โฆษกรัฐบาล-กองทัพบก ยันไทยไม่มีปล่อยตัว 18 เชลยศึก หากกัมพูชาไม่ทำตามข้อตกลงปราบสแกมเมอร์ และข้อตกลงที่เหลือ ยันนายกฯ ไม่แทรกแซงวงเจรจา ทบ.รอดูความจริงใจการแก้ปัญหาของเขมร ย้ำคุมตัวเชลยตามหลักมนุษยธรรมสากล
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชาทั้ง 18 คน ว่าได้ตรวจสอบข้อมูลจาก นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แม้ว่าจะติดภารกิจอยู่ที่ต่างประเทศ เนื่องจากมีข้อกังวลในหลายอย่างเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
โดยได้รับการยืนยันว่าการนำเสนอข่าวของกัมพูชา ว่าไทยจะมีการปล่อยเชลยศึกทั้ง 18 คนนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากการประชุมร่วมกับทางกัมพูชาครั้งก่อน มีการพูดคุยต่อรองอยากให้ไทยปล่อยตัวเชลยศึกทั้ง 18 คน แต่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันไปว่าจะต้องดำเนินการตามข้อตกลง 4 ข้อของการประชุม GBC ครั้งที่ผ่านมา คือการถอนกำลังทหาร การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การจัดการปัญหาสแกมเมอร์ และมีการผลักดันชาวกัมพูชาที่รุกล้ำอยู่ในพื้นที่ดินแดนไทยออกจากพื้นที่ แต่หากไม่มีการดำเนินการ 4 ข้อตกลงดังกล่าวก็จะไม่มีการเจรจาการปล่อยตัวเชลยศึกทั้ง 18 คน
โฆษกรัฐบาลยังระบุอีกว่า จากกรณีที่มีการระบุว่า นายกรัฐมนตรีไทยมีการเร่งรัด ให้ประชุม JBC ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีการแทรกแซง ซึ่งเน้นย้ำว่าเป็นไปตามปฏิทินที่ได้มีการตกลงไว้แล้วก่อนหน้านี้เพื่อหาทางออกร่วมกัน
ส่วนที่มีการซักถามว่า หากมีการประชุม JBC ถือว่าเป็นการสละสิทธิยกเลิก MOU 43-44 หรือไม่ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าได้รับคำตอบจากกระทรวงการต่างประเทศ ว่าการประชุม JBC เป็นการพูดคุยกันในเรื่องแนวทางที่จะดำเนินการ เช่น การใช้ระบบไลดาร์ในการหาพิกัด ซึ่งไม่มีพันธะผูกพันสัญญาใด ๆ แต่เป็นการพูดคุยหาแนวทางร่วมกันเท่านั้น

ขณะที่ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงต่อประเด็นดังกล่าวว่า สำหรับการส่งคืนทหารกัมพูชา 18 นาย อาจเป็นข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชาในเวทีการประชุมระดับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นทางการ แต่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้น คงต้องพิจารณาจากท่าทีความจริงใจ และสัญญาณความร่วมมือที่ดีในการแก้ปัญหาของกัมพูชา
รวมถึงการตอบรับข้อเสนอในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ของฝ่ายไทย ในลักษณะที่มีแผนและรายละเอียดสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น เรื่องการถอนอาวุธหนักออกจากบริเวณพื้นที่แนวชายแดน และเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เป็นต้น
ทั้งนี้ เพื่อพิสูจน์ถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกันที่มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน จนถึงระดับที่จะไม่ส่งผลคุกคามฝ่ายไทยด้วยกำลังทางทหาร ในเรื่องนี้จึงไม่อยากรีบด่วนสรุปไป ณ เวลานี้
ทั้งนี้ การควบคุมตัวเชลยศึกดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สอดคล้องกับหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรมสากล ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้เข้าเยี่ยมเชลยศึกทหารกัมพูชา 18 นาย ในหลายโอกาสแล้ว จึงไม่น่ามีความกังวลใด ๆ สำหรับการปฏิบัติต่อเชลยศึกของฝ่ายไทย
สำหรับประเด็นดังกล่าวสืบเนื่องจาก สื่อกัมพูชาเผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ นายปรัก โซะคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา โดยระบุว่า คาดว่าจะมีการลงนามโดยนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยได้ตกลงที่จะปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ทันทีหลังลงนาม โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐเป็นพยานในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียนปลายเดือนนี้