โตโยต้า-อีซูซุ ประสานเสียง ปีนี้เป็นอีกปี…ที่ยากลำบาก

โตโยต้า-อีซูซุ

ตลาดรถยนต์ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่า สาหัส สำหรับผู้ประกอบการ นอกจากภาวะความเข้มงวดของสถาบันการเงิน กำลังซื้อที่หดหายจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีขึ้น

วันนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้ร่วมพูดคุยกับ 2 แม่ทัพใหญ่ “โนริอากิ ยามาชิตะ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และ “ทาคาชิ ฮาตะ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปีนี้ กับช่วงระยะที่เหลือการจะไปสุู่เป้าหมายยอดขาย 840,000 คันที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปีหรือไม่นั้นไปฟังจากปากทั้งสองบิ๊กบอส

เริ่มกันที่ “โนริอากิ ยามาชิตะ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ประเมินภาพรวมของตลาดรถยนต์ในปีนี้ว่า ปัจจัยหลักที่มีผลต่อตลาดรถยนต์ไทยในปีนี้ คือความเข้มงวดของสถาบันการเงิน และสภาพเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้ผู้บริโภคไม่มีสภาพคล่องและความสามารถในการใช้จ่ายลดลง

สำหรับโตโยต้านั้น เดิมประเมินว่ายอดขายรถยนต์ในปี 2566 นี้จะมีความต้องการอยู่ที่ 850,000 คัน แต่ผ่านมาแล้ว 10 เดือน คิดว่ายอดขายรถยนต์ได้ถูกปรับลดลงมาตามความเป็นจริง โดยโตโยต้ามองว่าน่าจะอยู่ที่ 840,000 คัน

โนริอากิ ยามาชิตะ
โนริอากิ ยามาชิตะ

ขณะที่โตโยต้าเอง ตั้งเป้าคาดว่าจะมียอดขายของตัวเองไว้ที่ 289,000 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 34% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดของโตโยต้าในรอบ 10 ปี แม้ว่ายอดขาย 10 เดือนที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับปีที่แล้วลดลงประมาณ 7% ต้องบอกว่าสถานการณ์ค่อนข้างยากลำบากมากกว่าปีก่อน และในช่วงเวลาที่เหลือในสองเดือนนี้ (พ.ย.-ธ.ค.) ก็น่าจะยากลำบากมากขึ้น

ในช่วง 10 เดือนที่ผ่าน โตโยต้ามีส่วนแบ่งทางการตลาด 34.1% ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 10 ปีของโตโยต้า และเราต้องขอบคุณพนักงานทีมงานที่ช่วยกันทำงาน

โดยปี 2566 เป้าหมายสำคัญคือ โตโยต้า จะพยายามรักษามาร์เก็ตแชร์ที่ระดับ 34% เอาไว้ให้ได้

สำหรับตลาดปิกอัพปีนี้ปรับตัวลดลง 20-30% อย่างที่บอก เป็นผลเนื่องจากความเข้มงวดของสถาบันการเงิน, ความสามารถในการจ่ายเงินของลูกค้าลดลง โตโยต้าได้เปิดตัวรถยนต์ ไฮลักซ์ แชมป์ เพื่อต้องการจะตอบโจทย์ลูกค้าที่มีกำลังซื้อน้อยด้วยการนำเสนอทางเลือกกับรถยนต์ที่มีราคาเข้าถึงได้ง่าย มีค่าผ่อนต่อเดือนถูกมาก เพื่อต้องการสนับสนุนผู้ประกอบการหน้าใหม่ รวมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ซึ่งเราหวังว่า ไฮลักซ์ แชมป์ น่าจะเป็นส่วนช่วยพยุงตลาดให้ตกน้อยลง

เบื้องต้นโตโยต้าตั้งเป้าขายรถรุ่นนี้ไว้ที่ 1,500 คันต่อเดือน ถ้าถามว่าจะทำให้สัดส่วนเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน ตลาดรวมอยู่ประมาณ 50,000-60,000 คันต่อเดือน คงไม่เปลี่ยน แต่หวังว่าจะช่วยพยุงตลาดปิกอัพไม่ให้มันตกหนักไปกว่านี้ และในอนาคตก็ยังมีแผนที่จะส่งออกรุ่นนี้ออกไปตลาดต่างประเทศด้วย

ขณะที่ “ทาคาชิ ฮาตะ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ได้ออกมาให้สัมภาณ์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ถึงสถานการณ์ตลาดรถยนต์ในปีนี้ ทุกอย่างค่อนข้างเข้มงวดมาก สถานการณ์ลำบากกว่าปีที่แล้ว สำหรับตลาดรถยนต์ปีที่แล้วมียอดจำหน่าย 840,000 คัน ตลาดปิกอัพหดตัวลงมากในปีนี้ สาเหตุสำคัญคือ 1.ความเข้มงวดของไฟแนนซ์ เพราะความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของลูกค้าลดน้อยลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ NPLสูงขึ้น

