Skip to content

จับเข่า ‘ไชยา พรหมา’ ส่องสนามเลือกตั้งอีสาน

10 ม.ค. 2569 | 12:01น.
จับเข่า ‘ไชยา พรหมา’ ส่องสนามเลือกตั้งอีสาน
คอลัมน์ : สู่สนามเลือกตั้ง 2569

เลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในหน้าหนาว ปลายปี 2568 หาเสียงกันในเดือน ม.ค. 2569 ที่อากาศเย็นมาก ทางอีสานอุณหภูมิ 10 กว่า การหาเสียงต้องปรับเปลี่ยนไปตามสภาพ

จะมาตั้งเวทีปราศรัยกันช่วงเย็น ๆ ยาวไปถึงค่ำ ๆ คงไม่สะดวก เพราะคนฟังไม่พร้อมจะมานั่งคางสั่น โต้ลมหนาว ฟังผู้สมัครบรรยายนโยบาย

เวทีปราศรัยเลยเริ่มกันสาย ๆ มีแดดอุ่น ๆ ให้พึ่งพาอาศัย กลางวัน และบ่าย ๆ จนเย็น พอค่ำก็ปิดเวทีกลับบ้านไปกินข้าวกินปลากัน

การแข่งขันชิงเก้าอี้ สส.ในภาคเหนือและอีสานรอบนี้ก็เลยแตกต่างไปจากครั้งก่อน ๆ

ลองไปสำรวจสนามเลือกตั้งภาคอีสาน ผ่านทาง “ไชยา พรหมา” อดีต สส.หนองบัวลำภู หลายสมัย อดีต รมช.เกษตรฯ และอดีตรองประธานสภาผู้แทนฯ

เที่ยวนี้ลงสมัครเขต 2 หนองบัวลำภู ได้หมายเลข 7 ในสังกัดพรรคกล้าธรรม
ไชยาเล่าว่า การย้ายพรรคมาเข้าพรรคกล้าธรรม แรก ๆ ต้องเดินสายทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่อยู่พอสมควร

ส่วนมากไม่มีปัญหา มีบ้างที่รับทราบแล้วสอบถาม ซึ่งได้อธิบายให้ฟัง ซึ่งมวลชนก็เข้าใจ แต่ยังมีสื่อโซเชียลของบางพรรคที่เสนออะไรไปก็ไปทำให้เป็นเชิงลบ หรือเนกาทีฟ
นอกจากพบปะผู้มีสิทธิออกเสียง ยังได้พบปะแกนนำผู้นำประชาชนหลายกลุ่ม

ส่วนการหาเสียง นอกจากเดินพบปะแล้ว ยังจัดการปราศรัย หากเป็นตำบลใหญ่จะจัดปราศรัยใหญ่ โดยแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ถ้าพื้นที่ไม่ใหญ่ก็รวมปราศรัยเวทีเดียว พูดจากันไป เน้นพบปะ ติดอาวุธทางปัญญาให้ประชาชน ทำความเข้าใจว่าการเมืองเป็นยังไง

บางพื้นที่จัดเวทีปราศรัย 3 เวทีในวันเดียว คือ เช้า กลางวัน เย็น ระยะนี้อากาศช่วงค่ำจะหนาวเย็นมาก จัดได้เฉพาะเช้า กลางวัน และเย็น

สำหรับการต่อสู้ในพื้นที่ ไชยากล่าวว่าเป็นผู้สมัครที่เคยแข่งขันกันมา หนองบัวลำภูแบ่งเป็น 3 เขต เป้าหมายเราอยากได้ยกจังหวัด 3 เขต 3 คน

เหมือนที่ผ่านมา ในปี 2566 หนองบัวลำภูเป็นจังหวัดเดียวในอีสานที่ชนะเลือกตั้งยกจังหวัด การได้ สส.ทั้งจังหวัด เพราะต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากจังหวัดที่ยากจน ต้องการให้มีการพัฒนา จะได้ลืมตาอ้าปากกันได้ ซึ่งต้องอาศัยพลังของ สส.ทั้งจังหวัดช่วยกันผลักดัน

หากได้ สส.จากพรรคเดียวกันทั้ง 3 เขต การทำงานจะมีพลัง และง่ายขึ้น

ปลายเดือนนี้จะจัดปราศรัยใหญ่ชี้แจงนโยบาย โดยโฟกัสเน้นหนักปัญหาเกษตร ซึ่งเกี่ยวพันกับการเมือง เพราะที่ผ่านมาเราเลือกพรรคที่คิดว่าดีที่สุด แต่ก็ยังจนกันอยู่ เพราะนโยบายไม่ตอบโจทย์ ยังละเลยภาคการเกษตร พรรคกล้าธรรมเน้นเรื่องเกษตร และนโยบาย 3 เรื่องที่เราจะดำเนินการถ้าได้รับเลือกตั้งเข้าไปคือ 1.สิทธิทำกิน กรรมสิทธิ์ที่ดิน 2.การแก้ปัญหาหนี้สิน และ 3.ระบบชลประทาน การบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะเรื่องน้ำ

ในความเห็นตนเองเห็นว่า ที่ผ่านมายังไม่มีการลงทุนอย่างจริงจัง เพื่อใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย และลงทุนกันอย่างที่เห็นได้อย่างเด่นชัด ที่อยากให้เกิดขึ้นก็คือ โครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล ซึ่งได้มีการศึกษาความเป็นไปได้มาแล้ว การดำเนินการมีหลายเฟส จะช่วยเหลือภาคอีสาน รวมถึงหนองบัวลำภู โดยจะมีการผันน้ำจากเลยมาทางหนองบัวลำภูผ่านทางท่อ ใช้หลักแรงโน้มถ่วงผลักดันน้ำมาในพื้นที่

ไชยากล่าวว่า อีกเรื่องคือธนาคารประชาชน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งเรื่องทุนและหนี้สิน รัฐต้องจัดซอฟต์โลน หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่่ำให้ ต้องเอาหนี้จากแหล่งต่าง ๆ ทั้ง ธ.ก.ส. สหกรณ์ มาบริหารจัดการ ปรับโครงสร้างใหม่ เหมือนอย่างเวลาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เราช่วยเอสเอ็มอี ตอนนี้ต้องช่วยภาคเกษตรให้เหมือนกับสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม และหาทางพัฒนา ทำให้เกิดอุตสาหกรรมการเกษตร ไม่อย่างนั้นคนในอีสานจะอพยพกัน

ส่วนแนวโน้มการเลือกตั้งในภาคอีสานเป็นอย่างไร นายไชยากล่าวว่าเป็นการแข่งขันระหว่างภูมิใจไทยกับเพื่อไทย โดยมีพรรคกล้าธรรมสอดแทรก พรรคประชาชนก็จะเป็นส่วนหนึ่ง พรรคอื่น ๆ อาจจะแซมเข้ามาได้ ส่วนปัญหาสู้รบไทย-กัมพูชาจะมีผลชัดเจนอยู่พื้นที่อีสานใต้ ที่เป็นพื้นที่ชายแดน ส่วนอีสานเหนือ อีสานกลางไม่กระทบเท่าไหร่ พรรคกล้าธรรมมีความหวังได้ สส.เขตในภาคอีสานไว้ประมาณ 20 บวก

เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน บรรดาผู้มีสิทธิจะต้องเข้าคูหาลงคะแนน ผลจะออกมาอย่างไร ย่อมหมายถึงทิศทางของประเทศ

โดยเฉพาะหน้าตาของรัฐบาลย่อมขึ้นกับผลการเลือตั้ง 8 ก.พ. 2569 นี้