Skip to content

จาตุรนต์ ปักธงใหญ่ผ่านประชามติ โมเดลแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ต้องรัฐประหาร

04 ม.ค. 2569 | 09:23น.
จาตุรนต์ ปักธงใหญ่ผ่านประชามติ โมเดลแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ต้องรัฐประหาร
คอลัมน์ : Thailand Election 2026 : เลือกตั้ง เลือกอนาคต

จาตุรนต์ ฉายแสง เจ้าของสมญา “สุภาพบุรุษประชาธิปไตย”

ผู้ที่อยู่ในการเมืองมาเกือบ 4 ทศวรรษ

เป็น “คนเดือนตุลา” ร่วมเรียกร้องรัฐธรรมนูญตั้งแต่เป็นนักศึกษา เป็น “กองหน้า” เรียกร้องประชาธิปไตยจากคณะรัฐประหาร

ล่าสุด จาตุรนต์ ตัดสินใจลาออกจากประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เพื่อไปทำเรื่องที่เขาคิดว่า ใหญ่กว่า-สำคัญไม่แพ้ การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั่นคือการ “ถือธงนำ” รณรงค์ประชามติ ในฐานะประธานคณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนของพรรคเพื่อไทย

ประชาชาติธุรกิจ สนทนากับ จาตุรนต์ ถึงภารกิจใหม่ที่เขาบอกว่า หากประชามติไม่ผ่าน ประชาชนจะต้องทนอยู่กับรัฐธรรมนูญ 2560 ไปจนกว่าจะมีรัฐประหารครั้งใหม่

จาตุรนต์ ชูธงเขียว

ภาพการปรากฏตัวของ “จาตุรนต์” ที่ถือธงเขียว ร่วมขบวนการรณรงค์ประชามติของไอลอว์ ในวันรับสมัครเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ เป็นการถือธงนำรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ภายใต้คณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่..ทำไมต้องให้คนชื่อ “จาตุรนต์” ทำ

“มันอาจจะพอดีกัน อย่างในสภาช่วงหลัง เวลายื่นญัตติ สรุปญัตติ เวลาจะอภิปราย ผมก็ได้รับมอบหมายให้ร่วม หรือจะถึงนาทีสุดท้ายแล้ว วิปก็ขอให้ผมช่วยพูด และให้ผมไปเป็นกรรมาธิการ ซึ่งผมก็อินกับเรื่องนี้และเป็นเรื่องที่เราถนัด เห็นว่าสำคัญอยู่แล้ว จึงมาถึงการที่สภามีมติให้ทำประชามติ และ ครม.มีมติให้ทำ เป็นเรื่องที่หลายคนคิดยังไม่ออกว่านี่คืออะไร”

“เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่พิเศษมากของการเมืองไทย ไม่มีการทำประชามติครั้งไหนพร้อมกับการเลือกตั้ง หรือไม่มีการเลือกตั้งครั้งไหนทำพร้อมประชามติ”

“ซึ่งการทำประชามติครั้งนี้ไม่ได้เป็นการมัดมือชก แบบเมื่อก่อนว่าถ้าโหวตไม่ผ่านจะไม่มีการเลือกตั้ง คนรู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่พอมาคราวนี้คนก็อาจจะชินชาไปกับการแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้เสียที จนกระทั่งมีความรู้สึกว่ามาสนใจเรื่องปากท้องกันไม่ดีกว่าหรือ และยังมีการเลือกตั้งอีก คนก็สนใจเวทีดีเบต สนใจการปราศรัย การหาเสียง ใครจะได้เป็น สส. หรือใครจะได้เป็นรัฐบาล แต่มีประชามติซึ่งจะเกิดในวันเดียวกันและมีผลมาก”

“ดังนั้น พรรคเพื่อไทยก็เห็นตรงนี้ ผมก็เสนอเรื่องนี้หลังจากทำเรื่องประธานยุทธศาสตร์มาแล้ว ซึ่งช่วงนี้ควรจะเป็นยุทธศาสตร์เลือกตั้งมากกว่ายุทธศาสตร์พรรค และยุทธศาสตร์เลือกตั้ง ก็มีการทำมาระยะหนึ่งแล้วโดยแกนนำส่วนที่ร่วมทำกันมาตั้งแต่ 2 รัฐบาลเพื่อไทย และผมก็ไม่ได้อยู่ด้วย การจะมาปรับตอนนี้ก็ไม่สอดคล้อง ผลจะน้อย จึงให้คนที่รับผิดชอบอยู่แล้วทำต่อไป การจะไปปรับไปเปลี่ยนก็ทำได้น้อย”