2.เศรษฐกิจโลกชะลอตัวส่งผลต่อภาคธุรกิจ เกิดภาวะเงินเฟ้อ ทำให้ราคาสินค้าต่าง ๆ ปรับสูงขึ้น ลูกค้ามีภาระเพิ่มมากขึ้น แต่รายได้ลดลง ซึ่งอีซูซุคาดการณ์ว่าความเข้มงวดนี้จะยังคงอยู่จนถึงสิ้นปีนี้ ดังนั้น สถานการณ์ตลาดรถปิกอัพไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้ แต่จะต่อเนื่องไปถึงปีหน้าไหมยังคาดการณ์ลำบาก เศรษฐกิจในปีหน้าจะเป็นอย่างไร ถ้าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้น สถานการณ์ก็น่าจะดี

ทาคาชิ ฮาตะ
ทาคาชิ ฮาตะ

ส่วนปัจจัยบวกของปีหน้า คือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ทยอยออกมาต่อเนื่อง อาจมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวมากขึ้น และการคลี่คลายของสภาวะโควิด-19 ทำให้การท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวขึ้น ปกติธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทยจะมีประมาณ 20% ถ้าการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศดีขึ้น มีโอกาสที่ธุรกิจเหล่านี้จะฟื้นตัวดีขึ้น

แต่ก็ยังต้องจับตาปัจจัยลบ คือ ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยด้วย และเรื่องความเข้มงวดของบริษัทไฟแนนซ์ ขณะที่การเข้ามาของรถไฟฟ้ามีผลกระทบกับอีซูซุหรือไม่ จากการวิเคราะห์ของเรา ในเชิงปริมาณยังไม่เห็นผลกระทบที่มีนัยสำคัญอะไร เพราะคนละเซ็กเมนต์

ปัจจุบันอีซูซุมีการทดสอบรถปิกอัพไฟฟ้าอยู่ แต่ปัจจัยสำคัญของการทำตลาดปิกอัพไฟฟ้าต้องขึ้นอยู่กับน้ำหนักบรรทุก ระยะทางวิ่งได้ไกลเท่าไร และราคาจะดึงดูดลูกค้าได้หรือไม่ ตามที่เคยได้ให้สัมภาษณ์ว่า อีซูซุจะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าในปี 2025 สำหรับส่งขายตลาดยุโรปก่อน โดยเฉพาะประเทศที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นรถไฟฟ้าเท่านั้น

ส่วนประเทศอื่น ๆ รวมทั้งประเทศไทยนั้น ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าก่อน ซึ่งอีซูซุยังไม่เห็นความต้องการของลูกค้าสำหรับปิกอัพไฟฟ้าเลย และคิดว่ายังไม่ใช่เวลาในการแนะนำรถปิกอัพไฟฟ้าในตอนนี้ ส่วนเรื่องกำลังการผลิตของรถปิกอัพไฟฟ้าตอนนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาความต้องการของตลาดและการส่งออก จึงจะสามารถกำหนดกำลังผลิตได้

จากยอดขายที่ลดลง อีซูซุมีการปรับเป้าและคาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์โดยรวมจะอยู่ที่ 820,000 คัน และตลาดรถปิกอัพอยู่ที่ประมาณ 300,000 คัน ซึ่งผ่านมา 10 เดือนแล้วอาจจะไม่ถึงตรงนั้น สำหรับส่วนแบ่งตลาด 10 เดือนแรก เรามีอยู่ 43.9% หรือ 44% และเหลืออีก 2 เดือน และบวกกับอีซูซุเพิ่งแนะนำรถใหม่ออกสู่ตลาดก็คาดว่าจะรักษาส่วนแบ่งตลาดนี้ไว้ได้

สุดท้าย นายใหญ่ค่ายรถยนต์ทั้งสองยังทิ้งท้ายไปในทิศทางเดียวกันว่า การที่นายกรัฐมนตรีบอกว่า จะรักษาให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถสันดาปสุดท้ายของโลก ไม่เฉพาะแต่ โตโยต้า และอีซูซุเท่านั้น ที่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ แต่เชื่อว่าค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นก็มองไปในทิศทางเดียวกัน


และย้ำว่าการจะก้าวไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนไม่จำเป็นต้องรถไฟฟ้าอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้พลังงานที่หลากหลายได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นรถสันดาปภายใน ICE หรือเป็นรถพลังงานทางเลือกอื่น ๆ ทั้งไฮบริด HEV ปลั๊ก-อิน ไฮบริด PHEV หรือแม้แต่ไฮโดรเจน สามารถพัฒนาเพื่อให้สามารถเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ และประเทศไทยประกาศนโยบายนี้ออกมา ยังถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะมีผลต่อการรักษาซัพพลายเชน หรือห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไว้ให้ได้มั่นคงเหมือนที่เคยเป็นมา ทำให้มีการจ้างงานต่อเนื่องด้วย