กกต.แจงข่าวเรียก พิธา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เข้าพบชี้แจงพฤติการณ์ การถือหุ้นไอทีวี และกรณีความผิดตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง มาตรา 151 ด่วนในบ่ายวันนี้ เผยมีกรรมการพิจารณาคดี 2 คณะ ยังไม่ได้เรียก
วันที่ 10 กรกฎาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ในเวลา 13.00 น.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ส่งหนังสือเชิญนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เข้าพบด่วน เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ พร้อมข้อกล่าวหา เหตุของการสืบสวน ก่อนยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งในวันนี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงาน กกต. นัดประชุม กรณีมีผู้ยื่นร้องต่อ กกต. ขอให้พิจารณาและส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 กรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล มีชื่อถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด มหาชน เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) และมาตรา 101 (6) หรือไม่
โดยคณะกรรมการมีการรวบรวมข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พยานหลักฐานต่าง ๆ เสร็จสิ้นแล้ว เตรียมเสนอต่อที่ประชุม กกต. พิจารณาในต้นสัปดาห์นี้ ตามวาระการประชุมปกติ ของ กกต.ซึ่งจะมีประชุมทุกวันจันทร์และอังคารของสัปดาห์ คือวันที่ 10-11 กรกฎาคม 2566
วันเดียวกันนี้ นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ในช่วงเช้าที่ผ่านมา พรรคก้าวไกลได้ส่งหนังสือด่วนไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อคัดค้านการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยกรณีหุ้นสื่อของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
นายชัยธวัชเปิดเผยว่า เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนที่ระเบียบ กกต.ระบุไว้เอง มีความเร่งรัดเกินกว่าเหตุ จนน่าสงสัยในเจตนาของ กกต. ว่ากระทำโดยความเป็นกลางหรือไม่ พร้อมอธิบายว่า ตามระเบียบของ กกต. เมื่อมีการร้องเรียนผู้สมัครคนใดเกี่ยวกับการกระทำหรือการขาดคุณสมบัติ คณะกรรมการต้องไต่สวน สืบสวน รวบรวมข้อเท็จจริง จากนั้นให้แจ้งข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ผู้ถูกร้องทราบ และให้ผู้ถูกร้องเข้าไปชี้แจง จากนั้นจึงดำเนินการต่อไปในการส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
แต่ในกรณีนี้ เมื่อมีการไต่สวนรวบรวมข้อเท็จจริงแล้ว ยังไม่มีการแจ้งข้อเท็จจริงให้พิธาทราบ และยังไม่มีการเรียกเจ้าตัวไปชี้แจงด้วย แต่กลับจะมีการเร่งรัดส่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเท่ากับ กกต. กำลังทำผิดระเบียบของตนเองอยู่
อย่างไรก็ตาม กกต.อาจจะเรียกนายพิธา เพื่อให้ชี้แจงพฤติการณ์ กรณีมีผู้ร้องว่า นายพิธา มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่ยังสมัครรับเลือกตั้ง หรือทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อของตนเพื่อสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ
อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 151 ซึ่ง กกต.เห็นควรพิจารณาสั่งให้ดำเนินการไต่สวนเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย หรือความปรากฏ โดยคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน จะดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในระเบียบแล้ว
สำหรับมาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ได้สมัครรับเลือกตั้ง หรือทําหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยความผิดต้องระวางโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี
ทั้งนี้ในช่วงบ่าย แหล่งข่าวในสำนักงาน กกต.เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่มีกระแสข่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เชิญนายพิธา เข้าพบด่วนให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ พร้อมข้อกล่าวหา เหตุของการสืบสวน ก่อนยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงาน กกต. กรณีนายพิธา เข้าลักษณะต้องห้ามมีให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.สตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) และเป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) หรือไม่ รวมถึงคณะอนุกรรมการไต่สวน รัฐธรรมนูญมาตรา 151 กรณีที่นายพิธารู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ยังลงสมัคร ส.ส.นั้น คณะกรรมการทั้ง 2 ชุด ไม่ได้มีมติเรียกนายพิธามาชี้แจงแต่อย่างใด