Skip to content

ระเบิดเวลา ม.144-ฮั้ว สว. ชี้เป้า ป.ป.ช.-ศาล ล้างบาง 2 สภา

09 ส.ค. 2568 | 09:01น.
ระเบิดเวลา ม.144-ฮั้ว สว. ชี้เป้า ป.ป.ช.-ศาล ล้างบาง 2 สภา
คอลัมน์ : Politics policy people forum

ในช่วงรอยต่อเดือนสิงหาคมกับเดือนกันยายน 2568

นอกจากการเมืองต้องระทึกคดีที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวชินวัตร คือคดีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรี คดีชั้น 14

ยังมีคดีที่เป็น “ระเบิดเวลา” อาจทำลายล้างทั้งสภา ไม่ว่า สส. หรือ สว.

ระทึกล้างบางสภา

คือคดีที่ ชาญชัย อิสระเสนารักษ์, สมชาย แสวงการ, เจษฎ์ โทณะวณิก ยื่นร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอาผิดคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และ ครม. แพทองธาร ชินวัตร ต่อเนื่องกัน สืบเนื่องจากรัฐบาลดังกล่าวได้เสนอเรื่องต่อกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568

ร้องเอาผิดสมาชิกรัฐสภา ทั้ง สส. และ สว.ที่ร่วมกันลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 กรณีรัฐบาลโยกงบฯปี 2568 วงเงิน 35,000 ล้านบาท ที่เดิมสำนักงบประมาณจัดสรรไว้ให้สถาบันการเงินของรัฐ 5 แห่ง เพื่อชำระหนี้เงินกู้ ดอกเบี้ย และเงินที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย แต่รัฐบาลโยกเงินดังกล่าวไปแจกเป็นเงินหมื่นให้ประชาชน หรือดิจิทัลวอลเลต ขัดต่อมาตรา 144 และมีการยื่นคำร้องเพิ่มเติม คือการโอนงบฯเข้ากองทุน สส.-สว.

รวมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำนวน 484 ราย ประกอบด้วย สส. 309 คน สว. 175 คน

โดยยื่นคำร้องเมื่อ 25 เมษายน 2568 และต่อมา ป.ป.ช.มีมติรับเรื่อง พร้อมดำเนินการภายในกรอบ 60 วัน หากพบว่ามีมูล ป.ป.ช.ต้องเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 มาตรา 88 ระบุว่า เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคสี่ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการสอบสวนเป็นทางลับโดยพลัน

เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.สอบสวนแล้วเห็นว่ามีมูล ให้เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็ว และให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการต่อตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 โดยมีเส้นตาย 15 วัน

จับตาสิ้นเดือนสิงหาฯ

“เจษฎ์ โทณะวณิก” หนึ่งในผู้ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.คาดการณ์ไทม์ไลน์ว่า คดีนี้จะครบกรอบ 60 วันในวันที่ 9 สิงหาคม แต่เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการและวันหยุดยาว ป.ป.ช.ก็จะมีเวลาเพิ่มขึ้นถึงวันที่ 13 สิงหาคม หากเห็นว่ามีมูลก็ต้องยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยภายใน 15 วัน ก็จะตกช่วงปลายเดือนสิงหาคม ซึ่งเรากำลังรอเรื่องนี้อยู่

เขาวิเคราะห์จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ที่สั่งให้ “พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน” พ้นจาก สส. และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี กรณีโยกงบฯ 3 โครงการลงพื้นที่ ว่านอกจากคำร้องที่กลุ่มพวกตนยื่นเอาผิดคณะรัฐมนตรี กรณีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท จากดอกเบี้ยเงินกู้ไปใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเลต

