ศบค.เผย 21 จังหวัด “ขาขึ้น” ติดโควิด 44 จังหวัดทรงตัว และ12 จังหวัดขาลง ชี้ยอดตายยังพุ่งสวนทางปลดโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น 1 ก.ค. 2565 จำนวนผู้เสียชีวิตต้องต่ำกว่า 0.1% แต่ตอนนี้ตัวเลขยอดตายยังสูง 0.31% ขณะที่ผลตรวจ ATK ยังเพิ่มเท่าตัว ไฟเขียวดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ถึงเที่ยงคืน
วันที่ 22 เมษายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) โดย ศบค.ชุดใหญ่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.ศบค. เป็นประธาน และมีการแถลงมติที่ประชุมในเรื่องสำคัญ ๆ ไปก่อนหน้า ทั้งเรื่อง การยกเลิกการตรวจ RT-PCR เข้าไทย โดยมีการตรวจสอบเพียง ATK การลดวันกักตัวผู้ติดเชื้อโควิดเสี่ยงสูงเหลือ 5 วัน รวมถึง การอนุญาตให้ดื่มเหล้าในร้านอาหารได้ถึง 24.00 น. ทั่วประเทศ เริ่ม 1 พ.ค. (คลิกอ่านข่าวเพิ่มเติมด้านล่าง)
ต่อมา นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิดประจำวัน รวมถึงการจะปลดโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นในวันที่ 1 กรกฎาคม 2565

ชี้ทิศทางติดเชื้อทั่วโลกเริ่มปักหัวลง
นายแพทย์ทวีศิลป์กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์โควิดทั่วโลกและเอเชียกำลังปักหัวลง ทั้งตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่และผู้เสียชีวิต ซึ่งจากทิศทางของโลกทำให้เราเห็นภาพของการผ่อนคลายของหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกที่ทยอยประกาศการผ่อนคลายมาตรการออกมา ขณะที่ของไทยเองทางสหรัฐอเมริกาแจ้งว่า ไทยเราก็จะหลุดจากบัญชีที่เขาเฝ้าระวัง ในระดับสูง ๆ ลงมาแล้ว


ยอดเสียชีวิตยังสูง ตรวจ ATK เพิ่มเท่าตัว
สำหรับสถานการณ์ในประเทศของไทยวันนี้ มีตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ 21,808 ราย เฉพาะการตรวจ RT-PCR แต่มีตัวเลขอีกเท่าตัวที่เป็นการตรวจแบบ ATK ซึ่งกรมควบคุมโรครายงานตัวเลข 20,635 ราย และกำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามอีกจำนวน 190,780 ราย มีกลุ่มที่มีอาการหนัก 1,985 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 913 ราย อัตราการครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 25.3% หรือคิดเป็น 1 ใน 4

“ความสำคัญอยู่ที่อัตราการเสียชีวิต ถ้าเราจะเข้าสู่ endemic phase หรือการเป็นโรคประจำถิ่น จำนวนผู้เสียชีวิตต้องต่ำกว่า 0.1% ตอนนี้ของเราอยู่ที่ 0.31% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังสูงอยู่ แต่ตอนนี้เรานับเฉพาะ RT-PCR ซึ่งต้องมาวิเคราะห์กัน “ นายแพทย์ทวีศิลป์กล่าว และว่า
สำหรับทิศทางของประเทศไทยในปี 2565 นี้ ทิศทางกำลังจะลง ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังทรง ๆ ตัว และมีแนวโน้มสูงขึ้นเสียด้วยซ้ำ ส่วนตัวเลขอัตราการครองเตียงระดับ 2-3 หลังมีการนำระบบเจอ แจก จบ เข้ามาใช้ก็ทำให้ตัวเลขการใช้เตียงสามารถรองรับผู้ป่วยระดับแดงกับเหลืองได้ ซึ่งเพียงพอ
ส่วนเรื่องกราฟการคาดการณ์ผู้ป่วยปอดอักเสบยังอยู่เหนือเส้นการคาดการณ์ ส่วนคนที่เป็นปอดอักเสบและต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ก็อยู่เหนือเส้นสีเหลือง ซึ่งคงต้องช่วยกัน ส่วนเส้นผู้เสียชีวิตแตะเส้นสีเหลืองไปแล้ว ซึ่งพบว่ายังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเป็นส่วนใหญ่และมีโรคประจำตัวด้วย
ระบุ 21 จังหวัดยังเป็น “ขาขึ้น” โควิด
“ภาพของการคาดการณ์ ซึ่งตอนนี้เราใช้การคาดการณ์ และเป็นมาตรการที่จะไปสู่การเป็นโรคประจำถิ่นยังอยู่ในกราฟที่เรียกว่า combatting หรืออยู่ในระยะที่เราต้องต่อสู้อยู่ ซึ่งมีบางจังหวัดที่อาจไปอยู่ที่ระดับที่คงตัว และบางจังหวัดอยู่ที่ระดับ decline หรือลดลง”

