คอลัมน์ : Politics policy people forum
วันที่ 10-11 ธันวาคมจะมีการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่ 2 พิจารณาเรียงลำดับเป็นรายมาตรา
ความสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ใช้ฉบับของ “พรรคประชาชน” เป็นร่างหลัก คือการให้มีกลไกในการ “ยกร่างรัฐธรรมนูญ” ฉบับใหม่
จุดมุ่งหมายเดิม พรรคประชาชน ที่ทำสัญญา MOA กับพรรคภูมิใจไทย ต้องการให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จากการเลือกตั้งโดยตรง
แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เมื่อ 10 กันยายน ขีดเส้นว่า “ห้ามไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” จึงปิดประตู ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง
ดังนั้น เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ใช้ฉบับของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก ที่จากเดิมเสนอให้มี 2 กลไกหลักคือ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกแบบบัญชีรายชื่อ และ สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก่อนให้รัฐสภาเลือกอีกชั้น แต่ถูกท้วงว่าอาจขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่
เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมจึงถูกเขย่าส่วนผสมใหม่ กลายเป็น 6 ขั้น ของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่รัฐสภาจะพิจารณาวาระ 2 ดังนี้
2 กลไก ยกร่าง-รับฟังความเห็น
ขั้นที่ 1 ก่อนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
โดยการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้มี “คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ” ประกอบด้วย กรรมาธิการจำนวน 35 คน ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้เสร็จภายใน 160 วัน นับแต่ที่มีการประชุมนัดแรก ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือก
คุณสมบัติ อาทิ สัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น สอนหรือเคยสอนวิชา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือบริหารราชการแผ่นดินในสถาบันอุดมศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี
เคยรับราชการในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นไม่น้อยกว่า 3 ปี เป็นอัยการประจำกองหรือเทียบเท่าไม่น้อยกว่า 3 ปี เป็นข้าราชการระดับ 8 ไม่น้อยกว่า 3 ปี
เคยเป็น สส. สว. รัฐมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้ว่าฯกทม. หรือนายกเมืองพัทยา โดยพ้นตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ทำงานภาคประชาสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
“คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ” ทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อเสนอต่อคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เผยแพร่สาระ เนื้อหา ความคืบหน้าการร่างรัฐธรรมนูญ มีกรรมาธิการจำนวน 35 คน ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือก โดยมีคุณสมบัติ อาทิ สัญชาติไทยโดยกำเนิด อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี
กมธ.ยกร่างฯต้องแนบวิสัยทัศน์
ขั้นที่ 2 ผู้ใดประสงค์จะสมัครรับการคัดเลือกเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องเสนอวิสัยทัศน์และรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 100 คนที่ให้การสนับสนุนตนเป็นผู้สมัคร ต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
โดยวันรับสมัครต้องเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร และภายใน 60 วันนับแต่ที่มีเหตุทำประชามติ ที่ประชาชนเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เมื่อ กกต.ตรวจคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร และเห็นว่าถูกต้อง
แล้ว ให้จัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับการคัดเลือกเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เรียงรายชื่อของผู้สมัครตามลำดับอักษร และส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ไปยังประธานรัฐสภาภายใน 30 วันนับแต่วันสิ้นสุดการรับสมัคร
ขั้นที่ 3 เมื่อประธานรัฐสภาได้รับบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ให้เผยแพร่บัญชีรายชื่อผู้สมัคร ผู้สนับสนุนผู้สมัคร รวมทั้งวิสัยทัศน์ของผู้สมัคร เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อผู้สมัครในบัญชีรายชื่อเป็นรายบุคคลได้ และให้เผยแพร่ความคิดเห็นดังกล่าวต่อประชาชนด้วย
สเต็ปเลือก กมธ.ยกร่างฯ
ขั้นที่ 4 เมื่อประธานรัฐสภาได้รับบัญชีรายชื่อผู้สมัครแล้ว ให้รัฐสภาคัดเลือกคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน โดยใช้วิธีดังนี้
ให้นำจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา (สส. และ สว.) หารด้วย 35 ซึ่งเป็นจำนวนกรรมาธิการทั้งหมดของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ผลลัพธ์ที่ได้ให้ถือเป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกทั้งสองสภารวมกัน
ให้กลุ่มสมาชิก สส. หรือ สว. หรือกลุ่มสมาชิกทั้ง 2 สภาที่จับกลุ่มกันเพื่อเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เสนอชื่อบุคคลที่สมควรได้รับคัดเลือกเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภา จากบัญชีรายชื่อ (ในขั้นที่ 3) กลุ่มละ 1 คน ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ประธานรัฐสภาได้รับรายชื่อจาก กกต.
เมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว ให้ประธานรัฐสภารวบรวมรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับคัดเลือกเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ที่กลุ่มของ สส. สว. หรือกลุ่มสองสภารวมกัน เสนอ และให้แจ้งต่อที่ประชุมรัฐสภา
การเลือกดังกล่าว เป็นโมเดล 20 หยิบ 1 คือ สส.-สว. หรือ สส.ร่วมกับ สว.รวมกลุ่มกัน 20 คน เลือกผู้สมัครจากบัญชีผู้สมัครกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้ 1 คน
วิธีการเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว เป็นวิธีที่ใช้เลือกกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ
9 กฎเหล็กรัฐธรรมนูญใหม่
ขั้นที่ 5 คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องยกร่างรัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาที่สำคัญ 9 ข้อนี้ด้วย
1.การรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ 2.การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3.การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชน 4.การกำหนดสถาบันทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองให้มีที่มาที่ยึดโยงกับประชาชน ประชาชนตรวจสอบถ่วงดุลได้ และมีความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มากขึ้น
5.การวางกลไกที่มีประสิทธิภาพ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในการป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ การใช้อำนาจโดยมิชอบ และผลประโยชน์ทับซ้อน 6.การจำกัดขอบเขตการใช้อำนาจรัฐ และการใช้ดุลพินิจขององค์กรของรัฐ 7.การสร้างเสริมความเข้มแข็งของหลักนิติธรรมและหลักธรรมาภิบาล รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค
8.การบริหารราชการแผ่นดินและการขับเคลื่อนนโยบายรัฐที่ยืดหยุ่น คล่องตัว และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงและความต้องการของประชาชน การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 9.การวางหลักเกณฑ์การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
สภาโหวตก่อนทำประชามติ
ขั้นที่ 6 เมื่อ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จแล้ว ให้ส่งไปยังประธานรัฐสภา และให้รัฐสภาประชุมเพื่ออภิปรายให้ความเห็นโดยไม่ลงมติภายใน 30 วัน
จากนั้นให้รัฐสภาส่งคืนร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมข้อเสนอแนะกลับไปยังคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมให้เสร็จใน 30 วัน แล้วเสนอกลับมาให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ
ในการให้ความเห็นชอบของรัฐสภา จะต้องใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ถ้าที่ประชุมรัฐสภาไม่ให้ความเห็นชอบก็ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป
แต่ถ้าที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประธานรัฐสภาจะส่งร่างรัฐธรรมนูญให้นายกฯ และ กกต.ภายใน 7 วัน เพื่อเริ่มต้นกระบวนการออกเสียงประชามติ
ถ้าประชาชนเห็นชอบก็ให้ประธานรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญนำขึ้นทูลเกล้าฯ โดยประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
แต่ถ้าประชาชนไม่เห็นชอบ โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้คณะรัฐมนตรี หรือ สส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส. และ สว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของสองสภา สามารถเสนอญัตติต่อรัฐสภา เพื่อให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาจัดให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง
การแก้รัฐธรรมนูญเพิ่มเติมกลไกการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อนำไปสู่การมีรัฐธรรมนูญใหม่แทนฉบับ 2560 กำลังถึงจุดที่พลาดไม่ได้