เกรดเฟ้อ (Grade Inflation) เมื่อเกรด A ไม่ได้สะท้อนความเป็นเลิศอีกต่อไป
คอลัมน์ : SD Talk ผู้เขียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปรากฏการณ์ “เกรดเฟ้อ” หรือ Grade Inflation ที่กำลังเกิดขึ้นในระดับอุดมศึกษาทั่วโลกกำลังเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เมื่อสัดส่วนของเกรด A เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่สัมพันธ์กับการพัฒนาทักษะและความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน
ผลการศึกษาวิจัยโดย Dr.James Kierstead แห่ง The New Zealand Initiative แสดงข้อมูลที่น่าสนใจว่า ระหว่างปี 2006-2024 สัดส่วนเกรด A ในมหาวิทยาลัยในประเทศนิวซีแลนด์เพิ่มขึ้นจาก 22% เป็น 35%
โดยในช่วงโควิด-19 บางมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาได้เกรด A สูงถึง 49% และอัตราการสอบผ่านรายวิชาในปัจจุบันสูงถึง 90-95% โดยปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงนิวซีแลนด์ ในสหราชอาณาจักร สัดส่วนของปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเพิ่มขึ้นถึง 28% ระหว่างปี 1996-2023 และแนวโน้มเดียวกันนี้ยังพบในหลายประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ
ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ การเพิ่มขึ้นของเกรดเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับปัจจัยที่ควรส่งผลต่อผลการเรียน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพนักศึกษาแรกเข้า สัดส่วนนักศึกษาหญิง งบประมาณต่อหัว หรืออัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษา
แต่การศึกษาชี้ให้เห็นว่า ระบบแรงจูงใจในสถาบันอุดมศึกษาอาจเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่องบประมาณถูกผูกกับจำนวนนักศึกษา จึงเกิดแรงกดดันในการรักษาจำนวนผู้เรียน
จากรายงานพบว่า ในบางมหาวิทยาลัยมีการกำหนดเป้าหมายอัตราการสอบผ่านของนักศึกษาไว้สูงถึง 60-88% ซึ่งอาจส่งผลให้มาตรฐานการประเมินถูกปรับลดลง
ผลกระทบของเกรดเฟ้อมีหลายมิติ ทั้งการลดทอนคุณค่าของผลการเรียนที่โดดเด่น และการลดแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองของผู้เรียน เมื่อความแตกต่างระหว่างผู้ที่ทุ่มเทพัฒนาตนเองกับผู้ที่พยายามเพียงเล็กน้อยไม่ชัดเจนอีกต่อไป ทำให้แรงจูงใจมุ่งมั่นพัฒนาตนเองลดน้อยลง
โดยทั่วไปแล้ว การประเมินผลควรมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนพัฒนาการและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งควรเน้นการประเมินเพื่อพัฒนามากกว่าการประเมินเพื่อตัดสิน
อย่างไรก็ตาม ในระดับอุดมศึกษา การที่เกรดไม่สามารถสะท้อนความแตกต่างของความสามารถได้อย่างเหมาะสม เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะส่งผลต่อการคัดเลือกบุคลากรในตลาดแรงงานและมาตรฐานวิชาชีพในระยะยาว
สำหรับประเทศไทย เราควรเริ่มจากการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อติดตามแนวโน้มการให้เกรด และทบทวนนโยบายการจัดสรรงบประมาณและการประเมินผลการสอนที่ไม่สร้างแรงกดดันให้ลดมาตรฐาน การสร้างสมดุลระหว่างการสนับสนุนการเรียนรู้และการรักษามาตรฐานเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
สังคมไทยควรต้องตั้งคำถามว่า เราต้องการระบบการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง หรือเพียงแค่สร้างภาพลักษณ์ความสำเร็จผ่านตัวเลขที่สวยงาม
บทเรียนจากต่างประเทศเตือนให้เราตระหนักว่า เมื่อเกรด A กลายเป็นเกรดธรรมดา หลายภาคส่วนจะได้รับผลกระทบ สถาบันการศึกษาอาจสูญเสียความน่าเชื่อถือ และสังคมโดยรวมจะเผชิญความท้าทายในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เต็มตามศักยภาพ