ออดี้ ห่วงตลาดเดือด ! เค้กก้อนเท่าเดิม…ผู้เล่นเยอะเกิน

กฤษณะกร เศวตนันทน์
กฤษณะกร เศวตนันทน์
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

ผมอยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์มาเป็นระยะเวลา 33 ปี ไม่เคยเห็นมีค่ายรถยนต์เข้ามาทำตลาดในบ้านเรามากขนาดนี้

นี่คือคำกล่าวของ กฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรืออาวดี้ ไทยแลนด์ ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ออดี้ ที่มาบอกเล่าอัพเดตภาพรวมการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งสะท้อนภาพการขับเคลื่อนในอนาคตของ อาวดี้ ไทยแลนด์ กับขวบปีที่ 8 จะเป็นอย่างไร ไปติดตามกัน

ผู้เล่นเยอะเกินไป

อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นแล้วว่า ผมอยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์มาเป็นระยะเวลา 33 ปี ปีนี้ถือเป็นปีที่มีจำนวนค่ายรถยนต์เข้ามาทำตลาดในบ้านเราเยอะมาก ถือว่ามี “ผู้เล่น” เยอะมากจริง ๆ

และเชื่อว่าสถานการณ์ของตลาดรถยนต์จะอยู่ในช่วงฝุ่นตลบ…ขณะที่เค้กมีอยู่ชิ้นเท่าเดิม แต่วันนี้ผู้เล่นเยอะขึ้น ยอดขายรถยนต์โดยรวมอยู่ที่ 820,000 คันในปีที่ผ่านมา

ส่วนปีนี้คาดว่าจะมียอดขายราว ๆ 850,000 คัน ปัจจุบันมีค่ายรถจีนเข้ามาเกือบ 10 แบรนด์ หรือคิดเป็น 20-25%

ทั้งนี้ เชื่อว่าใน 1-2 ปีจะมีค่ายรถอีวีจากจีนเข้ามาทำตลาดเพิ่มขึ้น ทำให้แต่ละค่ายต้องทำการตลาดหนักขึ้น มีการแคมเปญแรงที่สุดในรอบ 10-20 ปี

เป็นการแข่งขันอย่างสมบูรณ์แบบ หรือที่เรียกว่า คอมพลีตเรดโอเชี่ยน เรียกว่าสถานการณ์วันนี้ถือว่าอันตรายสำหรับผู้ประกอบการทุกคน แต่ข้อดีที่สุดคือ ผู้บริโภค มีโอกาสเลือกของดี

ค่ายรถทำแคมเปญที่เรียกว่าดีที่สุดในรอบหลาย ๆ ปีออกมา แต่สิ่งหนึ่งคือในส่วนของผู้บริโภคนั้นจะมีกำลังซื้อจริง ๆ อยู่มากน้อยแค่ไหน

เพราะหากประเมินจากเศรษฐกิจโดยรวมของบ้านเรา วันนี้ต้องยอมรับว่ายังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดีขึ้น

เห็นได้จากตลาดรถปิกอัพที่เป็นตลาดหลักและผู้คนใช้ในการทำมาหากินมียอดลดไปค่อนข้างมาก ส่วนตลาดหุ้นต่ำสุดในรอบ 10 ปี

ทั้งนี้ หากนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีความชัดเจน เชื่อว่าทุกอย่างจะฟื้นกลับมาดี ในช่วงต้นปี 2567

EV ดิสรัปต์สันดาป

ก่อนอื่นต้องแบ่งลูกค้าตลาดนี้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.คนมีเงิน แต่เงินติดอยู่ในส่วนตลาดหุ้น และ 2.คนมีเงินแต่ต้องการใช้เงินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ และหุ้นก่อน

สำหรับตลาดรถยนต์ต้องรอดูว่ายอด 850,000 คัน จะไปถึงหรือไม่ ซึ่งมีความใกล้เคียง เนื่องจากมีรถอีวีจีนเข้ามาช่วยขับเคลื่อน อย่างตอนนี้ถึงเดือนกันยายน มียอดจดทะเบียนไปแล้ว 60,000 คัน ทั้งปีคาดว่ายอดรถอีวีรวมทุกยี่ห้อน่าจะเเตะ 80,000 คัน และในจำนวนนี้ 80% อยู่ในตลาดแมส

