Skip to content

‘ทรัมป์-สีจิ้นผิง’ พักศึกการค้า ‘อนุทิน’ ชูไทยเชื่อมเอเปค

01 พ.ย. 2568 | 06:25น.
‘ทรัมป์-สีจิ้นผิง’ พักศึกการค้า ‘อนุทิน’ ชูไทยเชื่อมเอเปค

เปิดเบื้องหลัง 2 ผู้นำโลก “โดนัลด์ ทรัมป์” จากสหรัฐ และ “สี จิ้นผิง” จากจีน ใช้เวทีเอเปคเจรจาชื่นมื่น สหรัฐลดภาษีสินค้านำเข้าจาก 57% เหลือ 47% ขณะที่จีนเลิกคุมส่งออกแร่หายากไปอีก 1 ปี แต่ทั่วโลกยังจับตากังวลแค่ยุติศึกชั่วคราว ด้าน “อนุทิน ชาญวีรกูล” ขึ้นแถลงโชว์วิสัยทัศน์ พร้อมเจรจาทรัมป์ ช่วยลดภาษีนำเข้าต่ำกว่า 19% ยืนยันไทยพร้อมร่วมมือกับทุกประเทศ พร้อมหนุนพลังงานสะอาด และชูโครงการ “แลนด์บริดจ์” เชื่อมโยงเอเชีย

“ทรัมป์-สี จิ้นผิง” จับเข่าเจรจา

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 (APEC Economic Leaders’ Week : AELW) ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ไฮไลต์อยู่ที่ผลการหารือการค้าครั้งใหญ่ ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

การหารือของสองชาติมหาอำนาจราว 90 นาที ปรากฏผลหารือสำคัญที่ผู้นำสหรัฐกล่าวกับนักข่าว คือ 1.ขยายระยะเวลาข้อตกลงสงบศึกการค้าที่จะไม่กลับไปสู่การขึ้นภาษีตอบโต้กันไปมา ซึ่งเดิมมีกำหนดหมดอายุวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ โดยสองฝ่ายเห็นพ้องตกลงในกรอบการทำงานเพื่อป้องการขึ้นภาษีครั้งใหญ่ในอนาคตแทน

2.การลดภาษีเฟนทานิล 10% จาก 20% หรือลดลงครึ่งหนึ่ง 3.จีนยกเลิกอุปสรรคทั้งหมดในการส่งออกแร่หายาก (แรร์เอิร์ท) แลกกับการที่สหรัฐจะยกเลิกการเพิ่มบริษัทจีนในบัญชีดำควบคุมการส่งออก 4.จีนเริ่มกลับมาซื้อถั่วเหลืองสหรัฐทันที รวมถึงซื้อข้าวฟ่างและสินค้าเกษตรอื่น ๆ ที่ผู้นำสหรัฐอ้างว่า ในจำนวนมหาศาล 5.ความร่วมมือในสงครามยูเครน อีกทั้งมีการกำหนดเวลาที่ผู้นำสหรัฐจะเดินทางเยือน โดยประธานาธิบดีทรัมป์จะเดินทางไปเยือนจีนในเดือนเมษายนปี 2569 และสี จิ้นผิง จะเยือนสหรัฐหลังจากนั้นไม่นาน

สหรัฐลดภาษีนำเข้าเหลือ 47%

โดยสรุปการหารือทวิภาคีระหว่างสหรัฐ-จีน ครั้งนี้เน้นการค้า 1.ด้านภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเหลือ 47% เดิม 57% 2.การส่งออกแร่หายาก ฝ่ายจีนประกาศชะลอมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากที่เข้มงวดขึ้น ระยะเวลา 1 ปี เพื่อบรรเทาปัญหาให้กับผู้ซื้อทั่วโลก ส่วนในเรื่องการควบคุมการส่งออกชิปของบริษัทเอ็นวิเดีย ทางจีนจะหารือกับเอ็นวิเดียและบริษัทอื่น ๆ เกี่ยวกับการนำเข้า แต่ไม่รวมถึงชิปแบล็กเวลล์ ซึ่งเป็นชิปประมวลผลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ขั้นสูง

ผู้นำสหรัฐให้คะแนนการพบปะกับสี จิ้นผิง จำนวน 12 จาก 10 คะแนน ซึ่งคิดว่าเป็นการประชุมที่ยอดเยี่ยม พร้อมประกาศสหรัฐและจีนได้ยุติข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการเข้าถึงแร่หายากของจีนแล้ว ฝ่ายจีนตกลงลดอุปสรรคการส่งออกแร่หายากทั้งหมด

สำหรับการหารือครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่ศาลสูงสุดสหรัฐ มีกำหนดรับฟังคำโต้แย้งในคดีภาษีวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ อาจส่งผลให้ภาษีนำเข้าส่วนใหญ่รวมถึงภาษีนำเข้าจากจีนถูกยกเลิก หลังจากที่ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ตัดสินแล้วว่า การที่ทรัมป์ใช้พระราชบัญญัติอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นกฎหมายสมัยปี ค.ศ. 1977 ที่ไม่เคยถูกนำมาใช้เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้ามาก่อนนั้น มิชอบด้วยกฎหมาย

นักธุรกิจมองสงบศึกชั่วคราว

ผู้ส่งออกจีนรู้สึกยินดีกับการลดภาษีนำเข้าของสหรัฐ หลังจากการประชุม แต่ระบุว่ายังคงต้องการป้องกันความเสี่ยงจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ขณะที่สำหรับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐมองว่า ความเสี่ยงจากการพึ่งพาจีนเพียงประเทศเดียวในการผลิตสินค้าทุกประเภท เริ่มมีมากกว่าข้อได้เปรียบของจีนในฐานะศูนย์กลางการผลิตที่มีต้นทุนต่ำ แม้จะมีการสงบศึกทางการค้าชั่วคราว แต่ผู้ค้าปลีกในสหรัฐก็ไม่น่าจะพิจารณาแผนการย้ายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีนอีกครั้ง และผู้ผลิตจีนก็มุ่งมั่นที่จะขยายการส่งออกไปยังตลาดนอกสหรัฐ เพื่อลดความเสี่ยง

อนุทินดีลภาษีบรรยากาศดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกาหลีใต้ในฐานะเจ้าภาพเอเปค 2025 จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำเป็นกรณีพิเศษต้อนรับผู้นำเขตเศรษฐกิจที่เดินทางมาถึงงานก่อนในคืนวันแรกเมื่อ 29 ตุลาคม ในบรรยากาศทางการทูตที่อบอุ่น นับเป็นอีกไฮไลต์ในงานเอเปค ก่อนการหารือของทรัมป์กับสี จิ้นผิง โดยผู้นำประเทศเอเปค รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมโต๊ะด้วย

ภายหลังเสร็จสิ้นงานเลี้ยงอาหารค่ำ นายอนุทินพูดคุยแบบไม่เป็นทางการกับทรัมป์ โดยขอความสนับสนุนจากทรัมป์ในเรื่องภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยที่ถูกเรียกเก็บ 19% ช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยได้รับเงื่อนไขที่ดีมากกว่านี้ ซึ่งผู้นำสหรัฐรับทราบและได้แนะนำให้ไปเจรจาต่อรองกับนายจามีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงในเรื่องการกำหนดภาษีการค้า

นายกฯแถลงเวทีเอเปค

โดยนายอนุทินกล่าวถ้อยแถลงในงานเลี้ยงอาหารค่ำ อาทิ ไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือรอบด้านกับทุกพันธมิตร ทั้งในระดับทวิภาคี ระดับอนุภูมิภาค และระดับภูมิภาค ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น อาเซียน กรอบความร่วมมือแม่โขง และความตกลง RCEP โดยไทยและเกาหลีใต้ และการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (CEPA)

ขณะเดียวกัน ไทยยังทำงานร่วมกับสหรัฐและออสเตรเลีย ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-สหรัฐ (Mekong-U.S. Partnership) และกรอบ ACMECS เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค

กระทบไหล่ทรัมป์-เจรจาภาษี

นายอนุทินแถลงอีกว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งต่อการเข้าร่วมงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขอบคุณที่สหรัฐ สนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การลงนามใน Joint Declaration เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไทยหวังว่าสหรัฐจะเห็นถึงความตั้งใจจริงและความพยายามอย่างสร้างสรรค์ของไทย เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐ ที่สมดุลและเกิดประโยชน์ร่วมกัน

ส่วนความคืบหน้าการเจรจามาตรการภาษีสหรัฐ กำลังรอร่างข้อตกลงล่าสุด (เวอร์ชั่นสุดท้าย) ที่จะลงนาม ซึ่งขอให้ประธานาธิบดีสหรัฐ ช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยได้รับเงื่อนไขที่ดีมากกว่านี้ จากการที่ได้มีการพูดคุยกับ ประธานาธิบดีทรัมป์ถึง 2 ครั้ง ก็ได้ย้ำกับท่านประธานาธิบดีอีกครั้ง ซึ่งท่านประธานาธิบดีรับปาก แสดงถึงทิศทางที่ดี

ชูไทยสะพานเชื่อมภูมิภาค

ต่อมา นายอนุทินกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในการประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจของเอเปคประจำปี 2568 (APEC CEO Summit 2025) ภายใต้หัวข้อ “Bridge. Business. Beyond.” ซึ่งเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญระดับผู้นำเศรษฐกิจและภาคเอกชนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีผู้นำเขตเศรษฐกิจ APEC นักธุรกิจ ตอนหนึ่งว่า

ประเทศไทยซึ่งกำลังก้าวผ่านจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์สำคัญ จากประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง จากฐานการผลิตสู่ฐานนวัตกรรม และมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงของภูมิภาค (Regional Connector) รัฐบาลมุ่งมั่นวางรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืน ผ่านแนวทาง “Quick Big Win” มุ่งเน้น 3 ด้านหลัก คือ การเชื่อมช่องว่างทางเศรษฐกิจ การสร้างโอกาสทางธุรกิจ และการมองไปข้างหน้าให้ไกลกว่าเดิม

