พิสิษฐ์ - นิกร
เวที MATICHON Thailand Election 2026 เปิดดีเบตสองขั้ว ‘พิสิษฐ์’ ชี้ทำประชามติสิ้นเปลืองงบฯ ควรเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ขณะที่ ‘นิกร’ โต้ การเมืองที่ดีคือรากฐานแก้ปากท้องระยะยาว
พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ‘เครือมติชน’ จัดงาน MATICHON Thailand Election 2026 ‘The Real Politics : ทางแพร่งประเทศไทย’ เปิดเวทีสาธารณะประชันนโยบายวิสัยทัศน์ การอภิปรายประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในหัวข้อแก้ “รธน.เปลืองงบ แก้ปากท้องก่อน” ระหว่างนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา และนายนิกร จำนง ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย สะท้อนมุมมองที่แตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างแนวคิดการแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติในระยะสั้น กับการปรับโครงสร้างการเมืองเพื่ออนาคตระยะยาวของประเทศ
นายพิสิษฐ์แสดงจุดยืนว่า สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาปากท้องและค่าครองชีพสูง การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน พร้อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ โดยระบุว่าการทำประชามติแต่ละครั้งใช้งบประมาณประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท และหากต้องทำหลายครั้งตามขั้นตอนกฎหมาย อาจใช้งบฯรวมเกือบ 1 หมื่นล้านบาท
นายพิสิษฐ์เห็นว่าเงินจำนวนดังกล่าวสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ลดภาระค่าครองชีพ หรือช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนได้โดยตรง มากกว่านำไปใช้ในกระบวนการทางการเมือง นอกจากนี้ ยังมองว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 มีกลไกตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตที่ดีอยู่แล้ว หากมีข้อบกพร่อง ควรแก้ไขเป็นรายมาตราเฉพาะจุด แทนการยกร่างใหม่ทั้งฉบับซึ่งสิ้นเปลืองงบประมาณ
ด้านนายนิกร จำนง โต้แย้งว่า การแก้ปัญหาปากท้องไม่สามารถทำได้อย่างยั่งยืน หากยังอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่บิดเบี้ยว โดยมองว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและยึดโยงกับประชาชนจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ส่งเสริมการบริหารที่โปร่งใส และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
นายนิกรเปรียบรัฐธรรมนูญเหมือน “บ้าน” ที่ต้องมีฐานรากแข็งแรง หากกฎหมายสูงสุดไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน ต่อให้มีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีเพียงใดก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้อย่างถาวร พร้อมย้ำว่างบประมาณในการทำประชามติไม่ควรมองเป็นความสิ้นเปลือง แต่เป็นการ “ลงทุน” เพื่อให้ประเทศมีกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน
ทั้งนี้ นายนิกรเห็นว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากประชาชนจะช่วยลดความขัดแย้งทางการเมืองในระยะยาว และสร้างเสถียรภาพ ซึ่งสุดท้ายจะเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าการคงกติกาเดิมไว้