เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ศาลรัฐธรรมนูญมีมตินัดไต่สวนพยานเพิ่ม คดีพิธาถือหุ้นไอทีวี-ก้าวไกลคดี 112

22 พ.ย. 2566 | 16:12น.
ศาลรัฐธรรมนูญ คดีพิธา ถือหุ้นสื่อ

ศาลรัฐธรรมนูญ คดีพิธา ถือหุ้นสื่อ

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติไต่สวนพยานบุคคล “พิธา” ปมถือหุ้นไอทีวี-พรรคก้าวไกล คดี 112 ปลายธันวาคมนี้ 

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2566 องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปรึกษาคดีสำคัญพิจารณาใน 2 คดีที่เกี่ยวกับพรรคก้าวไกล คดีแรก เป็นคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 42 ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ เนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จํากัด (มหาชน) ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อสารมวลชนใด ๆ อยู่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสอง

และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องว่างลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคําวินิจฉัยให้แก่คู่กรณีฟังตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 105 วรรคหนึ่ง (2) และศาลรัฐธรรมนูญ

ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปราย และเห็นควรไต่สวนพยานบุคคลต่อไป จึงกำหนดวันนัดไต่สวนพยานบุคคล ในวันพุธที่ 20 ธันวาคม 2566 เวลา 09.30 น. ณ ห้องพิจารณาคดีชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์

ที่มาคดีพิธาถือหุ้นสื่อ

ทั้งนี้ ประเด็นถือ “หุ้นสื่อ” ไอทีวีของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ถูกเปิดประเด็นหลังจากพรรคก้าวไกลกวาดที่นั่งเป็นอันดับหนึ่ง 151 เสียง แต่กลับปรากฏว่า มีการเปิดเผยคลิปการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566 กับรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีของบริษัท ในประเด็นที่ว่าไอทีวียังดำเนินกิจการเกี่ยวกับสื่อหรือไม่

เริ่มจากมือเปิดคดีคือ “นิกม์ แสงศิรินาวิน” อดีตผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย เขตคลองสามวา ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ก่อนการเลือกตั้งแบบปริศนาธรรมว่า

“นักการเมืองที่กำลังถือหุ้น ITV เตรียมตัวประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี และมอบตัว กกต.ด้วยนะครับ หัวหน้าพรรคหนึ่งถือ 42,000 หุ้น”

อีก 2 วันต่อมา ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทไอทีวี วันที่ 24 เมษายน 2566 ได้มีตัวละครอีกคนหนึ่ง ชื่อว่า “ภานุวัฒน์ ขวัญยืน” ผู้ถือหุ้นไอทีวี ซึ่งได้รับการโอนหุ้นจาก “นิกม์ แสงศิรินาวิน” ซึ่งตั้งคำถามว่า “มีการดำเนินการเกี่ยวกับสื่อหรือทีวีไหมครับ” จากนั้น “นายคิมห์ สิริทวีชัย” ประธานที่ประชุม ตอบว่า “ตอนนี้บริษัทยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ รอผลคดีความให้สิ้นสุดก่อนนะครับ”

แต่ในบันทึกการประชุมผู้ถือหุ้นที่เป็นลายลักษณ์อักษร ระบุว่า “ปัจจุบันบริษัทยังดำเนินกิจการอยู่ ตามวัตถุประสงค์ของบริษัท และมีการส่งงบการเงินและยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ” จึงกลายเป็นเรื่องราว

ที่สุดแล้วเรื่องถึงการไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อมาได้ยื่นคำร้องกรณีขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติ ส.ส. ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่

พิธา-พรรคก้าวไกล ม.112

อีกเรื่องหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่สำคัญ โดยคดีที่นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ. …

เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ ผลการพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปราย

ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปราย และเห็นควรไต่สวนพยานบุคคลต่อไป จึงกำหนดวันนัดไต่สวนพยานบุคคล ในวันพุธที่ 27 ธันวาคม 2566 เวลา 09.30 น. ณ ห้องพิจารณาคดีชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์

ทั้ง 2 คดีเป็นที่เขย่าขวัญของพรรคก้าวไกลอย่างยิ่ง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ยอมรับว่าลุ้นมาก ขอให้แคล้วคลาดปลอดภัย เราเจอมาเยอะเกี่ยวกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เราไม่อยากให้รัฐบาลนี้ต้องมาเจออะไรแบบนี้เช่นเดียวกัน

“ถ้าจะให้มีการยกเลิกหรือล้มเลิกอะไรไป ก็คงให้เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย อย่าเอากลไกข้างนอกแบบนี้มาใช้ ไม่ควรมีองค์กรอิสระองค์กรไหนก็ตามที่เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องของนโยบายหาเสียง”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ม.112