Skip to content

‘ทักษิณ’ กลับคุก 1 ปี-ปิดฉากชั้น 14 อนุทินเศร้าใจ-‘อิ๊งค์’ ย้ำเดินหน้าต่อ

10 ก.ย. 2568 | 07:09น.
‘ทักษิณ’ กลับคุก 1 ปี-ปิดฉากชั้น 14 อนุทินเศร้าใจ-‘อิ๊งค์’ ย้ำเดินหน้าต่อ

“ทักษิณ ชินวัตร” ศาลมีคำสั่งบังคับโทษจำคุก 1 ปีเหตุบังคับโทษก่อนหน้านี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โพสต์สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ปิดฉากคดีโรงพยาบาลตำรวจชั้น 14 พร้อมมองไปข้างหน้า รักษากายใจให้แข็งแรง ด้าน “แพทองธาร” ยอมรับแม้จะหนักแต่ทุกคนกำลังใจดีทั้งพ่อและครอบครัว “อนุทิน” น้ำเสียงสะอึกยอมรับเสียใจและเห็นใจ ด้าน “ไอติม-พริษฐ์” พรรคประชาชน มอง ทักษิณ เป็นเหยื่อรัฐประหาร

จากกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำสั่งคดี หมายเลขดำที่ บค. 1/2568 กรณีศาลมีคำสั่งให้ไต่สวนว่า การบังคับโทษพันตำรวจโทหรือนายทักษิณ ชินวัตร จำเลย เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในคดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551 และคดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ หลังนายทักษิณเข้ารักษาตัวบนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจมาโดยตลอด ก่อนตัดสินให้จำคุกนายทักษิณ เป็นเวลา 1 ปี และส่งตัวเข้าเรือนจำทันที เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา

ทักษิณสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ

หลังทราบคำพิพากษา นายทักษิณ โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชั่นเอ็กซ์ (X) ระบุว่า พี่น้องประชาชนที่เคารพ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานอภัยลดโทษจำคุกแก่ตนคงเหลือเวลา 1 ปี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อทั้งตัวตน และครอบครัว ตนขอน้อมรับและพร้อมเข้าสู่กระบวนการตามคำพิพากษาในวันนี้

ตลอดระยะเวลาของการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2544-2549 พยายามผลักดันทุกนโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไทย ให้พรรคการเมืองแข่งขันกันด้วยนโยบาย สร้างประชาธิปไตยที่กินได้จากผลงานของรัฐบาลที่ทำได้จริง ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจอย่างที่สุดในฐานะนักการเมืองจากการเลือกตั้งของประชาชน

เผยทุกคดีเกิดขึ้นหลังปฏิวัติ

นายทักษิณระบุอีกว่า แม้ว่าทุกคดีจะเกิดขึ้นหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 แต่วันนี้ขอมองไปข้างหน้าให้ทุกอย่างที่ผ่านมามีข้อยุติ ทั้งการต่อสู้คดีตามกฎหมาย และความขัดแย้งใด ๆ อันเกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับตน

“ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้การสนับสนุนตลอดมา ขอบคุณนักการเมือง สมาชิกพรรคเพื่อไทย และเพื่อนมิตรทั้งหลายที่เคียงข้างกันทั้งในยามสุขและยามยาก ผมตัดสินใจเลือกทางเดินนี้ เพื่อส่งกำลังใจให้ทุกคนเดินไปข้างหน้า ทำงานเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ด้วยอุดมการณ์และจิตวิญญาณที่เรามีร่วมกันมา จนกว่าจะถึงวันที่เราได้เดินร่วมทางกันอีกครั้ง” นายทักษิณระบุ

นายทักษิณระบุต่อว่า จากวันนี้แม้จะไร้อิสรภาพ แต่ยังมีเสรีภาพทางความคิดเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ตนจะรักษาความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อใช้เวลาในชีวิตที่เหลืออยู่ รับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ แผ่นดินไทย และประชาชนคนไทย ไม่ว่าจะในสถานะใดนับจากนี้ ขอบคุณครับ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ช่วงท้ายของโพสต์ได้ติดแฮชแท็กว่า โพสต์โดยทีมงาน

อิ๊งค์ย้ำ “พ่อ” มีกำลังใจดี

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทางครอบครัวรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่อภัยโทษและลดโทษให้คุณพ่อ ซึ่งพวกเราทั้งครอบครัวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เรารู้สึกเรื่องนี้ในทุก ๆ วัน และขอบคุณทุกท่านที่ส่งกำลังใจห่วงใยให้คุณพ่อและครอบครัวของเรา

อย่างไรก็ตาม คุณทักษิณเป็นผู้นำจิตวิญญาณในเรื่องการเมือง ที่ผ่านมาผลงานต่าง ๆ ที่ทำเพื่อบ้านเมือง ท่านยังเป็นคนที่นึกถึงบ้านเมืองเสมอ หวังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของพี่น้องประชาชนกินดีอยู่ดี ตนและครอบครัวมีความเป็นห่วงคุณพ่อ และภูมิใจที่คุณพ่อได้สร้างประวัติศาสตร์มากมายให้ประเทศ

