พลิกปูมนิรโทษกรรม 16 ปี เพื่อไทยติดหล่ม ทักษิณ ก้าวไกลติดล็อก ม.112

เพื่อไทย ก้าวไกล
คอลัมน์ : Politics policy people forum

ปม “นิรโทษกรรม” เหมือนเป็น เครื่องเคียงของการเมืองไทย หลังจากพรรคก้าวไกล ยื่นร่างกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมืองเข้าสภา

เพราะในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา นับแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) โค่นอำนาจ “ทักษิณ ชินวัตร” และ “พรรคไทยรักไทย”

นับแต่นั้นก็เกิดความขัดแย้งทางการเมืองยาวนานเป็นทศวรรษ เกิดม็อบเดินขบวนปิดล้อมกรุงเทพฯ ทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กลุ่ม กปปส. จนถึง กลุ่มแฟลชม็อบ-ม็อบเยาวรุ่น ไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ผ่านการนองเลือดกลางกรุง มา 3 หน และเป็นเหตุให้มีผู้ถูกจับจากเหตุการณ์การชุมนุม ทั้งปี 2552 ปี 2553 ปี 2557 และในยุค คสช. ซึ่งในร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของพรรคก้าวไกล ให้ นิรโทษกรรมย้อนหลังตั้งแต่ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ปี 2549 ถึงปัจจุบัน

โดยให้นิรโทษกรรม การกระทำของผู้เดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมือง รวมถึงผู้ไม่ได้ร่วมเดินขบวน แต่ได้กระทำที่มีเหตุเกี่ยวข้อง หรือความขัดแย้งทางการเมือง ตามที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำความผิดเพื่อการนิรโทษกรรม กำหนด ตั้งแต่ 11 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมดังกล่าวมีผลบังคับใช้

เว้นก็แต่ไม่ “นิรโทษกรรม” เฉพาะบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุม

แต่อีกด้านหนึ่ง พรรคเพื่อไทยในฐานะรัฐบาล ไม่ขวางหากมีกฎหมายนิรโทษกรรม แต่ติดเงื่อนไขเรื่องการนิรโทษฯ คดีที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

โดย “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ บอกว่า พอมีเรื่องมาตรา 112 ยังเป็นข้อขัดแย้งที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ ฉะนั้นแนวคิดของเราจึงต้องหาข้อยุติให้ได้ก่อน
ปรองดอง-นิรโทษฯ ยุคใหม่

หากไม่นับการนิรโทษกรรมให้กับคณะรัฐประหาร ผ่านการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ หรือ นิรโทษกรรมให้กับกบฏที่พยายามยึดอำนาจ รวมถึง นิรโทษกรรมให้ประชาชนที่กระทำผิดความมั่นคง ตามกฎหมายป้องกันการคอมมิวนิสต์

การปรองดองยุคหลังเกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่มีม็อบพันธมิตรฯ และม็อบ นปช. แต่เหตุการณ์ทำให้ทุกฝ่ายหันมาพูดถึงเรื่องความ “ปรองดอง” คือ เหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่ม นปช.ในปี 2552 และ 2553 ในยุครัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก เหตุ “ขอคืนพื้นที่การชุมนุม”

รัฐบาลอภิสิทธิ์ มีการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) มี “คณิต ณ นคร” เป็นประธาน เพื่อตั้งต้นกระบวนการปรองดอง และชำระเหตุการณ์ในกลางปี’53

ดึงบุคลากรจากต่างประเทศเข้ามาช่วยให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสร้างความปรองดอง เช่น Ms.Prisilla Hayner ที่ปรึกษาด้านการค้นหาความจริง สถาบันนานาชาติการเปลี่ยนผ่านเพื่อความยุติธรรม สวิตเซอร์แลนด์ ได้เข้าพบและร่วมพูดคุย ทั้งยิ่งลักษณ์-อภิสิทธิ์-พล.อ.ประยุทธ์ ขณะที่ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.-พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ขณะที่ดำรงตำแหน่งรอง ผบ.ทบ.-สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ครั้งเป็นประธานรัฐสภา และเชิญผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่าง ๆ ทั้งด้านการค้นหาความจริง ด้านนิติวิทยาศาสตร์ มาให้คำปรึกษา คอป. ตั้งแต่ปี 2553 เปลี่ยนผ่านมาสู่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปี 2555