การเติบโตที่แท้จริงต้องเริ่มจากประชาชน รัฐบาลลงทุนในการพัฒนาทักษะใหม่ (Reskilling) และส่งเสริมความรู้ด้านดิจิทัล โดยปัจจุบันมีชาวไทยกว่า 5 แสนคน เข้าร่วมการอบรมในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสีเขียว

จับมือ PayNow สิงคโปร์

นายกฯกล่าวอีกว่า การเสริมพลังให้กับประชาชนต้องควบคู่ไปกับการเสริมพลังให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และพัฒนาระบบสินเชื่อให้โปร่งใสและเข้าถึงได้ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อม
เร่งขับเคลื่อนโครงการ “SME Reboot and 
Go Digital” เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อย
กว่า 200,000 ราย ให้สามารถใช้เครื่องมือออนไลน์เข้าถึงการตลาดดิจิทัล

รวมถึงระบบ e-Payment ขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เช่น การเชื่อมโยงระบบ PromptPay ของไทย กับระบบ PayNow ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งแรกในอาเซียน สนับสนุนการทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

ผนึกบิ๊กธุรกิจระดับโลก

นายอนุทินกล่าวอีกว่า ไทยต้องมองไปข้างหน้าให้ไกลกว่าปัจจุบันและพรมแดน เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขัน มุ่งให้ไทยอยู่แถวหน้าของอุตสาหกรรมและความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะกำหนดอนาคตของการเติบโต โดยรัฐบาลร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เช่น Tesla, BYD, Foxconn, Google Cloud, Amazon Web Services, Huawei Cloud และ Microsoft เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศ รวมถึงลงทุนในโครงข่าย 5G ครอบคลุมร้อยละ 85 ของประชากร ระบบ Digital ID และสายเคเบิลใต้น้ำเชื่อมไทยกับศูนย์กลางในเอเชีย

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังขับเคลื่อนนโยบายความยั่งยืนและการเป็นผู้นำด้านภูมิอากาศ มองการแก้ปัญหาโลกร้อนเป็นโอกาสในการสร้างงาน ดึงดูดการลงทุน และขยายขอบเขตการเติบโต บริษัทไทย เช่น PTT และ SCG ลงทุนในไฮโดรเจนสีเขียวและวัสดุคาร์บอนต่ำ ขณะที่พันธมิตรระดับโลก เช่น BMW และ Toyota ขยายระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ส่งเสริมตลาดคาร์บอน การเกษตรยั่งยืน และกลไกการเงินสีเขียว

ขาย FastPass พลังงานสะอาด

ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 รอบที่ 1 (The 32nd APEC Economic Leaders’ Meeting-Session I) ภายใต้หัวข้อ “Towards a More Connected, Resilient Region and Beyond” ย้ำว่า เอเปคต้องคงไว้ซึ่งความเปิดกว้าง การมีส่วนร่วม และมุ่งสู่อนาคต เพื่อสร้างภูมิภาคที่มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน การลงทุนควรเป็นแรงขับเคลื่อนทั้งด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยไทยได้ดำเนินโครงการ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนคุณภาพในสาขาพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้การเติบโตในวันนี้ช่วยรักษาโลกให้คนรุ่นต่อไป

ไทยได้รับแรงบันดาลใจจากความร่วมมือในกรอบเอเปค และได้เริ่มกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยึดมั่นต่อมาตรฐานสากลและความร่วมมือระหว่างเขตเศรษฐกิจ

“แลนด์บริดจ์” เชื่อมโยงเอเชีย

จากนั้น นายอนุทิน เข้าร่วมการหารือระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (ABAC Dialogue with APEC Economic Leaders) โดยเป็นผู้แทน ABAC จากชิลี บรูไน จีน และมาเลเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมศักยภาพของไทยด้านเศรษฐกิจ ในหัวข้อเรื่อง “ศักยภาพของไทยในการส่งเสริมการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงในภูมิภาค”

นายอนุทินแถลงเสนอ 3 แนวทาง ดังนี้ 1.เสริมสร้างความเชื่อมโยงระดับภูมิภาค เพราะไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางด้านการค้า โลจิสติกส์ และการลงทุน ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อเชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิก และสร้างเส้นทางห่วงโซ่อุปทานใหม่

2.การลงทุนเพื่ออนาคต (Investing in the Future) เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EVs) เซมิคอนดักเตอร์ ชีวเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการสตรีและสตาร์ตอัพ ผ่านโครงการพัฒนาศักยภาพและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และ 3.การขับเคลื่อนการเติบโตสีเขียวและยั่งยืน ภายใต้เป้าหมายกรุงเทพฯ หรือ Bangkok Goals on the Bio-Circular-Green Economy

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทรัมป์ สี จิ้นผิง เอเปค