ยังมีอีกคดีที่พวกตนยื่นเพิ่ม คือการที่รัฐบาลโอนงบฯพันกว่าล้านบาทเข้ากองทุน สส. และ สว. ซึ่งในส่วนหลังนี้จะคล้ายกับกรณีของนายพิเชษฐ์ ซึ่ง สส.ฝ่ายรัฐบาล และ สว.ก็ยกมือเห็นด้วย เพราะได้รับประโยชน์โดยตรงโดยอ้อม ยกเว้น สส.จากพรรคประชาชน ดังนั้น ถ้า สส. และ สว.เหล่านี้ผิดจริง สภาก็อาจจะเหลือแค่พรรคประชาชน

เกมฮั้ว สว.ล้างสภาสูง

กับอีกหนึ่งคดีคือปมฮั้ว สว. ที่มีการกล่าวหาว่าพรรคสีน้ำเงิน Hack กลไกรัฐธรรมนูญ สามารถคุม สว.ได้เกินครึ่ง และมีส่วนในการแต่งตั้งองค์กรอิสระต่าง ๆ ในอนาคต ฝ่ายตรงข้ามขั้วน้ำเงินจึงใช้ทุกวิถีทางที่จะแก้เกม-ล้มกระดาน จึงมีการสอบประเด็น “ฮั้ว สว.”

แม้ต้นทางของคดียังอยู่ในชั้นอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมเป็นคณะไต่สวน จะมีการชี้มูล สว.รวมถึง สส.-แกนนำพรรคภูมิใจไทย แต่เรื่องดังกล่าวยังต้องผ่านกระบวนการของ กกต.อีกพักใหญ่

แต่กลุ่ม สว.ขั้วตรงข้าม นำโดย นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ และ นันทนา นันทวโรภาส ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ให้พิจารณาถอดถอน สว. 136 คน เนื่องจากเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 113 ว่าด้วย สว.ต้องไม่ฝักใฝ่ หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด ๆ พร้อมกับขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วน แม้กระบวนการล่าชื่อจะขลุกขลักเสียงไม่พอ

ณ นาทีนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติทั้งองคาพยพ ทั้ง สส. และ สว.ปั่นป่วนที่สุดตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 มีการบังคับใช้ และอาจทำให้ สส. และ สว.ค่อนสภาหายไปได้เช่นกัน

ที่มาเลือก สว.เลือกกันเอง

“ชาติชาย ณ เชียงใหม่” อดีตคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งเป็น “ต้นขั้ว” ของรัฐธรรมนูญ 2560 ยอมรับว่า กรธ.ในเวลานั้นคาดไม่ถึงว่าจะมีใครใช้เงินระดับพันล้านในการ “ฮั้ว” ทั้งประเทศ

“ประเด็นแรกที่เราร่างรัฐธรรมนูญ มีการตั้งโจทย์ว่า สว.มีไว้ทำไม เพราะที่ผ่านมาประโยชน์ก็มีแต่บทบาท ไม่ได้อิสระอย่างหลักการที่ควรจะเป็น เพราะมีทั้ง สว.แต่งตั้ง ซึ่งจะมีหนี้บุญคุณกับคนแต่งตั้ง ทำให้สั่งการ สว.ได้ กับ สว.เลือกตั้ง ก็ยากมากที่จะบริสุทธิ์ เป็นคนดีจริง ๆ ไม่มีซื้อเสียง ตัวอย่างก็รู้ ๆ อยู่ มีอิทธิพลจากบ้านใหญ่ พรรคการเมือง ไม่ได้มีอิสระจริง ๆ และมีส่วนเห็นชอบองค์กรอิสระ เราจึงคิดว่าไม่ควรมี สว.เหมือนสิงคโปร์ แต่คิดไปคิดมา ถ้ามีสภาเดียว แล้วมีแจกกล้วยก็อาจพาเข้ารกเข้าพง จึงต้องมี สว.คอยค้ำ”