นายแพทย์ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า เมื่อแยกออกมาพบว่า มีกลุ่มจังหวัดที่ยังคงอยู่ในระดับการต่อสู้ หรือ กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่เป็น combatting หรือยังเป็นขาขึ้นอยู่มี 21 จังหวัด (ข้อมูล ณ วันที่ 17 เมษายน 2565) ได้แก่ จังหวัดลำพูน แพร่ ลำปาง พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร นครสวรรค์ สกลนคร บึงกาฬ เลย อุดรธานี ขอนแก่น นครพนม หนองคาย ยโสธร มุกดาหาร ศรีสะเกษ นนทบุรี นครนายก กาญจนบุรี และอุทัยธานี
“จังหวัดเหล่านี้ยังเป็นขาขึ้นอยู่ ยังต้องต่อสู้กับการระบาดอยู่” นายแพทย์ทวีศิลป์กล่าว

กลุ่มที่ 2 (Plateau) จำนวน 44 จังหวัด เริ่มทรงตัว ได้แก่ กรุงเทพมหานคร แม่ฮ่องสอน เชียงราย น่าน เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ พะเยา พิจิตร ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สิงห์บุรี ลพบุรี ตาก สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ราชบุรี นครปฐม อ่างทอง สระบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี พัทลุง พังงา ชุมพร ชลบุรี สมุทรปราการ มุกดาหาร ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ระยอง ปราจีนบุรี ตราด สระแก้ว หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุบลราชธานี นครราชสีมา ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์

กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มขาลง (Declining) มีจำนวน 12 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี กระบี่ ระนอง ตรัง นครศรีธรรมราช ภูเก็ต สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส
“นี่คือสิ่งที่แสดงว่า แต่ละจังหวัดมีความแตกต่างกันไป แต่ ณ ตอนนี้ภาพรวมของการจะประกาศว่าเป็นโรคประจำถิ่น เปอร์เซ็นต์หรืออัตราป่วยตายจากโรคโควิด-19 จะต้องน้อยกว่า 0.1% รายสัปดาห์ และต้องต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ซึ่งต้องทำให้อัตราการเสียชีวิตต่ำกว่านี้ และจะได้นำไปสู่การประกาศเป็นโรคประจำถิ่น” นายแพทย์ทวีศิลป์กล่าวย้ำ พร้อมอธิบายถึงวิธีการคำนวณอัตราป่วยตายจากโควิดก่อนจะไปสู่โรคประจำถิ่น

ปรับพื้นที่สี-ไฟเขียวดื่มเหล้าในร้านได้ถึงเที่ยงคืน
ส่วนเรื่องการปรับระดับพื้นที่สี มีการปรับระดับพื้นที่เฝ้าระวังสูงจาก 47 จังหวัดเพิ่มขึ้นเป็น 65 จังหวัด และเพิ่มพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวสีฟ้าจาก 10 จังหวัดเพิ่มเป็น 12 จังหวัด โดยเพิ่ม 2 จังหวัดใหม่คือระยองและสงขลา ส่งผลให้พื้นที่ควบคุมสีส้มนั้นไม่มีแล้ว มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 นี้

สำหรับประเด็นสำคัญนอกเหนือจากการคงมาตรการป้องกันการควบคุมโรคโควิด-19 แบบบูรณาการตามระดับพื้นที่ทั่วราชอาณาจักรแล้ว คือการผ่อนคลายเรื่องการจำกัดเวลาในการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอออล์ จากไม่เกิน 23.00 น. (5 ทุ่ม) สามารถบริโภคได้ไม่เกิน 24.00 น. (เที่ยงคืน)
ส่วนผับ บาร์ คาราโอเกะยังไม่ให้เปิดเต็มรูปแบบ แต่สามารถปรับไปเป็นรูปแบบร้านอาหารได้ตามมาตรการที่ทางการกำหนด ซึ่งทาง ศบค.อนุญาตให้ดำเนินการได้ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งจะต้องขออนุญาตคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดตามหลักเกณฑ์และมาตรการที่กำหนดไว้
ปรับระยะเวลากักตัว “ผู้เสี่ยงสูง” ใหม่
ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับแนวทางการจัดการสำหรับผู้ที่เป็นผู้เสี่ยงสูง ซึ่งจากเดิมเราใช้วิธีการกักตัว 7 + 3 คือกักตัวอยู่ที่บ้าน 7 วัน และออกไปทำงานได้แต่ต้องแยกพื้นที่ หรืออยู่ห่างจากคนอื่น 3 วัน ปรับมาเป็น 5+5 คือ กักตัวที่บ้าน 5 วัน สังเกตอาการตัวเองอีก 5 วัน คือ 1.ไปทำงานได้แต่ต้องแยกพื้นที่กับคนอื่น 2.ปฏิบัติตามมาตรการ Universal Prevention 3.งดไปสถานที่สาธารณะ 4.งดร่วมกิจกรรมรวมกลุ่มคนจำนวนมาก และ 5.งดใช้ขนส่งสาธารณะที่หนาแน่น (ดูกราฟท้ายข่าว)
- โควิดวันนี้ (22 เม.ย.) ศบค.พบป่วยใหม่+ATK เพิ่ม 42,443 ราย ตาย 128 คน
- ศบค.ยกเลิกพื้นที่คุมโควิด 20 จังหวัด เพิ่มพื้นที่ท่องเที่ยว 2 แห่ง
- ศบค.เคาะยกเลิกตรวจ RT-PCR เข้าไทยเช็กแค่ ATK
- ศบค.เคาะดื่มเหล้าในร้านอาหารได้ถึง 24.00 น. ทั่วประเทศ
- ศบค.เคาะลดวันกักตัวผู้ติดเชื้อโควิด เสี่ยงสูง เหลือ 5 วัน เริ่ม 1 พ.ค.

