BOI พลิกเกมดึงลงทุนอีวี หนุนตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วน

คลัง-บีโอไอ เร่งเครื่องดัน “ฮับ” รถยนต์ไฟฟ้า สรรพสามิตชงโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ พร้อมเข้าบอร์ดอีวี แย้มภาษีอีวีใหม่อาจไม่เป็น 0% หวั่นกระทบจัดเก็บรายได้ของรัฐ ด้านบีโอไอต่ออายุมาตรการส่งเสริมลงทุนรถอีวีอีก 3 ปี พร้อมเพิ่มส่งเสริมลงทุนผลิตชิ้นส่วน “แบตเตอรี่-แพลตฟอร์มช่วงล่าง”

แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจะทำให้นโยบายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ล่าช้าออกไปบ้าง แต่รัฐบาลโดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติก็ยังยืนยันที่จะเดินหน้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคต่อไป

โดยความเคลื่อนไหวล่าสุด ปรากฏกรมสรรพสามิตได้ปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่ายรถยนต์รอคอยก่อนที่จะมีการตัดสินใจลงทุนผลิตรถยนต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ในขณะที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะขยายการส่งเสริมไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติมจากกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV-PHEV-HEV ที่กำหนดให้ต้องผลิตภายในเวลา 3 ปีนับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริมลงทุน

ภาษีใหม่อาจไม่เป็นร้อยละ 0

นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ได้เตรียมรายละเอียดเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อที่จะเสนอคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยจะประกาศมาตรการภาษีสนับสนุนรถไฟฟ้าอีวีได้ภายในปีนี้

“กรมสรรพสามิตได้พิจารณาโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องตัวรถยนต์-แบตเตอรี่ แต่จะต้องทำให้รถยนต์อยู่ร่วมกันได้ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ที่ยังใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ต้องบริหารจัดการเรื่องผลกระทบต่อรายได้รัฐให้สอดคล้องกัน และได้มีการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้โครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้าสอดคล้องกัน เพราะปัจจุบัน BOI ให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนคิดอัตราหลายรูปแบบ มีทั้งเก็บอัตราภาษี 2% และการคิดอัตราภาษี 0%” นายลวรณกล่าว

ด้านนายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิตกล่าวว่า ภายใน 1-2 เดือนนี้จะสามารถเสนอมาตรการภาษีสนับสนุนรถไฟฟ้าอีวีให้ ครม.พิจารณาได้ แต่การพิจารณาภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจะต้องไม่กระทบการจัดเก็บรายได้ของกรมด้วย ซึ่งแต่ละปีกรมมีรายได้จากการเก็บภาษีรถยนต์เฉลี่ยปีละ 100,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นภาษีจากรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันเพียง 0.01% เพราะประเทศไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ในหลักร้อยคันเท่านั้น

“หากมีการออกมาตรการภาษีสนับสนุนรถไฟฟ้าอีวีแล้ว จะทำให้ภายในปี 2568 ไทยจะมีการใช้งานรถไฟฟ้าทุกประเภทรวม 225,000 คัน” โฆษกกรมสรรพสามิตกล่าว

ส่วนนายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมจะเข้าดูเรื่องการลดอากรศุลกากรของยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนเพื่อใช้ในการทดสอบตลาด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาพิกัดอัตราภาษี ว่า สามารถช่วยสนับสนุนในส่วนใดได้บ้าง “จะต้องรอข้อสรุปจากกรมสรรพสามิตว่าจะสามารถลดอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าได้มากน้อยเพียงใด เพื่อให้สอดคล้องกันและจะต้องมีการหารือร่วมกันอีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อสรุป” นายพชรกล่าว

ล่าสุด แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า ภาษีรถยนต์อีวีใหม่ที่รัฐบาลมีนโยบายจะส่งเสริมให้เกิดการผลิตในประเทศไทย จะเริ่มใช้ในปีงบประมาณ 2565 ส่วนโครงสร้างภาษีรถยนต์ทั้งระบบจะไปปรับเปลี่ยนในช่วงประมาณปี 2568-2569 หรือรอให้โครงสร้างปัจจุบันครบอายุก่อน “ตอนนี้ภาษีรถยนต์อีวีเป็นศูนย์อยู่ แต่ปี 2565 จะกลับไปที่ 2% โดยอัตราใหม่จะเป็นศูนย์ต่อไปอีกหรือไม่นั้น ก็ต้องพิจารณาโดยอาจจะไม่เป็นศูนย์และไม่ใช่อัตราเดียว เพราะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อรายได้รัฐด้วย” แหล่งข่าวกล่าว

ชนินทร์ ขาวจันทร์

เพิ่มส่งเสริมชิ้นส่วนรถไฟฟ้า

นายชนินทร์ ขาวจันทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า BOI เตรียมนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการรถยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติให้พิจารณาแนวทางการส่งเสริมการลงทุนชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพิ่มเติมจากเดิมที่ BOI กำหนดส่งเสริมการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าแบบแผนงานรวม หรือ package ที่ออกประกาศไปในเดือนพฤศจิกายน 2563