“หัวใจเวลานั้นเราอยากมี สว.อิสระที่ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของใคร เพราะคนไทยเก่ง ๆ มีเยอะ เมื่อถกกันไปมา ก็พบว่าทำไมไม่ให้แต่ละกลุ่มคนอาชีพเป็นคนเลือกกันเอง เพราะเขาจะรู้จักกัน โอกาสจะไม่ถูกครอบงำก็มีสูง เพราะไม่ต้องขอคะแนนประชาชน ให้มาไหว้ทุกหลังคาเรือน ต้องการเปิดโอกาสให้คนดีออกมาทำหน้าที่ ถ้าเลือกตั้งคนเก่ง ๆ มีศักดิ์ศรีไม่ค้อมหัวให้ใคร ให้โดนด่าฟรีเหมือนนักเลือกตั้ง และคัดมา 20 กลุ่มก็น่าเชื่อถือได้ เลยตกลงใจวิธีนี้”

ยอมรับไร้เดียงสา

“ชาติชาย” อธิบายต่อว่า ตอนนั้นก็มีการคิดว่า ถ้าฮั้ว ฮั้วได้ไหม เราก็เลือกไขว้ตั้งแต่ระดับ ๆ ขึ้นมา เรากันไว้เต็มที่ แต่นักสถิติก็ยังศึกษาความเป็นไปได้โอกาสที่จะโกงก็มี จ่ายหัวละพัน จ่ายเกินครึ่งสภา 5 พันล้าน

ได้ สว.สักครึ่งหนึ่ง 5 พันล้าน ถือว่าเล็กน้อยมากถ้าเทียบกับการคุม สว.ได้ คุมได้ครึ่งหนึ่งก็เป็นเจ้าพ่อ แต่เราคิดว่าคงยากว่าจะฮั้วระดับค่อนประเทศ

“ต้องยอมรับว่าเราไร้เดียงสาพอสมควร ยอมรับว่าคาดไม่ถึง ไม่คาดว่าจะสามารถต่อสายได้ค่อนประเทศ เหมือนเครือข่ายของคนไม่ดี เช่น เครือข่ายยาเสพติดภาคเหนือรู้จักกับภาคใต้ นี่ฮั้วกันมาเป็นพัน ๆ คน มีโค้ดมา บางเรื่องก็แปลกใจ ตกใจเหมือนกัน ว่าทำไมประเทศเลวร้ายกันขนาดนี้”

“แต่เชื่อมั่นว่านี่เป็นครั้งแรก แต่อย่าเพิ่งไปเปลี่ยนระบบ อุดรูรั่ว ต้องช่วย กกต.รับมือไม่ไหว กกต.ได้แต่ดูกระดาษ ไล่ไม่ทัน กกต.ไม่มีกำลังคนพอ เพราะในรัฐธรรมนูญเราให้ กกต.ทำหน้าที่เป็นนักสืบ มีผู้ตรวจการณ์เลือกตั้ง ไม่แน่ใจว่าทำหรือเปล่า”

ชาติชายบอกว่า กรณีฮั้ว สว. ถ้าโดนถอดถอน 100 กว่าคน ให้สรรหาใหม่ก็จบ เพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่อง

สส.พ้นสภา แค่เลือกตั้งใหม่

ส่วนกรณีรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ที่ สว. และ สส. และ ครม.ถูกยื่น ป.ป.ช. 484 คนนั้น “ชาติชาย” กล่าวว่า มาตรา 144 บัญญัติตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2521 แต่รัฐธรรมนูญก่อนหน้าไม่มีสภาพบังคับ ว่าคนฝ่าฝืนจะทำอย่างไร ให้สภาลงโทษจริยธรรมก็ไม่เคยเห็นว่าทำอะไร

“รัฐธรรมนูญ 60 จึงเห็นว่า ที่ผ่านมาเงินงบประมาณรั่วไหลเหลือเกิน จึงเขียนให้อำนาจ สส. และ สว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ยื่นศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ขณะเดียวกัน ไปแจ้ง ป.ป.ช.ก็ได้ ให้สอบสวนทางลับโดยพลัน แล้วแจ้งต่อศาลรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ป.ป.ช. 60 วัน”

“เรามีบทลงโทษเมื่อครบการกระทำผิดจริง ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สส. สว. 10 ปี และให้ใช้เงิน มีอายุความ 20 ปี แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครใช้”