วันนี้ก็เป็นประวัติศาสตร์อีกเรื่องหนึ่ง ที่นายกรัฐมนตรีคนแรกต้องจำคุก เรื่องนี้ก็อาจจะค่อนข้างหนักนิดหนึ่ง แต่กำลังใจดีทั้งคุณพ่อและครอบครัว ส่วนตนและพรรคเพื่อไทยยังมุ่งหน้าทำงานต่อเป็นฝ่ายค้านและทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนตรวจสอบรัฐบาลต่อไป ในส่วนของพรรคทุกคนมีกำลังใจดี ขอบคุณทุกภาคส่วน ประชาชนทุกคนที่ให้กำลังใจและคอยอยู่เคียงข้างกันตลอดที่ผ่านมา

ภูมิธรรมยันเดินหน้าต่อไป

นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงคำถามว่าถือเป็นวิกฤตของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ที่จะต้องกลับไปเป็นฝ่ายค้านและนายทักษิณติดคุก ว่าเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย อย่าไปคิดอะไรมาก เราเป็นฝ่ายรัฐบาล แต่เมื่อเสียงเราควบคุมไม่ถึง เราก็ไปเป็นฝ่ายค้าน คนเป็นนักการเมืองต้องพร้อมเป็นฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล

เมื่อถามว่าขวัญและกำลังใจของพรรคเพื่อไทย จะเป็นอย่างไรเมื่อมีคดีของนายทักษิณเข้ามา นายภูมิธรรมกล่าวว่า กำลังใจของพรรคเพื่อไทยดีมาตั้งแต่ต้น และยังเข้มแข็ง เพราะรู้อยู่แล้วว่านายทักษิณ ตัดสินใจโดยรู้ว่าต้องเผชิญอะไร และไม่ได้หนีไปไหน ที่ออกนอกประเทศและมีการกล่าวหาว่าไปไหน ปรากฏว่านายทักษิณ ไปรักษาตัวและไปพบเพื่อนจริง เมื่อกลับมารู้ว่าผลเป็นอย่างไรก็ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่สง่างามที่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด

เผยทักษิณฝากทุกคนทำงาน

เมื่อถามว่า การที่นายทักษิณถูกดำเนินคดีแบบนี้จะมีผลอย่างไร นายภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่มีหรอก นายทักษิณอย่างน้อยได้พิสูจน์ว่าไม่ได้หนีไปไหน และให้กระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนในพรรคเพื่อไทยเราได้คุยกันแล้วว่าจะช่วยกันทำงานต่อ

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีรายงานว่านายทักษิณได้ฝากพรรคไว้กับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมาชิกพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรมกล่าวว่า ท่านฝากพวกเราทุกคน อยากให้รักษาจิตวิญญาณของพรรคในการที่จะทำให้ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทำงานช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ซึ่งตอนนี้ไม่มีอะไรและจะกลับไปประชุมพรรค

เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่านายทักษิณเตรียมใจไว้อยู่แล้วหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ทุกคนยอมรับกระบวนการยุติธรรม ไม่มีอะไรต้องเตรียมใจ ไม่เตรียมใจ

“อนุทิน” เศร้า-เผยเสียใจ

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ผมก็เสียใจ ผมก็เห็นใจท่าน” คนระดับท่าน คนระดับนี้ที่บริหารประเทศมา ไม่อยากให้ท่านมาเจอสภาพเช่นนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรีมีท่าทีเศร้า เมื่อได้ยินผู้สื่อข่าวถามคำถาม และพูดด้วยน้ำเสียงสะอึก ระหว่างตอบคำถามกรณีนายทักษิณ

“ไอติม” ชี้เป็นเหยื่อรัฐประหาร

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน กล่าวว่า หากจะพูดถึงเรื่องจุดยืนของพรรคประชาชนต่อนายทักษิณ เราคงต้องเริ่มต้นด้วยข้อเท็จจริงก่อน คงปฏิเสธไม่ได้ว่านายทักษิณเป็นเหยื่อของการถูกทำรัฐประหาร และคดีที่เกิดขึ้น ทำให้นายทักษิณต้องออกจากประเทศไทยไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีหลายคนตั้งคำถามว่า มีเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่

สิ่งที่พรรคประชาชนพูดมาโดยตลอด คือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ที่นายทักษิณตัดสินใจกลับประเทศไทย เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สิ่งที่สำคัญคือทำอย่างไรให้กระบวนการยุติธรรมนั้น เป็นกระบวนการยุติธรรมที่ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเสมอภาค ส่วนกระบวนการรับโทษ 1 ปีที่ผ่านมา ยังมีหลายจุดที่อาจไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบที่เป็นอยู่ ทำให้สังคมตั้งคำถามต่อมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับการรับโทษ

หวังทำแบบนี้เป็นมาตรฐาน

“การที่นายทักษิณตัดสินใจเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นสิ่งที่ถูกต้อง หากการรับโทษที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ดำเนินการตามกฎหมายและกฎระเบียบด้วยมาตรฐานเดียวกันกับทุกคน ก็จะเป็นสิ่งสำคัญในการรื้อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนต่อไป”

เปิดไทม์ไลน์ชนวนฟ้อง-คำพิพากษา

สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่รับคำร้อง นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ กับพวกยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ที่ขอให้ศาลไต่สวนการบังคับโทษของนายทักษิณ เพราะที่ผ่านมาเห็นว่านายทักษิณไม่ได้รับโทษในเรือนจำแม้แต่วันเดียว แต่ปรากฏว่า ศาลฎีกาฯไม่รับคำร้อง เนื่องจากเห็นว่านายชาญชัยกับพวก ไม่ใช่คู่ความ

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาฯเห็นว่าเมื่อความปรากฏว่า อาจมีการบังคับตามทำพิพากษาที่ไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลนี้ ศาลย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร จึงเข้าทำการไต่สวนเรื่องการบังคับโทษนายทักษิณ

โดยไต่สวนพยานทั้งสิ้น 7 นัด จำนวน 31 ปาก อาทิ นายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และกลุ่มแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ตัวแทนจากแพทยสภา ขณะที่ฝั่งจำเลยคือนายทักษิณ ได้เบิกความนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นพยานในนัดที่ 7 ซึ่งเป็นการไต่สวนนัดสุดท้าย

ทักษิณไม่ได้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน

ศาลฎีกาฯอ่านคำสั่งคดีตอนหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า การบังคับโทษจำคุกจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และตามพฤติการณ์ดังกล่าวมาข้างต้นบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยทราบข้อเท็จจริงหรือรับรู้เหตุการณ์ได้ว่าตนไม่ได้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน แต่จำเลยมีเพียงโรคประจำตัวซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาตัวแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยไม่จำเป็นต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ

นอกจากนั้นยังได้ความว่า จำเลยมีส่วนตัดสินใจในกระบวนการรักษาของแพทย์ โดยปฏิเสธการผ่าตัดรักษาโรคหัวใจและโรคกระดูกคอกดทับไขสันหลังและเส้นประสาท แต่ให้แพทย์รักษาโดยรับประทานยาตามอาการ และเลือกรับการผ่าตัดนิ้วล็อกและเอ็นหัวไหล่ขวา ซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เป็นผลทำให้การรักษาตัวจำเลยในโรงพยาบาลตำรวจขยายระยะเวลาออกไป

ได้ประโยชน์ไม่ต้องรับโทษเรือนจำ

จำเลยจึงได้รับประโยชน์จากการพักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจโดยไม่ต้องกลับไปถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครจนได้รับการปล่อยตัว และไม่อาจอ้างว่าเป็นการดำเนินการของแพทย์และเจ้าหน้าที่ มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยเพื่อถือเอาประโยชน์จากระยะเวลาที่พักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจมาหักวันคุมขังโทษตามคำพิพากษา

รับโทษมิชอบ ต้องจำคุก 1 ปี

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 มีพระบรมราชโองการพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษให้จำเลยเหลือโทษจำคุกต่อไปอีก 1 ปี ย่อมมีผลทำให้จำเลยได้รับการลดโทษและต้องรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาต่อไปอีก 1 ปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2566 แต่หามีผลทำให้การบังคับโทษจำคุกจำเลย สิ้นสุดลงไม่

เมื่อการบังคับโทษจำเลยเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น กระบวนการบังคับโทษรวมทั้งการพักการลงโทษจำเลยจึงไม่มีผลตามกฎหมาย และไม่อาจนำเอาระยะเวลาที่พักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจมาหักเป็นวันคุมขังได้ จำเลยจึงต้องรับโทษจำคุกอีก 1 ปี ตามพระบรมราชโองการ

นายกฯไทยคนแรกที่ติดคุก

คำสั่งบังคับโทษนายทักษิณ ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่งผลให้นายทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ถูกยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน จากคำพิพากษาเมื่อปี 2553 และถูกจำคุกจากคำพิพากษาของศาล

ไม่นับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกจับกุมจากข้อหาอาชญากรสงคราม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะสุดท้ายแล้ว พระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม 2488 ที่ออกมาบังคับโทษนั้น

เป็นการบัญญัติย้อนหลัง ส่งผลให้การกระทำก่อนวันบังคับใช้กฎหมายเป็นความผิดนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญส่งผลให้คดีเป็นโมฆะ จอมพล ป. จึงได้รับการปล่อยตัวพ้นข้อกล่าวหา

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คดีชั้น 14 ทักษิณ ชินวัตร