“ขณะเดียวกันก็เห็นอยู่ว่าประชามติจะทำอย่างไร พรรคก็เห็นความสำคัญ ผมจึงอาสามาทำเรื่องนี้”

ประชามติไม่ผ่าน ประเทศล้าหลัง

การถือธงครั้งนี้สำคัญต่อตัวเองอย่างไร สำคัญต่อพรรคเพื่อไทยอย่างไร “จาตุรนต์” ตอบว่า การทำประชามติเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดการทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ บัดนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชัดเจนแล้วว่า ถ้าจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องถามประชามติ และให้รัฐสภามีมติร้องขอเข้ามา คำวินิจฉัยนี้มีผลทางรัฐธรรมนูญ จะมีผลทำให้รัฐสภาถ้าจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็สามารถทำได้ ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นกับเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ซึ่งยากมากเพราะต้องใช้เสียง สว. 67 เสียง เห็นชอบ

“ดังนั้นถ้าประชามติผ่าน แม้การทำรัฐธรรมนูญอาจจะยาก แต่เท่ากับประชาชนไทยบอกว่าต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็จะเป็นแรงผลักดันทางการเมือง เป็นกระแสความชอบธรรมทางการเมืองในการผลักดัน”

“ในทางตรงข้าม ที่สำคัญมากหากประชามติไม่ผ่าน จะมีผลว่าใครจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไม่ได้ แม้ พ.ร.บ.ประชามติ ฉบับปัจจุบันจะแก้เรื่องคะแนนประชามติให้ใช้เสียงข้างมากชั้นเดียว แต่เราก็ไม่รู้ว่าประชาชนไปออกเสียงยังไง จะมีการเคลื่อนไหวลึกลับอะไรหรือไม่ คนที่ไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญซึ่งมีอยู่”

“เขาอาจรณรงค์เงียบก็ได้ หรือใช้การจัดตั้งก็ได้ อาจทำให้แพ้ได้ ถ้าประชามติไม่ผ่านจะมีผลต่อการเมืองไทยที่ใหญ่มาก การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะทำไม่ได้ไปอีกยาวนานมาก”

ประชาชนจะเสียอะไร ถ้าประชามติไม่ผ่าน “จาตุรนต์” ตอบว่า ประชาชนก็จะอยู่กับรัฐธรรมนูญ 2560 กันต่อไป อาจจะมีการแก้เล็ก ๆ น้อย ๆ ได้บ้าง แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับนี้จะทำให้ประเทศล้าหลัง เสียหาย ปรับตัวไม่ทันโลก ได้ระบบการเมืองที่ผิดเพี้ยน ได้ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลที่ไม่สมดุลอย่างที่เป็นอยู่ และจะยิ่งมากขึ้น คือ กลุ่มองค์กรไม่เชื่อมโยงกับประชาชนจะมีมากขึ้น มากขึ้น

องค์กรทั้งในรูปองค์กรอิสระ หรือองค์กรแบบศาลรัฐธรรมนูญ และพรรคการเมือง จะมีแนวโน้มที่พัฒนาไปเป็นสีเดียวกันที่มีอำนาจมาก สามารถกำหนดการเมืองประเทศไทยได้ ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติจะถูกกำหนดได้อย่างมาก การแข่งขันทางนโยบายของพรรคการเมืองจะไม่มีทางที่จะทำให้การเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง นำไปสู่นโยบายที่แก้ปัญหาประเทศได้ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจจะเป็นตัวอย่างว่าการแข่งขันทางนโยบายไม่ได้มากอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่ประเทศมีปัญหาใหญ่มากหลายเรื่อง ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจถูกนำมาถกเถียง ถามตอบ หรือชี้แจงแค่ส่วนน้อย

นี่คือการสะท้อนว่า ประเทศ และประชาชน อยู่กับรัฐธรรมนูญแบบนี้ ความสามารถในการปรับตัวของประเทศน้อย ยังมีปัญหาเรื่องหลักนิติธรรม ปัญหาการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น อันนี้อยู่ยาวกับรัฐธรรมนูญนี้