“ส่วนคดีที่มีการยื่นต่อ ป.ป.ช. ถือว่าเป็นการกระทำโยกย้ายหมวดหรือเปล่า และเป็นการกระทำโดยชอบหรือไม่ ถ้าไม่ประกาศว่าจะนำเงินมาใช้จากไหน แล้วมาแปรญัตติใช้งบฯ กลางทางก็ผิด เพราะที่สุดแล้วพรรคได้คะแนนเสียงจากการใช้งบฯ ก็อยู่ที่การทำสำนวนของ ป.ป.ช.จะว่าอย่างไร”

“ผมคิดเอง คิดว่าอยากให้มาตรานี้ศักดิ์สิทธิ์ งบฯเป็นหม้อข้าวหม้อใหญ่ที่สุดที่นักการเมืองเข้าไปขยำ”

“ชาติชาย” บอกว่า ถ้า สส.ถูกให้พ้นจากตำแหน่ง ก็จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ เหมือนกับ สส.ตาย ไม่มีปัญหารัฐบาลอยู่ได้เท่าที่มี สส. อันไหนสุ่มเสี่ยงก็อย่าเพิ่งนำเข้าสภา มีเวลาเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วัน ไม่ห่วง ส่วนถ้า ครม.พ้นทั้ง ครม. ก็โดนไป คนอยากเป็นรัฐมนตรีมีอีกเยอะ” อดีต กรธ.กล่าว

น้ำเงิน Hacker เกรดต่ำ

ด้าน “ดร.สติธร ธนานิธิโชติ” อาจารย์ประจำภาควิชาปกครอง รัฐศาสตร์ จุฬาฯ วิเคราะห์ว่า เป็นโครงสร้างการเมืองหลังรัฐประหาร 2557 ที่พยายามออกแบบกลไกเชิงสถาบันเอาไว้อย่างนี้ เป็นการถอดปัญหาการเมืองไทย 20 ปีที่ผ่านมา ว่าการแก้ปัญหาโดยรัฐประหาร 2 ครั้งไม่มีผลอะไร เปลี่ยนอะไรไม่ได้ การรัฐประหาร ล้างไพ่ แล้วปฏิรูปไม่มีอยู่จริง ดังนั้น จึงใส่กลไกไม่สามารถหยุดเกม หรือเปลี่ยนเกมเอาไว้ในรัฐธรรมนูญเหมือนทุกวันนี้

กลไกที่ว่าเป็นกลไกซ้อนกลไก แม้เป็นกลไกตามรัฐธรรมนูญก็จริง แต่ผู้ออกแบบจะควบคุมได้ตลอดไปได้อย่างไร เพราะแต่ละอำนาจย่อมมีระยะเวลาของมัน เช่น ตอนต้นที่ทำได้ เพราะเป็นมรดกหลังจากการรัฐประหาร คนที่ คสช.ใส่ลงไปคือคนที่ถูกกำหนดเกมได้ว่าต้องทำอย่างนี้ แบบนี้

เมื่อเวลาผ่านไปมีการเปลี่ยนผ่าน เช่น ชักรู้สึกว่าคุม สว.ไม่ได้ ต้องทำอย่างไรให้กลับมาคุมได้ ด้วยวิธีใดก็ได้ ดังนั้น “ตัวคุม” ต้องการ “ตัวส่ง” ถ้าคุยไม่รู้เรื่องก็ต้องทุบมันออก เพื่อหาเปลี่ยนถ่ายคนเพื่อให้ฟังก์ชั่นทำงานปกติ

ตอนที่สร้างโครงสร้างนี้หลังจากการรัฐประหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร พวกเราหมด แต่พอปล่อยให้มีการเลือกตั้ง ก็อยากได้ฝ่ายบริหารที่เป็นของพวกเรา แต่เมื่อไม่ได้ก็ต้องแชร์กับพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะมีอำนาจมาปั่นป่วนกลไก เช่น มีดีเอสไอ แปลว่า ก็ต้องหาทางคุมไม่ให้ล้นเกิน