ตลาดรถยนต์ถือว่ามีการดิสรัปต์ เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เร็วมาก และเชื่อว่าสุดท้ายคนก็จะไปสู่รถอีวี

ส่วนรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด คือตัวทรานซิชั่นของในช่วงรอยต่อนี้

ซึ่งถือว่าสถานการณ์ทุกอย่างขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้จะเร็วมากน้อยอีกแค่ไหน ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาลและระบบอินฟราสตรักเจอร์ที่จะเข้ามาส่งเสริมและสนับสนุน

รถพรีเมี่ยมยังมีความต้องการราว ๆ 35,000 คันต่อปี และยังคงรักษาระดับความต้องการไปได้

เม็ดเงินลงทุนเพิ่มชัดเจน

เป็นเรื่องดีนะ การที่ค่ายรถอีวีจีนเข้ามาลงทุน ได้ทั้งเงิน การจ้างงาน และความรู้ในการผลิต จะทำให้การผลิตรถในบ้านเราเพิ่มขึ้น จริงอยู่ความต้องการในประเทศมีอยู่ไม่ถึง 1 ล้านคันต่อปี แต่หากผลิตได้จำนวนมากแล้วส่งออกก็จะนำเงินเข้าประเทศได้เป็นจำนวนมาก การส่งเสริมของภาครัฐถือว่าทำได้ถูกต้อง

ส่วนลูกค้าเป็นผู้เลือกเองว่าเทคโนโลยีใดเหมาะสมกับการใช้งานของตัวเอง
มากที่สุด รวมถึงคุณภาพสินค้า ราคา และคุณค่า โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาต้องขายต่อ

อาวดี้ ทำโปรฯคุ้มที่สุด

ลูกค้ารู้จัก อาวดี้ มากขึ้น ไม่เดินเข้ามาถามแล้วว่าเราเป็นใคร แล้วหันมาถามว่ามีแคมเปญอะไร แสดงว่าการสื่อสารของเราถึงลูกค้าตัวจริง

สำหรับเป้าหมายเมื่อต้นปีคาดว่าตัวเลขยอดขายจะเติบโตขึ้นเล็กน้อย แต่ถึงขณะนี้ 10 เดือน ยอดขายเท่ากันกับ 10 เดือนของปีที่แล้ว ทำให้ต้องปรับตัวเลขยอดขายทั้งปีใหม่เป็นเท่ากับปีที่แล้ว

ตอนนี้แม้ยอดจองจะมีเพิ่มเข้ามาอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่หลังจากหุ้นตก มีลูกค้าจำนวนมากขอเลื่อนการส่งมอบเพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน ทำให้เราเองก็ยังต้องรอดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

และตอนนี้ อาวดี้ เราได้จัดแคมเปญเพื่อส่งเสริมการขาย ซึ่งถือเป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า ทั้งผ่อน 0% นาน 48 เดือน ก็คือสามารถเอาราคารถตั้งหารด้วย 48 คือเงินค่างวดผ่อน หรือการจัดแพ็กเกจดาวน์ 20-30% แล้วผ่อน 0% นาน 72 เดือน

ขณะที่กลุ่มลูกค้าที่ซื้อเงินสด รับประกันภัยชั้น 1 นาน 5 ปี จากปกติจะได้เพียง 1 ปี ซึ่งบอกเลยว่าทุกแพ็กเกจคุ้มค่าที่สุด ตั้งแต่ อาวดี้ ประเทศไทย เคยทำโปรโมชั่นมาให้กับลูกค้า


ที่สำคัญ อาวดี้เป็นรถยนต์นำเข้า ประกอบนอกทั้งคัน คุณภาพมาตรฐานเยอรมันทุกรุ่น ลูกค้าที่ออกรถอาวดี้ทุกรุ่นได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตรด้วย