“มาตรการใหม่ที่จะเสนอเพิ่มเติมเข้าไปอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ทำอย่างไรให้ต้นทุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าถูกลง โดยกำลังดูอยู่ว่า อาจจะมีเพิ่มมาตรการเกี่ยวกับภาษีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศได้หรือไม่เพราะดูจากสัดส่วนมูลค่าของรถ 40-50% คือค่าแบตเตอรี่และชิ้นส่วน ถ้าแบตเตอรี่ไม่ถูกก็จะลำบาก ทีนี้ในส่วนของแบตเตอรี่ BOI ก็ได้ออกมาตรการไปแล้วเพื่อให้วัตถุดิบที่จะนำมาใช้ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศลดลง และเรายังมองไปที่การส่งเสริมการลงทุนในส่วนของแพลตฟอร์ม (ช่วงล่าง-แบตเตอรี่-ล้อรถยนต์) รถยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ด้วย” นายชนินทร์กล่าว

อย่างไรก็ตามสำหรับชุดมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่จะออกมาใหม่จะต้องให้มีสิทธิประโยชน์ไม่ด้อยไปกว่ามาตรการเดิม ซึ่งตอนนี้กำลังพิจารณาขอบเขตของแพลตฟอร์มนี้อยู่ว่าคือรถยนต์ประเภทหนึ่งเพราะแค่แพลตฟอร์มนี้ใส่ล้อสามารถนำไปวิ่งบนถนนได้แล้ว เพียงแต่ว่ามันเป็นแบบเปลือยไม่มีตัวถังครอบ จึงยังไปวิ่งบนถนนไม่ได้เหมือนรถยนต์จริง โดย BOI สามารถให้การส่งเสริมลงทุนตามกฎหมายที่กำหนดไว้

ส่วนมาตรการกระตุ้นการใช้รถยนต์ไฟฟ้าด้วยการปรับโครงสร้างภาษีต้องรอการพิจารณาของคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาอยู่

“การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าจะต้องดำเนินมาตรการแบบคู่ขนาน ส่วนหนึ่งต้องกระตุ้นตลาดในประเทศด้วยการผลักดันให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ให้หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้านำร่องก่อน อาทิ ไปรษณีย์ไทย-ขสมก.-การไฟฟ้าฯ ควบคู่ไปกับ การทำตลาดส่งออก เพราะตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นตลาดเฉพาะ (nich market) ซึ่งผู้ที่จะนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจะต้องเป็นประเทศที่มีระบบสาธารณูปโภครองรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เช่น มีการลงทุนสถานีชาร์จ

รายใหม่ “เกรท วอลล์-แอบโซลูท”

สำหรับการขอรับส่งเสริมการลงทุนรถอีวีในช่วง 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน) ของปีนี้ยังคงมีจำนวน 8 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1,265 ล้านบาท และได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 15 โครงการ มูลค่าการลงทุน 22,253 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นโครงการการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) มากที่สุด 7 โครงการ มูลค่า 13,693 ล้านบาท รองลงมาเป็นกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (PHEV) 2 โครงการ มูลค่า 4,910 ล้านบาท และกิจการ Traction Mortor 1 โครงการ มูลค่า 1,847 ล้านบาท

“ต้องยอมรับความจริงอยู่ข้อหนึ่งว่า มาตรการส่งเสริมการลงทุนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563 ที่ออกมานั้นเป็นการต่ออายุมาตรการของเก่าที่หมดอายุไปก่อนแล้ว (เดือนธันวาคม 2561) ทาง BOI จึงต้องจัดแพ็กเกจขึ้นมาเพื่อส่งเสริมให้เราเป็นฮับ อีกทั้งยังมีสตาร์ตอัพรายใหม่เกิดขึ้นเพื่อผลิตรถไฟฟ้าอยู่ เราก็ควรจะเปิดรับ ดังนั้นจึงออกนโยบายใหม่เพื่อให้ครบทุกโหมดของยานพาหนะไฟฟ้า

ตอนนี้มีรายใหม่ที่เข้ามาแอปพลายตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนใหม่ก็คือ เกรท วอลล์และแอบโซลูท รถโดยสารไฟฟ้า ส่วนเรือไฟฟ้าก็มีของอีเอ แต่อันนี้เค้าขอทำวิจัยและพัฒนามาก่อนได้ 8 ปี ไม่ต้องมาขอมาตรการใหม่ แค่เพียงแจ้งว่าจะต่อยอดเชิงพาณิชย์เท่านั้น

ส่วน 26 โครงการที่ยื่นขอส่งเสริมลงทุนปี 2562 ล่าสุดตอนนี้มีผู้ทำการตลาดรถยนต์ไฟฟ้า BEV แล้ว 2 รายคือ FOMM กับ Tacano กระบะเล็ก ส่วน PHEV มี เบนซ์ บีเอ็มฯ มิตซูบิชิ และนิสสัน” นายชนินทร์กล่าว

ทั้งนี้ ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเรื่อง นโยบายส่งเสริมการลงทุนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า กำหนดให้ กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่เป็นหลัก (Battery Electric Vehicles: BEV) จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และหากมีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาก็สามารถได้รับสิทธิเพิ่ม

