เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

พิพัฒน์ สั่งคมนาคม มุ่งลดค่าครองชีพประชาชน เร่งถนนพระราม 2 เสร็จก่อนสงกรานต์ 69

01 ต.ค. 2568 | 12:52น.
พิพัฒน์ รัชกิจประการ

พิพัฒน์ รัชกิจประการ

รมว.คมนาคม มอบนโยบายกระทรวง มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน เร่งโครงการถนนพระราม 2 เปิดเป็น 2 ช่วง ลั่นต้องจบก่อนสงกรานต์ 69 พร้อมดันรถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง-ใช้รถเมล์ไฟฟ้า-แลนด์บริดจ์

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบนโยบายและทิศทางการทำงานของกระทรวงคมนาคม กับผู้บริหารกระทรวง ภายใต้นโยบายรัฐบาลอนุทิน

นายพิพัฒน์กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายด้านคมนาคมขนส่งและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้ง “ทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ” โดยแบ่งแผนในการดำเนินการออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ดังนี้

ส่วนที่ 1 : การแก้ปัญหาเร่งด่วนเพื่อลดภาระประชาชน

โดยสิ่งแรกที่กระทรวงคมนาคมจะเร่งดำเนินการ คือ มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนทันที โดยการขยายมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย ทั้งสายสีแดงและสายสีม่วง ไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568

ควบคู่กับการเข้มงวดในการตรวจสอบความปลอดภัยในทุกโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในทุกโครงการ เพื่อสร้างความปลอดภัยอันสูงสุดต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน พร้อมยกระดับคุณภาพการบริการระบบคมนาคมทั้งระบบ ทั้ง “ทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ” ให้เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ

และจากสถานการณ์ปัญหาน้ำท่วมในหลายจังหวัด กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และกรมเจ้าท่า เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง พร้อมเปิดเส้นทางและกำจัดสิ่งกีดขวาง เพื่อการอำนวยความสะดวกต่อพี่น้องประชาชน

ส่วนที่ 2 : การเร่งดำเนินโครงการโดยทันที กระทรวงคมนาคม จะเดินหน้าเชิงรุกและผลักดันโครงการสำคัญ

เพื่อการการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับประชาชนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปี 2569 โดยตนได้มอบหมายกรมทางหลวงในการเปิดใช้ถนนพระราม 2 โดยกำหนดเปิดเป็น 2 ช่วง คือ ระยะที่ 1 ทางต่างระดับบางขุนเทียน-เอกชัย เป็นระยะทาง 8.3 กิโลเมตร ภายในเดินตุลาคม 2568 และระยะที่ 2 เอกชัย ไปถึงบ้านแพ้ว ระยะทางรวม 16.3 กิโลเมตร โดยเร่งการเปิดใช้บริการให้ทันก่อนเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569

และเส้นทางเอกชัย-บ้านแพ้ว ก่อนสงกรานต์ 2569 เปิดใช้มอเตอร์เวย์สาย M81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี) ในเดือนตุลาคม 2568 และสาย M6 (บางปะอิน-โคราช) ต้นปี 2569 รวมถึงการเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 5 ที่จังหวัดบึงกาฬ-บอลิคำไซ

นอกจากนี้ยังผลักดันรถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง ได้แก่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ และหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาจราจรติดขัดในจังหวัดภูเก็ต ด้วยโครงการทางพิเศษกะทู้-ป่าตอง และถนนแนวใหม่บ้านเมืองใหม่-สนามบินภูเก็ต อีกทั้งยังส่งเสริมในการนำรถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) มาใช้เพื่อทดแทนรถร้อน ซึ่งนำมาสู่การยกระดับการบริการและลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

ส่วนที่ 3 : การวางรากฐานคมนาคมสำหรับอนาคต

ในระยะยาว กระทรวงคมนาคม จะเดินหน้าปรับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อรองรับอนาคต โดยมีโครงการสำคัญ เช่น โครงการ LANDBRIDGE ที่จะเชื่อมการคมนาคมทางราง ถนน ท่อ และท่าเรือ เพื่อยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ตลอดจนการก่อสร้างทางรถไฟสายใหม่ อาทิ ขอนแก่น-หนองคาย บ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม และเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ รวมถึงรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-โคราช ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะเดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มและสีม่วง

พร้อมเร่งรัดการต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีแดงทั้งฝั่งเหนือและตะวันตก ขณะเดียวกันจะเพิ่มศักยภาพสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และเชียงใหม่ เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารและการท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และสะพานเชื่อมทะเลสาบสงขลา เพื่อลดเวลาการเดินทางระหว่างจังหวัด นอกจากนี้จะมีการปรับปรุงกฎหมายด้านคมนาคมให้ทันสมัย รองรับเทคโนโลยีและบริการรูปแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น

นายพิพัฒน์ย้ำว่า นโยบายคมนาคมในยุครัฐบาลนี้ จะเป็นการพัฒนาระบบคมนาคมเพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับพี่น้องประชาชน และยกระดับการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยั่งยืน