Skip to content

จิราพร ชี้ รัฐบาลอนุทินตั้งตามคำผู้นำเพื่อนบ้าน ห่วงนายกฯเป็นผู้ต้องหา ข้าราชการไม่อยากยุ่ง

30 ก.ย. 2568 | 11:40น.
จิราพร ชี้ รัฐบาลอนุทินตั้งตามคำผู้นำเพื่อนบ้าน ห่วงนายกฯเป็นผู้ต้องหา ข้าราชการไม่อยากยุ่ง

จิราพรตั้งข้อสังเกตรัฐบาลอนุทินเกิดท่ามกลางสถานการณ์ผิดปกติ ตามคำประกาศประเทศเพื่อนบ้านราวจับวาง เชื่อ 4 เดือนภูมิใจไทยเร่งสะสม สส. เย้ยรัฐบาลเกิดจาก MOA แต่ทำตาม MOA น้อยสุด ต้องโดนซักฟอก ติง MOA คืนชีพฝ่ายอนุรักษนิยมและอำนาจพิเศษเต็มรูปแบบ

ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ฐานะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญเป็นวันที่ 2 โดยเริ่มในเวลา 09.00 น.

น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่ารัฐบาลที่นำการแถลงโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เป็นรัฐบาลพิเศษ เกิดท่ามกลางสถานการณ์ที่ผิดปกติ และจัดตั้งรัฐบาลด้วยวิธีพิสดาร ที่บอกว่าเกิดจากสถานการณ์ผิดปกติ เพราะหลังจากที่พรรคภูมิใจไทยประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลในวันที่ 18 มิ.ย. ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

ต่อมาในวันที่ 24 มิ.ย. ผู้นำประเทศเพื่อนบ้านได้ประกาศว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนนายกฯ ในอีกสามเดือน คำประกาศของประเทศเพื่อนบ้านเพียงหนึ่งอาทิตย์ในวันที่ 1 ก.ค. ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ในขณะนั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และในที่สุดวันที่ 29 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกฯ จนตอนนี้เกิดรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่นำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

น.ส.จิราพรอภิปรายว่า นับเวลาดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยเรามีรัฐบาลใหม่ใน 3 เดือนตามที่ผู้นำประเทศเพื่อนบ้านประกาศไว้จริง ๆ เป็นความน่าอัศจรรย์ว่าความเคลื่อนไหวของผู้นำประเทศเพื่อนบ้านสอดคล้อง สอดประสานกับการตั้งรัฐบาลในประเทศไทยพอดีดิบพอดีอย่างน่าเหลือเชื่อ เป๊ะราวกับว่าจับวาง นอกจากนี้ ในระหว่างการเปลี่ยนรัฐบาลจนถึงวันตั้งรัฐบาล

เราจะพบว่ามีข่าวลือ มีความลึกลับเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลมากมาย แม้แต่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคยังบอกว่าพูดไม่ได้ ทำให้หลายคนสงสัยว่าแท้จริงแล้ว MOA ที่ทำให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยภาคพิสดารนี้ อาจเป็นเพียงแค่ข้อตกลงฉากหน้า แต่แท้จริงแล้วฉากหลังมีข้อตกลงที่ไม่ได้ระบุไว้ใน MOA อีกหรือไม่ เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนคาใจว่าข้อตกลงเหล่านั้นคืออะไร หรือมีเบื้องหลังใน MOA อย่างไร

น.ส.จิราพรอภิปรายต่อว่า พรรคฝ่ายค้านที่ร่วมทำข้อตกลงนี้ หวังว่าจะใช้ MOA บังคับรัฐบาลให้ทำตามข้อตกลงที่ตกลงกันไว้ แต่ในความเป็นจริงแม้ว่ารัฐบาลนี้เกิดจาก MOA แต่ปรากฏว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยคลอดออกมามีชีวิตขึ้นได้ ก็เริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์ทำลายข้อตกลง MOA นี้ทันที

โดยในข้อที่สี่ที่ห้ามรัฐบาลแปลงร่างเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่ข้อตกลงนี้ก็ถูกฉีกวันแรกตั้งแต่วันที่โหวตเลือกนายอนุทินเป็นนายกฯ ด้วยคะแนนที่โหวต 311 เสียง และเมื่อไม่นานมานี้ปรากฏภาพและคำสัมภาษณ์จากกลุ่ม สส.ซึ่งแสดงท่าทีชัดเจนว่าเตรียมย้ายเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทย

ตนมีความเชื่อส่วนตัวว่า ในระยะเวลาสี่เดือนก่อนการยุบสภา พรรคภูมิใจไทยจะเร่งเครื่องเพิ่มจำนวน สส.อีก หากเกิดจริงแบบนี้รัฐบาลย่อมขยับเข้าใกล้เสียงข้างมากเข้าไปทุกที เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ท่านผู้นำฝ่ายค้านอภิปรายเน้นย้ำกับท่านนายกฯ ว่าอยากให้ท่านนายกฯ เคารพข้อตกลงที่ทำไว้กับพรรคประชาชน แต่การที่พรรคภูมิใจไทยมีท่าทีและเจตนาอย่างโจ่งแจ้งในการสะสมกำลังคนแบบนี้ เท่ากับว่ากำลังจงใจฉีกข้อตกลง MOA แบบไม่เกรงใจท่านผู้นำฝ่ายค้านเลย

น.ส.จิราพรอภิปรายว่า ในเมื่อรัฐบาลและนโยบายนี้เกิดจาก MOA แต่รัฐบาลไม่เคารพ MOA ที่ตกลงไว้ แล้วเราจะเชื่อ จะมั่นใจได้อย่างไรว่ารัฐบาลนี้จะทำภารกิจในสี่เดือน และทำตาม MOA และจะทำนโยบายที่แถลงไว้สำเร็จได้จริง หากไปศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะพบว่าในอดีตเคยมีนายกฯ และรัฐบาลเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเตรียมการยุบสภาโดยเฉพาะ นั่นคือรัฐบาลของนายอานันท์ ปันยารชุน ที่ตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตทางการเมืองหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

แต่ถ้าเราไปดูในรายละเอียดคำแถลงนโยบายของรัฐบาลนายอานันท์ ที่แถลงวันที่ 12 มิ.ย. 35 จะเห็นคำแถลงของรัฐบาลที่เตรียมขึ้นมาจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่นั้น มีความยาวเพียงแค่หนึ่งหน้ากระดาษ ระบุชัดเจนว่าเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อคืนอำนาจธิปไตยให้กับประชาชน ทำให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยสามารถพัฒนาต่อเนื่องได้ ซึ่งในคำแถลงนโยบายครั้งนั้นก็อาจจะมีการระบุนโยบายในการแก้ปัญหาสำคัญอยู่บางประการ ซึ่งเป็นงานเฉพาะหน้าที่ต้องทำในห้วงการเป็นรัฐบาลระยะเวลาอันสั้น

นี่คือการแถลงที่ไม่ได้มีข้อตกลงกับพรรคการเมืองใด แต่สร้างภารกิจผ่านการแถลงอย่างตรงไปตรงมา และรัฐบาลของนายอานันท์ได้ทำตามสิ่งที่แถลงไว้ คือการยุบสภาในระยะเวลาอันรวดเร็ว เปิดทางให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ทำให้ประเทศไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เกิดพัฒนาการทางการเมืองที่ปูทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่เป็นประชาธิปไตยในที่สุด

น.ส.จิราพรอภิปรายต่อว่า ในขณะที่รัฐบาลนายอนุทินมีสถานะที่มีข้อตกลงกับพรรคฝ่ายค้านกันผ่านการทำ MOA ซึ่งจริง ๆ แล้วสิ่งที่นายอนุทินควรแถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้ คือการเอา MOA มาบรรจุในคำแถลงนโยบาย และนำมาอ่านทีละข้อ พร้อมอธิบายว่าจะทำตามข้อตกลงนั้นให้สำเร็จภายในสี่เดือนได้อย่างไร เพราะว่าการที่ท่านนายกฯ มาอ่านนโยบายเจ็ดหน้า พร้อมกับมีนโยบายเยอะแยะเต็มไปหมด แสดงว่าท่านนายกฯ ไม่ได้ฟังสิ่งที่ผู้นำฝ่ายค้านทำข้อตกลงกับท่านไว้เลย ท่านผู้นำฝ่ายค้านบอกว่าไม่ได้เลือกท่านมาบริหาร แต่เลือกมาทำตาม MOA แล้วยุบสภา MOA ไม่มีผลผูกพันกับรัฐสภา

แต่เมื่อดูสถานะทางการเมืองแล้ว MOA มีสถานะที่มีน้ำหนัก และมีผลต่อรัฐบาลชุดนี้มากกว่านโยบายที่นายอนุทินอ่านให้เราฟังเสียอีก และเป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐบาลนี้เกิดจาก MOA แต่ปรากฏว่าคนที่พูด MOA น้อยที่สุดกลับเป็นรัฐบาลเสียเอง แม้แต่วันแถลงนโยบายซึ่งเป็นวันที่สำคัญที่สุด ท่านก็ไม่พูดถึง ถ้าดิฉันเป็นพรรคที่โหวตให้ท่านเป็นนายกฯ ดิฉันคิดว่าการทำแบบนี้ต้องถึงขั้นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว

“สิ่งที่ประชาชนอยากฟัง ไม่น่าจะใช่นโยบายที่ท่านนายกฯ อ่าน เพราะเวลาจำกัดไว้เพียงแค่สี่เดือน ไม่ใช่เวลาที่เราจะสามารถทำอะไรได้มากมาย ตนคิดว่าสิ่งที่คนอยากฟังคือนโยบายที่ท่านนายกฯ ไม่ได้อ่าน คือคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและพัวพันกับท่านนายกฯ และรัฐมนตรีบางท่าน เช่น คดีฮั้ว สว. คดีเขากระโดง รัฐบาลจะเอาอย่างไร ประชาชนหวาดระแวงสงสัย กลัวว่าท่านนายกฯ จะเข้ามายุบคดีก่อนที่จะยุบสภา ความจริงแล้วก่อนที่จะมาแถลงนโยบาย ท่านนายกฯ ได้แถลงข่าวยืนยันกับประชาชนว่าคดีเหล่านี้ท่านไม่ได้ทำ แต่ท่านถูกกลั่นแกล้ง

ท่านนายกฯ ที่เป็นผู้ต้องหาของคณะกรรมการการเลือกตั้งและดีเอสไอยืนยันว่าถูกกลั่นแกล้ง แบบนี้ยิ่งเท่ากับว่าเป็นการแถลงนโยบายกับข้าราชการแล้วว่าถ้าใครทำคดีฮั้ว สว. ใครทำคดีเขากระโดงต่อ เท่ากับเป็นการกลั่นแกล้งท่านนายกฯ หรือไม่ แบบนี้ข้าราชการนั่งตัวแข็งหมด ไม่กล้าทำ ดังนั้น ท่านนายกฯ ที่เพิ่งแถลงนโยบายในหน้าที่หนึ่ง ว่ายึดมั่นในหลักนิติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม

ท่านกล้าให้คำมั่นสัญญากับรัฐสภาแห่งนี้ว่าจะไม่กลั่นแกล้ง หรือโยกย้ายข้าราชการผู้เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่ทำคดีเหล่านี้ และจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมใด ๆ ซึ่งท่านยังไม่เคยลุกขึ้นมายืนยันว่าท่านนายกฯ จะรับปากกับรัฐสภาแห่งนี้ได้หรือไม่” น.ส.จิราพรระบุ

น.ส.จิราพรอภิปรายอีกว่า ถ้าเราไปดูในรายละเอียดของ MOA ภารกิจที่สำคัญที่สุดคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เรื่องที่ใหญ่ที่สุดใน MOA กลายเป็นเรื่องที่เล็กที่สุดใน MOA เมื่อไปดูเนื้อหานโยบายเจ็ดหน้ากระดาษ พูดเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเพียงสามบรรทัดเศษเท่านั้น รายละเอียดน้อยกว่าที่เขียนไว้ใน MOA อีก นี่ขนาดแถลงนโยบายก็เห็นความจริงใจของรัฐบาลที่จะทำตาม MOA ที่ตกลงกันไว้แล้ว นโยบายความยาวเจ็ดหน้ากระดาษที่ท่านแถลงควรต้องบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยละเอียด ท่านต้องบอกทีละข้อว่าจะแก้ให้สำเร็จตามที่ตกลงใน MOA ไว้อย่างไร

นอกจากนี้ MOA ใช้ตั้งรัฐบาลชุดนี้ ยังทำให้เกิดความจริงทางการเมืองที่ว่ากลไกของระบบรัฐสภา กลไกการตรวจสอบ กลไกการถ่วงดุลอำนาจ ได้ถูกทำให้อ่อนแอลงไปหมด MOA นี้ทำให้ฝ่ายค้านตั้งคำถามกับฝ่ายค้านด้วยกันเอง ทำให้ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของฝ่ายค้านด้วยกันเอง และ MOA นี้ทำให้ฝ่ายค้านบางพรรคไม่สามารถอยู่แบบไร้ตัวตนได้ ต้องมาอยู่แบบมีตัวตน แต่ไร้จุดยืนหรือไม่ เนื่องจากมีฝ่ายค้านส่วนหนึ่งยกมือตั้งนายกฯ และต้องเป็นองค์ประชุมให้กับรัฐบาล

น.ส.จิราพรอภิปรายว่า MOA นี้ทำให้การถ่วงดุลอำนาจมีปัญหา มีคนบอกว่ารัฐบาลกับสภาสูงเป็นสีเดียวกัน ทำให้มีการเชื่อมโยงอำนาจบริหารกับองค์กรอิสระผ่านกลไกของ สว. ดังนั้น ความจริงทางการเมืองเหล่านี้ทำให้เราไม่เห็นความเป็นไปได้ที่จะสร้างประชาธิปไตยด้วยการทำลายระบบรัฐสภา ทำลายระบบตรวจสอบ และทำลายการถ่วงดุลอำนาจ ตนขอถามท่านนายกฯ ว่าตอนที่ท่านไปเซ็น MOA ที่สภาวันที่ 3 ก.ย. เมื่อท่านมาอ่านคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเมื่อวันที่ 29 ก.ย. ท่านไม่รู้สึกหรือว่ามันขัดกัน ท่านเชื่อในสิ่งที่ท่านแถลงไปหรือไม่ว่าจะทำได้จริง

ถ้าท่านเชื่อว่านโยบายที่แถลงไปจะนำไปสู่ความสำเร็จตาม MOA ถ้าท่านเชื่อเช่นนั้นท่านต้องทำให้พวกเราเชื่อด้วย เริ่มต้นด้วยวันนี้ขอให้ท่านนายกฯ ลุกขึ้นมายืนพูดกับสมาชิกวุฒิสภาในสภาแห่งนี้ ชวนท่าน สว.กลางสภาเลยว่าให้มาร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เปิดทางให้มีการทำประชามติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องการสร้างหลักประกันที่ทำให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่าการทำ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนจะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้จริง ก็ควรทำสัตยาบันร่วมกันระหว่างท่านนายกฯ ผู้นำฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การทำประชามติ และยุบสภา แบบนี้คนถึงเชื่อว่ารัฐบาลจะทำตามที่ตกลงกันไว้ และทำสำเร็จได้จริงตาม MOA

“วันนี้เราไม่อาจรู้ว่า MOA จะสร้างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยได้จริงหรือไม่ แต่ MOA ฉบับนี้ทำให้เกิดรัฐบาลที่กลุ่มอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเป็นรองก็เพียงแค่รัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร รัฐบาลนี้ขาดอย่างเดียวคือมาตรา 44 ที่เหลือมีครบทุกอย่าง ถ้าเกิดกลุ่มอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแบบนี้ เท่ากับว่าในอนาคตแม้มีการเปลี่ยนรัฐบาลไป แต่ประเทศไทยต้องอยู่กับระบอบสีน้ำเงินไปอีกนับ 10 ปี” น.ส.จิราพรระบุ

น.ส.จิราพรอภิปรายว่า การตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยด้วย MOA ด้วยวิธีพิสดาร แปลกประหลาด ถือเป็นการชุบชีวิตพรรคสีน้ำเงินและฝ่ายอนุรักษนิยมให้มีอาวุธครบมือ ตนจึงเห็นว่าการทำ MOA ไม่ได้ทำให้ประเทศเดินเข้าใกล้ช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูประชาธิปไตยเลย แต่เป็นการฟื้นฟูคืนชีพ ฟื้นคืนชีพของฝ่ายอนุรักษนิยม และอำนาจพิเศษอย่างเต็มรูปแบบ

ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจะทำให้สี่เดือนต่อจากนี้เป็นสี่เดือนแห่งการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เราจะใช้ทุกองคาพยพที่มี กลไกของรัฐสภาในการติดตาม ตรวจสอบ ถ่วงดุลรัฐบาลอย่างเต็มที่ ไม่เว้นแม้แต่การตรวจสอบองค์ประชุมที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือตามกลไกรัฐสภาในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

สุดท้ายนี้ท่านนายกฯ ให้คำมั่นสัญญาต่อรัฐสภาว่า จะยุบสภาในช่วงปลายเดือน ม.ค. 69 ตนเชื่อว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้อยากอยู่แค่สี่เดือน แต่มีเป้าหมายที่วางแผนจะอยู่ต่ออีกสี่ปี แต่ก่อนที่ท่านนายกฯ จะยุบสภา พรรคเพื่อไทยจะทำให้พี่น้องประชาชนเห็นว่ารัฐบาลแบบนี้สมควรที่จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต่อในอีกสี่ปีข้างหน้าหรือไม่