“และประเทศไทยก็ต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ฉบับปัจจุบัน ไปจนกว่าจะมีการรัฐประหารในคราวหน้า และเราก็เข้าใจจากประสบการณ์ยาวนานมาว่า เมื่อรัฐประหารแล้ว รัฐธรรมนูญหลังจากนั้นมักจะเลวร้ายลงไปอีก”

“ตอนนี้ถามว่าจะได้แนวร่วมมากขนาดไหน เรามาช่วยคิดว่าทำยังไง อยากให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันถูกปิดตาย ไปในการจัดทำประชามติครั้งนี้ ถ้าเป็นอย่างนั้นมันจะเป็นความเสียหายร้ายแรงและยาวนานมาก”

โอกาสเพื่อไทยแสดงออก

จาตุรนต์ มองว่าการเข้าร่วมรณรงค์ประชามติแก้รัฐธรรมนูญ จะเป็นโอกาสให้พรรคเพื่อไทย แสดงออกด้วยการกระทำว่า พรรคให้ความสำคัญกับการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย

“เพราะตั้งแต่พรรคไทยรักไทยก่อนถูกยุบ หลังการถูกยึดอำนาจ มาสู่การเป็นพรรคพลังประชาชน เป็นพรรคเพื่อไทย เราชูธงเรื่องการเขียนรัฐธรรมนูญโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย การต่อต้านเผด็จการรัฐประหาร เราทำอย่างนี้มาเกือบตลอด จนอาจรวนไปบ้างหลังการจัดตั้งรัฐบาล ปี 2566”

“แต่ช่วง 9 เดือนหลัง พรรคเพื่อไทย มา Pick up ขึ้นมาได้ จากที่คนบอกว่าทำไมไม่แก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งความจริงพรรคเพื่อไทยยื่นญัตติแก้รัฐธรรมนูญมาตลอดทันทีที่ทำได้ ไม่ได้ช้า”

“ทีนี้พรรคเพื่อไทย ในช่วงสุดท้ายที่พิจารณารัฐธรรมนูญ เป็นกรรมาธิการแก้รัฐธรรมนูญจนกระทั่งมีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 2 เราก็แสดงชัดเจนว่าเราต้องการพยายามให้เกิดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อะไรที่ร่วมมือกับพรรครัฐบาล พรรคฝ่ายค้านด้วยกัน หรือคู่แข่งด้วยกัน แต่หลักใหญ่เราได้แสดงออกมาว่าเราพยายามอย่างเต็มที่”

“แต่การทำประชามติ เท่าที่คุยกันคือ เราเห็นช่องกฎหมายประชามติว่า ให้ประชาชน พรรคการเมือง องค์กรภาคประชาชน กลุ่มต่าง ๆ ในสังคมสามารถใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการรณรงค์ประชามติได้อย่างเสรี”

“แสดงให้เห็นว่า ตอนที่คิดทำประชามติไม่ตรงกับวันเลือกตั้ง พรรคการเมืองก็ต้องมารณรงค์ ตอนที่พิจารณากฎหมายประชามติก็คุยกันแล้ว ต้องให้ทุกฝ่ายได้รณรงค์ ไม่ใช่มาบอกว่าใครให้ข้อมูลถือว่าบิดเบือนเหมือนการทำประชามติ 2 ครั้งก่อน”

“เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เป็นโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะมีส่วนผลักดันให้การทำประชามตินี้ผ่าน เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นประโยชน์กับพรรคเพื่อไทย แสดงให้เห็นด้วยการกระทำว่าพร้อมเข้าร่วมทุกฝ่ายในการรณรงค์ และยังคงยืนยันว่า ต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เป็นประชาธิปไตย”

ล้างไคลพลิกรัฐบาลข้ามขั้ว

ถามว่าสามารถล้างไคลรัฐบาลข้ามขั้วเมื่อ 2 ปีก่อนได้ไหม “จาตุรนต์” กล่าวว่า “ความเสียหายได้เกิดขึ้น มีอยู่ ผมวิจารณ์ไว้ตั้งแต่ตอนโน้นแล้วว่าสถานะความเป็นพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยก็ลดลง มวลชนที่สนับสนุน มวลชนที่นิยมประชาธิปไตยก็สนับสนุนน้อยลง และมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน ก็จะมีลักษณะไปคนละทิศละทางมากกว่าเดิม ไม่ผนึกกันเข้มข้นเท่าเดิม”

