Skip to content

ย้อนไทม์ไลน์คดีหุ้นไอทีวี-แก้ ม.112 พิธา-ก้าวไกล ศาล รธน.ตัดสิน 15 พ.ย.

13 พ.ย. 2566 | 19:15น.
ย้อนไทม์ไลน์คดีหุ้นไอทีวี-แก้ ม.112 พิธา-ก้าวไกล ศาล รธน.ตัดสิน 15 พ.ย.

เหลือเวลาเพียงไม่กี่วัน ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณาคดี พิธา-ก้าวไกล 2 คดี ได้แก่ คดีหุ้นไอทีวี และหาเสียงแก้มาตรา 112

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาคดีที่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3) หรือไม่ กรณีเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ หรือ สื่อมวลชนใด ๆ อยู่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของ สส. ของนายพิธา สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3) หรือไม่

ส่วนคดี “ธีรยุทธ์ สุวรรณเกษร” ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่ากระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และพรรคก้าวไกล ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ.เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นนโยบายหาเสียง เป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญ นัดพิจารณา 2 คดีดังกล่าว 15 พฤศจิกายนนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ย้อนไทม์ไลน์ พิธา-ก้าวไกล ตั้งแต่จุดเริ่มต้น

คดีหุ้นไอทีวี

เริ่มจากวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยื่นคำร้องให้ กกต.ตรวจสอบ ว่า นายพิธา มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น

14 พฤษภาคม 2566 พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง พร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พิธา ชี้แจงว่า โอนหุ้นไอทีวีให้กับญาติไปก่อนหน้านี้แล้ว

9 มิถุนายน 2566 ที่ประชุม กกต. มีมติไม่รับคำร้องขอให้ตรวจสอบกรณีถือหุ้นไอทีวีของนายพิธาไว้พิจารณา เนื่องจากเป็นการยื่นเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่รับเรื่องไว้พิจารณาตามมาตรา 151 เหตุรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ์ แต่ยังลงสมัครรับเลือกตั้ง

11-12 กรกฎาคม 2566 ที่ประชุม กกต.พิจารณารายงานของคณะกรรมการตรวจสอบ ข้อเท็จจริง กรณี นายพิธาถือครองหุ้นไอทีวีอันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 82 วรรคสี่หรือไม่ ต่อมาที่ประชุม กกต. เห็นว่าสมาชิกภาพของของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีเหตุสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) จึงส่งเรื่องไปยัง ศาลรัฐธรรมเพื่อพิจารณาวินิจฉัย

-19 กรกฎาคม ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งรับคำร้อง และมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

หากผิดเรื่องดังกล่าว อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ปี 2561 แก้ไขเพิ่มเติมปี 2566 มาตรา 151 ที่ระบุว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง

เนื่องจากขาดคุณสมบัติ หรือ มีลักษณะต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิรับสมัครเลือกตั้งเป็น สส. แต่สมัครรับเลือกตั้ง ให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อ ต้องระวางโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนเลือกตั้ง 20 ปี และกรณีผู้กระทำผิดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. ให้ศาลสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่ง และผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้รับมาระหว่างดำรงตำแหน่ง

คดีหาเสียงแก้ ม.112

-วันที่ 30 พฤษภาคม 2566 ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร อาชีพทนายความ เดินทางมายื่นคำร้องต่อ อัยการสูงสุด ให้พิจาณาดำเนินการส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้นายพิธา และพรรคก้าวไกล เลิกกระทำการใด เพื่อยกเลิกหรือแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และให้เลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและสื่อความหมายโดยวิธีอื่นเพื่อให้มีการยกเลิกหรือแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

ที่กระทำอยู่และเลิกการกระทำดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรค 2 ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีแนวบรรทัดฐานไว้ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564

-วันที่ 12 กรกฎาคม 2566 ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง พิธา-ก้าวไกล หาเสียง แก้มาตรา 112

ส่วนคดีนี้หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่ามีความผิด พรรคก้าวไกลอาจมีโทษถึงยุบพรรค และกรรมการบริหารพรรคต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี