เปิดประวัติ ดาบวิชัย ร้อยตำรวจตรี วิชัย สุริยุทธ อดีตตำรวจ เจ้าของฉายา “คนบ้าปลูกต้นไม้” ผู้พลิก “ปรางค์กู่” จากความแห้งแล้ง ให้เขียวขจี
จากกรณีที่ ดาบวิชัย-ร้อยตำรวจตรี วิชัย สุริยุทธ เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อคืนวันที่ 25 พฤศจิกายน 2566 ด้วยอาการป่วยที่รุมเร้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นำความเศร้ามาสู่ครอบครัวและผู้ที่คุ้นเคยกับดาบวิชัยในเรื่องของสิ่งแวดล้อม
ดาบวิชัย นายตำรวจธรรมดาที่สามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้กับคนในพื้นที่ โดยการปลูกต้นไม้มากกว่า 30 ปี มีต้นไม้ที่เติบโตมากกว่า 3 ล้านต้น ในอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ จนสามารถพัฒนาท้องถิ่นจากแห้งแร้งให้กลายเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ สามารถสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
“ประชาชาติธุรกิจ” จะพาไปทำความรู้จักกับ ร้อยตำรวจตรี วิชัย สุริยุทธ บุคคลผู้ได้รับฉายาว่า “คนบ้าปลูกต้นไม้” และเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจมากมายให้คนรุ่นหลังเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
ชีวิต-การเรียน-รับราชการตำรวจ
วิชัย สุริยุทธ เกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2489 ที่อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เป็นบุตรคนที่สาม จากจำนวนทั้งหมดหกคน พ่อแม่มีอาชีพชาวนา ฐานะทางบ้านจึงยากจน อาศัยอยู่ในอำเภออุทุมพร-พิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
ขณะเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แม่เสียชีวิต ทำให้พ่อของดาบวิชัย ต้องทำนาคนเดียว และดาบวิชัยต้องรับจ้างทำงานสารพัด ไม่ว่าจะเป็นกรรมกรก่อสร้าง, จับกัง กระทั่งได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย
ต่อมาได้ศึกษาในโรงเรียนพลตำรวจ 3 จังหวัดนครราชสีมา และได้สำเร็จหลักสูตรนักเรียนพลตำรวจ
จากนั้นได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ ในปี พ.ศ. 2511 ประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองศรีสะเกษ และต่อมาในปี พ.ศ. 2513 ย้ายมาประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอปรางค์กู่
ฉายา “คนบ้าปลูกต้นไม้”
ดาบวิชัยเป็นที่รู้จักกันในสังคมไทย จากการเป็นผู้ปลูกต้นไม้มากกว่า 3 ล้านต้นในอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ จนสามารถทำให้อำเภอปรางค์กู่ อำเภอที่เคยจัดว่าแห้งแล้งที่สุดแห่งหนึ่ง สู่ความเขียวขจี โดยจากข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า อำเภอปรางค์กู่เป็นอำเภอที่ยากจนที่สุดในจังหวัดศรีสะเกษ พ.ศ. 2530 และจังหวัดศรีสะเกษเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดในประเทศไทย
จุดเริ่มต้นการปลูกต้นไม้ของดาบวิชัย มาจากการที่เป็นผู้เติบโตมาในพื้นที่และเจ้าพนักงานสอบสวนรับรู้ถึงปัญหามาตลอด จึงเกิดความคิดที่จะพัฒนาความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่ให้ดีขึ้น และจากความคิดของเขา ทำให้เขาตัดสินใจปลูกต้นไม้ เนื่องจากเห็นว่าจะผลที่จะตามมาจะเป็นผลที่ยั่งยืน เป็นประโยชน์ไปถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลาน
นับตั้งแต่ พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา ทุกเช้าและหลังเลิกงาน ดาบวิชัยจะขับจักรยานยนต์ ตระเวนปลูกต้นไม้ไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ในอำเภอปรางค์กู่ โดยในระยะแรก ชาวบ้านมองว่าเป็นคนบ้า และแม้ว่าจะถูกสังคมมองไปในทางนั้น เขาก็ไม่ได้สนใจ ก็ยังปลูกต้นไม้อยู่เรื่อย ๆ
พ.ศ. 2541 สังคมเริ่มเห็นผลจากการปลูกต้นไม้ของเขา เกิดโครงการปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะเพื่อส่วนรวมเกิดขึ้น ได้แก่
- รณรงค์ปลูกต้นยางนา เพื่อเอาไว้สร้างบ้านเรือน
- รณรงค์ปลูกต้นตาล ซึ่งเป็นพืชสารพัดประโยชน์
- รณรงค์ปลูกต้นคูน ต้นไม้ประจำภาคอีสานและประจำชาติไทย
- รณรงค์ให้เปลี่ยนการทำนาปีเป็นไร่นาสวนผสม
จนอำเภอปรางค์กู่กลายเป็นอำเภอที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งต้นไม้ที่เขาปลูกนั้นสามารถสร้างอาชีพให้กับชาวบ้านในอำเภอได้ อย่างเช่น ถนนต้นตาล ซึ่งปัจจุบันสามารถนำมาสร้างประโยชน์มากมาย สร้างรายได้ให้กับชุมชน
พ.ศ. 2543 ประชาคมอำเภอปรางค์กู่ทั้ง 10 ตำบล ได้พร้อมใจกันลงมติให้ใช้ 4 โครงการรณรงค์ดังกล่าวเป็นคำขวัญของ อำเภอปรางค์กู่ ที่ว่า “ปรางค์กู่อยู่ในป่ายางกลางดงตาล บานสะพรั่งดอกคูน บริบูรณ์ไร่นาสวนผสม”
จากปลูกป่า สู่เกียรติยศของชีวิต
การปลูกต้นไม้ของดาบวิชัยที่ทำมานานนับทศวรรษนั้น ในปี พ.ศ.2548 ได้รับพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษเป็น “ร้อยตำรวจตรี” จากการอุทิศตนต่อประเทศชาติ ก่อนจะเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ.2549 ขณะดำรงตำแหน่งผู้บังคับหมู่งานป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรอำเภอปรางค์กู่
ขณะเดียวกัน ระหว่างการรับราชการตำรวจ เมื่อปี พ.ศ. 2526 ดาบวิชัยได้รับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ 5 เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย (บ.ม.)
ช่วงปี 2559 ชื่อของดาบวิชัย ปรากฏต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง โดยมีการรายงานว่าดาบวิชัยนั้น มีอาการป่วยหลายโรค เช่น โรคหัวใจ และโรคไต กระทั่งเกิดข่าวเศร้าว่า ดาบวิชัย จากไปอย่างสงบ เมื่อคืนวันที่ 25 พ.ย.2566 ในวัย 77 ปี
กฤษฎาวัลย์ หรือพี่อ้อ ลูกสาวของดาบวิชัย ระบุว่า ก่อนจาก พ่อให้บอกทุกคนว่า “อย่าเซ่า ชีวิตมีอิหยังให้เฮ็ดอีกหลาย” เป็นข้อความที่บันทึกฝากไว้ในช่วงท้ายของชีวิต ก่อนจากไปอย่างสงบ