“คุณใช้ได้เพราะมีอำนาจรัฐ เราจะไปทุบคุณตลอดไม่ได้ แต่คุณต้องใช้อำนาจให้อยู่ในกรอบที่องค์กรอิสระคุมได้อยู่ เช่น ทำไม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ถึงถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่คุมดีเอสไอ เพราะเริ่มล้ำเส้นแล้วก็ต้องกดลงมา ถ้าหนักกว่านั้นเราก็ยังมีกลไกที่ตัดหัวได้ เอานายกฯ ออก”

แต่สีน้ำเงินพยายาม Hack ระบบ ยึด สว.เช่นกัน “ดร.สติธร” กล่าวว่า แน่นอนระบบเหล่านี้ไม่อยู่นิ่ง เพราะทุกคนรู้ว่าถ้าใครครองกลไก (สว.) นี้ ก็จะคุมได้ทั้งระบบ ดังนั้น เจ้าของระบบเดิมก็ต้องมาบล็อก เมื่อสีน้ำเงินจะมา Hack ก็มีกลไกที่จะเอาออก แต่เป็นอีกฝ่ายตรงข้ามที่มาทุบ

“เว้นแต่คุณจะ Hack โดยที่ไม่มีแผล สมมุติ ฮั้ว สว.เป็นการฮั้วบริสุทธิ์ ไม่จ้าง ไม่แจก ไม่จ่าย แล้วได้ สว.มา 100 กว่าคน Hack ได้ จะเป็นเกมยาก เมื่อมี Hacker ก็ต้องมีระบบ Antivirus สีน้ำเงินไม่น่าจะ Hack ระบบสำเร็จ Hacker เกรดต่ำอยู่”

กระบวนการ “งูกินหาง”

วันนี้ฝ่าย “สีน้ำเงิน” พยายามแทรกซึมการตั้งองค์กรอิสระ ด้วยการส่งตัวแทนไปเป็นคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน “สติธร” มองว่า ระบบเป็น “งูกินหาง” แม้จุดตาย สว.จะเป็นฝ่ายโหวตรับรององค์กรอิสระก็จริง แต่คณะกรรมการสรรหายังเป็นส่วนผสม มีทั้งประธานสภา ผู้นำฝ่ายค้าน ประธาน สว. และตัวแทนจากองค์กรอิสระ ยังมีร่องรอยของคนระบบเก่าอยู่เยอะ ก็เห็นว่าเด็กสีน้ำเงินตกรอบสรรหาได้ และผ่านรอบสรรหาได้

เช่นรอบที่ผ่านมา การสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน จาก 2 สาย คนสีน้ำเงินได้แค่คนเดียว แม้จะอยากได้ทั้ง 2 คน แต่ไม่มีตัว แต่ก็สามารถตัดคนจากฝ่ายสีแดงไปได้ แม้ฝ่ายสีแดงจะเข้ารอบ เพราะสีน้ำเงินยังคุมได้ไม่เบ็ดเสร็จ ดังนั้น ถ้าจะไม่ให้สีน้ำเงินครองเกม ก็ต้องมาตัดตอนตั้งแต่คณะกรรมการสรรหา

สติธรเชื่อว่าการบาลานซ์อำนาจให้กลับมาคุมได้ ก็ต้องล้าง สว.สีน้ำเงิน แล้วเลื่อนบัญชี สว.สำรองขึ้นมาแทน แต่ก็ใช่ว่าเกมจะจบ เพราะ สว.สำรองก็จะมีร่องรอยของการฮั้วไม่ต่างกัน ดังนั้น ถ้าถึงที่สุดไม่มี สว.สำรองในบัญชีเหลืออยู่เลย และ สว.หายไปเกินครึ่งสภา และมีวาระเหลืออยู่เกิน 1 ปี (จากวาระ 5 ปี) ให้มีการเลือก สว.ใหม่ภายใน 60 วัน