แต่ถ้ามีขนาดการลงทุนน้อยกว่า 5,000 ล้านบาท จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี และจะได้รับสิทธิเพิ่มขึ้นหากดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น เริ่มผลิตรถยนต์ภายในปี 2565 มีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญเพิ่มเติมจากข้อกำหนดพื้นฐาน มีปริมาณการผลิตจริงมากกว่า 10,000 คันต่อปี

และมีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา และถ้ามีโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-in Hybrid Electric Vehicles หรือ PHEV ด้วย จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี แต่ต้องผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าอย่างน้อย 3 ชิ้น



ส่วนสิทธิประโยชน์ของประเภทกิจการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับยานพาหนะไฟฟ้าจะเพิ่มเติมรายการชิ้นส่วนสำคัญอีก 4 รายการ ได้แก่ 1) high voltage harness 2) reduction gear 3) battery cooling system และ 4) regenerative braking system พร้อมทั้งปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้จูงใจมากขึ้นสำหรับกิจการผลิตแบตเตอรี่ที่มีการลงทุนในขั้นตอนที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น โดยให้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนอากรขาเข้าวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ไม่มีการผลิตในประเทศ ในอัตราร้อยละ 90 เป็นระยะเวลา 2 ปี ในกรณีที่มีขั้นตอนการผลิต module หรือ cell เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในภูมิภาค

อยู่ที่ภาษีสรรพสามิต

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทเอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เอ็มจีได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ไปแล้วจากเป้าหมายการเป็น “ฮับ” 3 ด้าน โดยหนึ่งในนั้นจะเป็นฮับฐานการผลิตรถยนต์อีวี “ในอีก 2-3 ปีข้างหน้ามีความเป็นไปได้ว่า จะเริ่มเห็นรถยนต์อีวีโมเดลแรกจากโรงงานเอ็มจี ระยอง”

ส่วนบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มีความเห็นว่า อัตราภาษีสรรพสามิตจะเป็นแรงจูงใจหลักที่ค่ายรถจะตัดสินใจลงทุน ตอนนี้เกือบทุกค่ายได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนผลิตรถอีวีอยู่แล้ว เหลือเพียงหาจังหวะที่เหมาะสม

และหากเป็นไปได้ก็อยากให้ภาครัฐโดยเฉพาะกรมสรรพสามิตหันกลับมาพิจารณาโครงสร้างการจัดเก็บภาษีรถยนต์อีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด และรถยนต์ไฮบริด ให้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน จากปัจจุบันที่ถูกจัดเก็บอยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน

ก่อนหน้านี้ นายโมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เคยกล่าวว่า มิตซูบิชิใช้เงินกับโครงการรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดไปมากกว่า 3,000 ล้านบาท มิตซูบิชิเป็นเจ้าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในญี่ปุ่นโดยมีไอมีฟ ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก เพียงแต่ประเทศไทยระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในการรองรับรถยนต์ไฟฟ้ายังมีข้อจำกัด มิตซูบิชิจึงเลือกชิงธงปลั๊ก-อิน ไฮบริดก่อน “ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมาก”

ดึงกองทุน SME ประชารัฐช่วย

ด้าน รศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความยั่งยืนและหัวหน้าศูนย์วิจัย Mobility and Vehicle Technology Research Center (MOVE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ปี 2562 ที่ผ่านมา ยอดจดทะเบียนรถใหม่เป็น BEV มีแค่ 2,999 คัน หรือคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 1% เทียบกับยานยนต์จดทะเบียนใหม่ทั้งหมด เเต่มีการเติบโตสูงมากกว่า 90% เมื่อเทียบกับในปี 2561

ก่อนหน้านี้บนเวทีเสวนาออนไลน์ภายใต้หัวข้อ [email protected] ยานยนต์ไฟฟ้า 100% ปี ค.ศ. 2035 จุดเปลี่ยนสำคัญอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งจัดโดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย สมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย เเละบริษัทอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ทางสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าคาดการณ์การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในอีก 20 ปีข้างหน้าจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 140 ล้านคัน จากปี 2562 ที่มีแค่ 10 ล้านคันทั่วโลก

ส่วนประเทศไทยมีแนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าเเห่งชาติได้เสนอให้ตั้งเป้าหมายภายในปี 2573 จะมียอดจดทะเบียนใหม่ภายในประเทศที่เป็นยานยนต์ไร้มลพิษ หรือ Zero Emission Vehicle (ZEV) ในสัดส่วน 100% โดยเร่งผลักดันให้เพิ่มสัดส่วนเป็น 30% ก่อนภายใน 9 ปีจากนี้

ขณะที่นายกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวว่า สมาคมได้ร่วมมือกับกองทุน SME ตามเเนวประชารัฐ เชิญชวนผู้ประกอบการด้านยานยนต์ไฟฟ้าเเละชิ้นส่วนเเจ้งขอรับการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการขยายเเละพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า

โดยกองทุน SME ตามเเนวประชารัฐคือกองทุนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับ SMEs ที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการให้มีศักยภาพและขีดความสามารถสูงขึ้น

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