOC ของ สธ.อีกครั้งก่อน

สำหรับจังหวัดที่เข้าร่วมนั้น ในภาคใต้จะมี จ.สงขลา ซึ่งมีความพร้อมเนื่องจากฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ได้ครอบคลุมเกือบ 80% และเข็มกระตุ้นอีกเกือบ 30% ทั้งนี้ การกำหนดพื้นที่จังหวัดแซนด์บอกซ์ ก็เป็นการดึงความมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงด้วย เพราะประชาชนในพื้นที่ก็อยากทำมาหากินเปิดการค้า กลับมาใช้ชีวิตได้

ทั้งนี้หลักเกณฑ์สำหรับการเป็นโรคประจำถิ่นจะดูจาก 1.จำนวนผู้ติดเชื้อต่อเคสต่อแสนประชากร 2.จำนวนผู้ป่วยรุนแรงและการรองรับในแต่ละจังหวัด 3.อัตราการเสียชีวิตต้องต่ำกว่า 0.1% และ 4.ถ้าฉีดวัคซีนจะต้องครอบคลุมอย่างน้อย 80% โดยเฉพาะกลุ่มอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป

โดยหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงขึ้นก็คาดว่าวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ จะสามารถทำได้ตามแผนโรคประจำถิ่น

อย่างไรก็ตาม นพ.สุเทพ กล่าวว่า แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การฉีดวัคซีนโดยเฉพาะเข็มกระตุ้นในกลุ่มเสี่ยงจะต้องมากกว่า 60% การฉีดวัคซีนสำหรับนักเรียนที่เริ่มฉีดเข็มแรกไปช่วงเดือนสิงหาคม 2564 ขณะนี้ก็ต้องฉีดเข็มกระตุ้นก่อนเปิดเทอม และกลุ่มเด็กเล็ก 5-11 ปี ที่ฉีดเข็มที่ 1 ครอบคลุมแล้วประมาณ 50% ก็ต้องฉีดเข็มที่ 2 ตามมาด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์โควิด-19