“เป็นช่วงหนึ่งของการเมืองที่มีเงื่อนไขพิเศษ ทั้งในแง่กติกา ทั้งสภาพทางการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคนี้กับคนนั้น กลุ่มนี้อะไรก็ตาม แต่ผ่านไปการแบ่งขั้ว สลับข้างก็เบลอไปเหมือนกัน”

“และพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติก็ลดลงไปอย่างมาก จนไม่เหลือความที่ถูกกำหนดโดยคนที่ยึดอำนาจมา และเมื่อถึงการตั้งรัฐบาลอนุทิน โดยการสนับสนุนของพรรคประชาชน เราตั้งข้อสังเกตไว้แล้วว่าการทำแบบนี้จะติดอาวุธให้กับพรรคอนุรักษนิยมโดยไม่เกิดการแก้รัฐธรรมนูญหรือเปล่า”

“ตรงนี้ทำให้การจะแบ่งข้างว่าใครจะเป็นประชาธิปไตย ดีกรีความเป็นประชาธิปไตยเข้มแค่ไหน มันเบลอไปด้วยกัน แต่การที่มารณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นจุดหนึ่ง แล้วมีผลถาวรติดตัวไปเลยไหม มันก็ไม่ใช่ แต่มันเป็นเรื่องใหญ่ที่มีความหมายมาก”

เพื่อไทยใช้ผม ผมใช้เพื่อไทย

การที่รณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญ คู่ขนานกับการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยจะทำให้คะแนนนิยมดีขึ้นไหม “จาตุรนต์” ตอบว่า “คะแนนดีขึ้นไหม… น่าจะดีขึ้นบ้าง แต่ไม่ใช่จุดเน้นของการเคลื่อนไหวนี้ เรื่องรัฐธรรมนูญผมทำมาตลอดตั้งแต่เรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ กับการที่พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย หรือบางช่วงเป็นกองหน้าฝ่ายประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกมีค่า มีความหมาย”

“แค่นี้ก็มีเหตุผลเพียงพอที่ผมจะร่วมกับพรรคเพื่อไทย ให้พรรคเพื่อไทยใช้ผม ผมใช้พรรคเพื่อไทย ในการที่จะรณรงค์ ผลักดันให้มีพื้นฐานนำไปสู่การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งย่อมเป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทย”

“และการทำสิ่งนี้ถ้าไม่รู้จังหวะในการเคลื่อนไหว ก็อาจทำความรำคาญให้คนออกเสียงเลือกตั้งเหมือนกัน ว่า เอ๊ะ…ฉันไม่สนใจเรื่องรัฐธรรมนูญ คุณมาพูดทำไม ฉันสนใจเรื่องปากท้อง อาจทำให้เสียคะแนนได้เหมือนกัน แต่ถ้าเราอธิบายเป็น เรารู้จังหวะเวลา แบ่งเวลา เลือกเวที และนำเสนอให้ดี การจะทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เราต้องโยงให้ได้อยู่แล้วว่าเกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชนอย่างไร”

“ถ้าโยงได้เขาก็จะมาเห็นด้วยกับการจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เห็นด้วยกับการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และจะไม่โกรธเราที่ทำไมเรามาพูดเรื่องนี้อยู่ในขณะที่เรากำลังเลือกตั้งกัน”

“โดยรวม ๆ อาจทำให้เป็นผลดีต่อการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยได้ แต่ไม่ใช่จุดเน้นจุดแรกของผม แต่ในแง่ความเป็นจริงเราทำงานให้พรรคการเมือง ก็ต้องทำให้สมประโยชน์ไปด้วยกัน ซึ่งเป็นทางดีกับดี บ้านเมืองก็จะมีโอกาสเป็นประชาธิปไตยได้มากขึ้น พรรคเพื่อไทยก็เป็นที่ยอมรับของฝ่ายประชาธิปไตยได้มากขึ้นด้วย เป็นผลดีต่อการเลือกตั้ง”

ถามว่า มีความหวังแค่ไหนกับการทำประชามติรัฐธรรมนูญ “จาตุรนต์” กล่าวว่า “หวังประชามติให้ผ่านก่อน ถ้าเสียงประชาชนให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราจะใช้ตรงนี้เป็นประโยชน์ในทางการเมืองอย่างไร เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญ ขั้นตอนคือตรงนี้”