การเมืองคึกคักขึ้นอีกหลายดีกรี เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในคำร้องของ สว. และ สส. ที่ถามว่าตลอดกระบวนการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องทำประชามติทั้งหมดกี่ครั้ง และในขั้นตอนใดบ้าง เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา
โดยแยกเป็นประเด็นต่าง ๆ สรุปว่า ให้ทำประชามติ 3 ครั้ง คือครั้งที่ 1 ก่อนแก้ไข โดยถามว่าประชาชนต้องการให้แก้ไขหรือไม่ 2.ถามว่าอยากให้แก้ไขในเนื้อหาใด และวิธีการอย่างไร 3.หลังแก้ไข ถามว่าเห็นด้วยกับร่างที่แก้ไขหรือไม่
ครั้งที่ 1 กับ 2 สามารถทำประชามติในคราวเดียวกันได้
คำวินิจฉัยระบุตอนหนึ่งว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เสียง วินิจฉัยว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 รัฐสภามีอำนาจริเริ่ม หรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน
ทั้งนี้ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ของรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้
แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
ตรงนี้เองที่สะดุดหูผู้ติดตามข่าวสาร และติดตามการเมืองเรื่องรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด
เพราะเป็นความเห็น หรือคำตอบที่ไม่มีใครถาม
ต้องไม่ลืมว่า ในข้อตกลงร่วม หรือ Memorandum of Agreement หรือ MOA ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย เมื่อ 3 ก.ย. ก่อนหน้าจะโหวตนายกฯ
ในข้อ 3.ของ MOA ระบุถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็ว
ย้ำอีกครั้ง “..การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง”
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงเท่ากับส่งเสียงห้าม ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง
หลังคำวินิจฉัยดังกล่าวเผยแพร่ออกไป นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
ศาลรัฐธรรมนูญเองเคยวินิจฉัยไว้ว่า “อำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน”
หากจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงต้องทำประชามติ ดังนั้น ตามหลักเหตุผลนี้ หากถามประชาชนว่าจะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือไม่แล้ว ถ้าประชาชนเห็นชอบให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งก็ควรจะต้องทำได้
การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง จึงเป็นการขัดต่อหลักที่ว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ และประเด็นนี้ความจริงก็ไม่ใช่ประเด็นที่รัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จึงทำให้ความตั้งใจที่จะให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร.มาร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถเกิดขึ้นได้
ตามมาด้วยเสียงวิเคราะห์ว่า อาจจะเกรงว่าบางพรรคการเมืองจะชนะการเลือกตั้ง ส.ส.ร.มากเกินไป
แล้ว “ทางออก” ควรจะเป็นอย่างไร
อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอผ่านเฟซบุ๊กว่า อาจจะให้ประชาชนเลือกตั้ง “คณะผู้เลือก ส.ส.ร.” หรืออาจจะเป็นชื่ออื่นใดทำนองนี้
โดยอาจแบ่งเขตการเลือกตั้งเป็นระดับอำเภอ หรือจังหวัด แล้วคณะผู้เลือก ส.ส.ร.ก็มาเลือก ส.ส.ร. หรือผู้ร่างรัฐธรรมนูญอีกที
จากนั้นคณะผู้เลือก ส.ส.ร.ก็อาจจะทำหน้าที่ติดตามการร่าง และเสนอแนะประเด็นต่าง ๆ ให้กับผู้ร่างรัฐธรรมนูญ
หรืออีกวิธี คือให้ สส.ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เป็นผู้เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็จะเท่ากับเป็นการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ทางอ้อม โดยให้พรรคการเมืองต่าง ๆ แถลงแนวทางการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นนโยบายในการเลือกตั้งที่จะมาถึง หลังยุบสภาใน 4 เดือน ตามข้อตกลง
อาจารย์ปริญญาย้ำอีกครั้งว่า สรุปได้ว่ามี 3 แบบคือ หนึ่ง ให้ประชาชนเลือกคณะผู้เลือก ส.ส.ร.โดยตรง หรือ สอง ให้ สส.เลือก หรือ สาม ให้รัฐสภาเลือก
อาจารย์ปริญญาระบุว่า “ผมเห็นว่าแบบที่หนึ่ง คือให้ประชาชนเลือกตั้ง “คณะผู้เลือก ส.ส.ร.” โดยตรงจะดีที่สุด”
เป็นอันว่า “อุปสรรค” ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อยกร่างใหม่เปิดโฉมออกมาแล้ว
ด้วยเงื่อนไขห้ามประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง
จะมีก๊อกสอง ก๊อกสาม หรืออื่น ๆ ตามมาอีกหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม
และจะนำไปสู่ “ผลลัพธ์” อย่างไร ย่อมหมายถึงอีกฉากสำคัญของการเมืองไทย