ผลิตผลงาน คอป. 3 ฉบับ ที่รวบรวมข้อเท็จจริงเหตุการณ์ ไปจนถึงทางออกของความขัดแย้งคือปมซุกหุ้นภาคแรกของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 8 ต่อ 7 เสียง ให้อดีตนายกฯ เป็นผู้บริสุทธิ์ และรายงานฉบับที่ 3 อันเป็นฉบับสุดท้ายที่ถือว่าเป็นบทสรุปทั้งหมดเรื่อง “มีชายชุดดำ” กลับถูก ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำเสื้อแดงไม่ยอมรับรายงาน กังขาเรื่องชายชุดดำที่ปรากฏในรายงานฉบับสุดท้ายว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ ตำนาน คอป.จึงเก็บเข้าลิ้นชัก

รัฐบาลยิ่งลักษณ์

แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้ทำตามข้อเสนอ คอป.อย่างเดียวคือ จ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม รายละ 7 ล้านบาท

ต่อมาในปี 2555 ขาของฝั่งนิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรคเพื่อไทยกุมเสียงข้างมาก ได้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ (กมธ.ปรองดอง)

และเป็นเส้นทางที่ทำให้ ส.ส.เพื่อไทย ยื่นร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ เข้าสู่สภา โดยมี “พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน” หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ อดีตผู้นำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นผู้ยื่น หัวใจสำคัญคือการนิรโทษกรรม แต่ที่สุดก็ต้องแท้งตั้งแต่วาระ 1 เพราะมีการประท้วงวุ่นวายในสภา

ต่อมา พรรคเพื่อไทย ยื่นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 4 ฉบับ ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ร่างที่ได้รับความสนใจจากสังคมมากที่สุดคือ ร่างของ นายวรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่เสนอนิรโทษให้กับผู้ชุมนุม ไม่รวมแกนนำและผู้สั่งการ

ทว่าหลังผ่านกระบวนการ “แปรญัตติ” ในสภากลับกลายเป็นร่างนิรโทษกรรมเหมาเข่งสุดซอย ถูกมองว่า “ทักษิณ” จะได้รับผลแห่งนิรโทษกรรมจากกฎหมายฉบับนี้

ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ตุลาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 1 พฤศจิกายน เวลา 04.25 น. ที่ประชุมสภาได้มีมติเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนน 310 ต่อ 0 เสียงงดออกเสียง 4 เสียง จากนั้นได้เกิดกระแสต่อต้านลุกลามอย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดม็อบ กปปส.ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ และนำไปสู่การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

ปรองดองในยุค คสช.

ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าควบคุมอำนาจ และเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 มีความพยายามเสนอสารพัดกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

อาทิ “ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.)” ก่อนจะมาถึงการปรองดองคณะที่ชื่อว่า “คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)” ผ่านคำสั่ง คสช.ที่ 3/2560

กระทั่งถึงรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ป.ย.ป.สุ่มเสี่ยงที่จะไม่มีอยู่ต่อไปหรือไม่ เมื่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเมินว่า ป.ย.ป. ขาดความคุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจของรัฐ

แต่ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ปรับภารกิจ ป.ย.ป.เสียใหม่

“ผมได้มอบหมายให้ ป.ย.ป. ไปบูรณาการกฎหมายส่งเสริมปศุสัตว์ โดยเฉพาะกีฬาสัตว์ ซึ่งผมมองว่า ทำกฎหมายเพียง 6 เดือน แต่จะสามารถหาเงินเข้าประเทศได้กว่า 6 หมื่นล้านบาท”

เมื่อนิรโทษกรรมฉบับก้าวไกล ถูกตั้งแง่ เรื่องมาตรา 112


เกมปรองดอง-นิรโทษกรรม อาจวนลูป ไม่สำเร็จอีกครั้ง