Skip to content
ดูทั้งหมด

ภราดร ชี้ ร่างหลัก ปชน. เปลี่ยนได้ในชั้นกรรมาธิการ ไม่ให้ขัดคำวินิจฉัยศาล รธน.ได้

21 ต.ค. 2568 | 13:53น.
ภราดร ปริศนานันทกุล

ภราดร ปริศนานันทกุล

รมต.ประจำสำนักนายกฯ ชี้ ร่างหลักของพรรคประชาชน เปลี่ยนแปลงได้ในชั้นกรรมาธิการ ไม่ให้ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญได้ พร้อมยอมรับ “กฎหมายประชามติ” ประกาศใช้ทำให้สภามีเวลาทำงานมากขึ้น เหตุ ร่นเวลาทำความเข้าใจประชาชนเหลือ 60 วัน มั่นใจ นายกฯไม่ยุบสภาก่อน 31 ม.ค. 69

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. …. (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 156 มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ใช้ร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก ประกอบกับประธานคณะกรรมาธิการก็มาจากพรรคประชาชน

เป็นห่วงว่าการแก้ไขจะสุ่มเสี่ยงขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า เมื่อสภามติให้ใช้ร่างของพรรคประชาชนเป็นหลักก็ต้องเป็นไปตามมติของสภา ส่วนจะผ่านสภาในวาระ 3 ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการจะพิจารณาอย่างไร ตนเคยอภิปรายแล้วว่าทางรัฐสภามีข้อกังวลหลายส่วน แม้แต่ร่างของพรรคภูมิใจไทยเองรัฐสภาก็มีข้อกังวล แต่ประเด็นใดที่สมาชิกมีความกังวล เราก็จะไปแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ

ขณะที่ร่างของพรรคประชาชนที่สมาชิกรัฐสภาเป็นกังวล เช่น ประเด็นว่าขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เกี่ยวกับการได้มาได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จากการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคประชาชนบอกว่าการเลือกตั้งโดยตรง แต่การทำหน้าที่ไม่ใช่เป็นผู้ร่างเป็นเพียงที่ปรึกษาของผู้ยกร่างเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องที่ไม่มีการระบุไว้ ว่าห้ามให้ ส.ส.ร.ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 นี่คือสองข้อกังวลหลัก ๆ ที่พรรคภูมิใจไทยจะแสดงความเห็นในชั้นกรรมาธิการ ว่าสองประเด็นนี้อาจเป็นอุปสรรคใหญ่ในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจะทำให้ร่างผ่านหรือไม่ในวาระ 3 ดังนั้น กรรมาธิการต้องไปพิจารณาว่าหากมีสองเรื่องนี้ก็จะเป็นข้อกังวลได้

เมื่อถามว่า แม้ร่างของพรรคประชาชนจะเป็นร่างหลัก แต่สามารถแปรญัตติให้คลายความกังวลได้ใช่หรือไม่ นายภราดรกล่าวว่า ทุกร่างมีการระบุว่าจะทำอะไร แต่เป็นเพียงหลักการกว้าง ๆ ว่าจะให้เพิ่มเติมหมวด 15/1
เมื่อถามว่า มีปัจจัยอื่นที่จะทำให้รัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จตาม MOA หรือไม่ นายภราดรกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีระบุแล้วว่าจะยุบสภา 31 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นไทม์ไลน์เดิมที่ตั้งเอาไว้ และเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วัน ไม่เกิน 60 วัน

ดังนั้น คร่าว ๆ การเลือกตั้งจะมีขึ้นไม่วันที่ 22 มีนาคม 69 ก็เป็นวันที่ 29 มีนาคม 69 ซึ่งการทำประชามติต้องทำวันเดียวกับวันเลือกตั้ง ดังนั้น การลงประชามติก็จะนับย้อนหลังว่าจะทำวันไหน และรัฐบาลต้องออกคำถามประชามติวันที่เท่าไหร่ เพื่อให้เป็นไปตามกฏหมายประชามติฉบับใหม่ ซึ่งได้แก้ไขใหม่เป็น 60 ถึง 150 วัน ซึ่งร่นมาจากเดิม 90 วัน ทำให้เวลาของรัฐสภาเพิ่มขึ้นอีก 2-3 สัปดาห์

จึงเชื่อว่าจะทำงานได้ทัน อย่างไรก็ตาม กรอบของการทำประชามติถ้าเป็นแบบนี้ ตนค่อนข้างมั่นใจว่าในชั้นกรรมาธิการจะพิจารณาแล้วเสร็จภายในกำหนดได้ ส่วนคำถามประชามตินั้น มีการกำหนดไว้อยู่แล้วด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคิดว่าในส่วนของรัฐสภาไม่น่าจะมีปัญหา เพราะทุกส่วนเห็นพ้องกันว่าต้องเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ส่วนการยุบสภา นายภราดรกล่าวว่า ยุบสภาน่าจะไม่มี เพราะนายกรัฐมนตรีประกาศแล้วตามกำหนดเวลา 4 เดือน และนายกฯก็ไม่ได้ส่งสัญญาณอะไร ท่านพูดถึงหากมีอุบัติเหตุเฉย ๆ แต่ไทม์ไลน์เดิมคือ 31 มกราคม 2569