Skip to content

ประชามติ ทางแพร่งประเทศไทย เดิมพันรื้อ-ไม่รื้อรัฐธรรมนูญ 2560

24 ม.ค. 2569 | 09:45น.
ประชามติ ทางแพร่งประเทศไทย เดิมพันรื้อ-ไม่รื้อรัฐธรรมนูญ 2560
คอลัมน์ : Thailand Election 2026 : เลือกตั้ง เลือกอนาคต

การออกเสียงลงประชามติ กับคำถามที่ว่า “เห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

เป็นจุดหักเลี้ยวสำคัญของการเมืองไทยอีกครั้ง สำคัญไม่ต่างจากการเลือกตั้งที่จัดในวันเดียวกัน

เพราะการทำประชามติ จะเป็นการขอใบอนุญาตครั้งที่ 1 จาก ประชาชน ในฐานะ “เจ้าของอำนาจ” ว่าจะให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ แทนฉบับเดิมที่ใช้กันมาเกือบ 9 ปีหรือไม่

“เครือมติชน” จัดบิ๊กอีเวนต์การเมือง MATICHON Thailand Election 2026 “The Real Politics : ทางแพร่งประเทศไทย เวทีประชามติรัฐธรรมนูญ : จุดเปลี่ยนประเทศไทย” เชิญทั้งฝ่ายสนับสนุนการลงประชามติให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ ประกอบด้วย “จาตุรนต์ ฉายแสง” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และหมวกอีกใบคือ ประธานคณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พรรคเพื่อไทย, นิกร จำนง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

ขณะที่ฝ่ายค้านที่ไม่ต้องการให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญ มีตัวแทน คือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี, เจษฎ์ โทณะวณิก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกฯ อันดับหนึ่ง พรรครักชาติ และ “พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์” สว.

จุดอ่อนรัฐธรรมนูญ 2560

“จาตุรนต์” ยกเหตุผล 5 ข้อ ที่เห็นว่าควรจะลงประชามติให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีปัญหาที่มาและเนื้อหาที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน เมื่อผ่านไป 8 ปี ตอนนี้กำลังจะเข้าปีที่ 9 ยิ่งเห็นชัดว่าปัญหาทั้งสองนี้ยังเป็นปัญหาใหญ่มาก

เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ยังถูกจำกัดอยู่ การกระจายอำนาจ ไม่มีการปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย ปัจจุบันมี “อำนาจอธิปไตยที่ 4” เข้ามาอีก คือองค์กรอิสระ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ยึดโยงกับประชาชน กลับมีอำนาจตรวจสอบและกำกับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งและเชื่อมโยงกับประชาชน

การทุจริต องค์กรที่ทำหน้าที่นี้มีสังกัดมาตั้งแต่สมัย คสช. และปัจจุบันเรามี สว. ที่มีที่มาจากการเลือกกันเองจนเป็นที่รู้กันว่าเป็นสีใดสีหนึ่ง เมื่อ สว. เป็นสีใดสีหนึ่ง การตั้งกรรมการองค์กรอิสระต่าง ๆ จึงมีปัญหา ดัชนีคอร์รัปชั่นไทยแย่ลงเรื่อย ๆ ถ้าไม่แก้โครงสร้างนี้ จะมีผลทำให้ภาษีอากรประชาชนจะหายไปเข้ากระเป๋าใครก็ไม่รู้ โดยไม่กลับมาถึงประชาชน

“จาตุรนต์” ชี้ว่า จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ คือการไม่ปราบโกง จุดขายที่โฆษณามาตลอดคือปราบโกง แต่ผ่านไป 8 ปี เห็นได้ชัดว่าการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เห็นได้ชัด ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มลงมา ยังไม่รู้ว่าใครผิด มีคดีที่ข้าราชการเอาทองไปให้สินบน ป.ป.ช. คดีอีกจำนวนมากเราไม่รู้ไปถึงไหน รู้แต่ว่าคดีที่ไม่เสร็จเสียที และดัชนีป้องกันการคอร์รัปชั่นแย่ลง ๆ จนถึงบัดนี้ กลไกที่ควบคุมการตรวจสอบไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายบริหารมานานแล้ว รัฐสภาก็มีอำนาจน้อย

“องค์กรอิสระมีที่ถูกแทรกแซงมาตั้งแต่ 5 ปียุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลหลังจากนั้น เข้ามาแทรกแซงโดยสภานิติบัญญัติ และต่อมา สว.ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมือง พรรคการเมือง กำลังกำหนดที่มาองค์กรอิสระ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต ดังนั้น ถ้านักการเมือง กลุ่มการเมือง ที่ใกล้ชิด สว. และองค์กรอิสระก็ลอยนวล ดังนั้น รัฐธรรมนูญ 2560 ล้มเหลวที่สุดในการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น และจะทำให้ปัญหานี้หนักต่อไป” จาตุรนต์กล่าว

รธน.เครื่องพังไปต่อไม่ได้

ขณะที่ “พริษฐ์” ชวนทุกคนถามตัวเองว่าตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา พอใจกับระบบการเมืองนี้หรือไม่ พรรคประชาชนเห็นว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันนำพาประเทศไปสู่ระบบที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน ทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอลงและทุจริตเรื้อรัง

สถาบันการเมืองยึดโยงกับประชาชนน้อยลง มี สส.งูเห่า ที่ย้ายพรรคโดยไม่ขออนุญาตประชาชน มี สว. ที่มีอำนาจสูงมาก แต่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มีศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่ขยายขอบเขตอำนาจ แต่ขาดความยึดโยงกับประชาชน ในมุมหนึ่งสิทธิเสรีภาพได้รับการคุ้มครองน้อยลง มีผู้ปกครองที่ต้องควักเงินจ่ายให้ลูกหลานได้มีการศึกษาที่มีคุณภาพ โครงการในพื้นที่รับฟังความเห็นประชาชนพอเป็นพิธี มีนักวิชาการและสื่อถูกทุนใหญ่ฟ้องปิดปาก

การปราบโกงล้มเหลว แต่ดัชนีคอร์รัปชั่นไทยตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี เพราะประชาชนตรวจสอบองค์กรอย่าง กกต., สตง., ป.ป.ช. ไม่ได้เหมือนอดีตองค์กรอิสระเสี่ยงต่อการถูกครอบงำโดยกลุ่มการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญระบุให้ สว. เป็นคนชี้ขาดเลือกคนเข้าไปนั่งเป็นกรรมการองค์กรอิสระ คนเหล่านั้นจะกล้าตรวจสอบกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนเขามาหรือไม่ หากกลุ่มนั้นเป็นรัฐบาล

“การแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่ยาวิเศษ ไม่ได้ทำให้การค้าขายดีขึ้นทันที ไม่ได้ทำให้การโกงหมดไปจากประเทศนี้ทันที แต่คือโอกาสที่จะร่วมกันออกแบบระบบการเมืองที่ตอบโจทย์ประชาชน เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และปราบโกงได้จริงมากกว่าเดิม”

“แม้ประชาชนทั่วประเทศลงมติเห็นชอบประชามติครั้งที่ 1 แต่รัฐธรรมนูญยังคงบังคับใช้อยู่จนกว่าจะมีการทำประชามติทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งแรก คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ คือ ให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ พอผ่านไปแล้ว รัฐสภาต้องไปถกกันว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะวางกรอบเนื้อหาอย่างไร แล้วใครจะเป็นผู้ร่าง

ถ้าผ่านสภาแล้วถึงจะทำประชามติครั้งที่ 2 ว่าเห็นชอบกรอบและวิธีการได้มาหรือไม่ ถ้าประชาชนเห็นชอบรอบที่ 2 ถึงมีการดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไร ถูกใจหรือไม่ ก็จะวนกลับมาถามประชาชนเป็นครั้งที่ 3 เมื่อประชาชนเห็นชอบ รัฐธรรมนูญ 2560 จึงจะสิ้นสภาพ”

“ถ้าเปรียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ถ้าเห็นว่ารถยนต์ที่เราขับอยู่มันไปต่อไม่ได้แล้ว จะเข้าอู่ซ่อมแค่ไม่กี่จุด มันไปต่อไม่ได้ ควรจะซื้อรถยนต์คันใหม่ไหม ประชามติครั้งแรก คือ การถามว่าจะริเริ่มให้ไปหารถยนต์คันใหม่ไหม ประชามติครั้งที่ 2 จะวางกรอบว่าใครจะไปช่วยเราหารถคันใหม่ จะเอาสี ยี่ห้อ หรือจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรือไม่ และรอบที่ 3 ประชามติรอบที่ 3 จะเป็นรอบที่เราเห็นตัวรถยนต์คันใหม่ว่าเราจะสละทิ้งรถยนต์คันเดิม เพื่อใปใช้รถยนต์คันใหม่หรือไม่ การประชามติรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่การตีเช็คเปล่า”

ไม่แก้ประเทศล้าหลัง

“นิกร” มองว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีที่มาจากความผิดปกติและแก้ไขยากเกินไป ล็อกไว้หนาแน่นมาก แต่ประเทศต้องมีการเปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญกลับล็อกไม่ให้แก้ กลไกตรงนี้จึงเป็นปัญหา จำเป็นต้องแก้ให้ได้ตามสมควร ข้อสรุปพรรคภูมิใจไทยคือ จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งฉบับ โดยยกเว้นหมวด 1 และหมวด 2 แล้วไปฟังเสียงประชาชนเพื่อลำดับความสำคัญของปัญหาใหม่

“สังคมไทยกำลังเติบโตและเปลี่ยนแปลง จึงต้องมีกติกาที่สอดคล้องกับยุคสมัย โดยเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญเหมือนเสื้อผ้าที่ตัดให้สังคมสวมใส่ หากไม่ปรับแก้ ก็เสมือนบังคับให้เด็กที่เติบโตขึ้นทุกวันใส่เสื้อไซซ์เดิม”

“หากไม่แก้รัฐธรรมนูญ ประเทศอาจเผชิญความล้าหลัง ไม่ทันต่อบริบทโลก และเสี่ยงต่อการสะสมความขัดแย้งในสังคม นอกจากนี้ยังเห็นว่าการรวมศูนย์อำนาจทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอ และไม่เอื้อต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”

“การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่การล้มกติกาเดิม แต่เป็นการปรับไซซ์เสื้อผ้า ให้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างสันติและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย”

รธน.60 นักการเมืองเคยแก้

ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ นพ.วรงค์กล่าวว่า การที่จะทำประชามติเรื่องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งนี้ ถ้าเห็นชอบเมื่อไหร่ เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกฉีกทิ้งทันที จะยอมปล่อยให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญโดยไม่มีเหตุผลตามที่เขากล่าวอ้างหรือไม่

ฝ่ายที่ต้องการจัดทำฉบับใหม่ล้วนมีแผลทั้งสิ้น พรรคการเมืองบางพรรคโกงแล้วถูกถอดถอน นายกฯถูกถอดถอนมา 2 คน รองประธานสภาแปรญัตติเอางบฯไปใส่พื้นที่ตัวเอง แล้วต้องการจะฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญ พรรคการเมืองบางพรรคถูกยุบพรรค แล้วจะฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญ

“ผมย้ำว่าปัญหารัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขได้ ที่ผ่านมาพวกท่านก็เคยแก้ไขจากบัตรใบเดียวเป็นบัตรสองใบ ตรงนี้มีนัยว่าอะไรที่เป็นปัญหามันแก้ไขได้ และท่านแก้เพื่อประโยชน์ของนักการเมืองทั้งสิ้น หลายคนอาจอ้างว่าเป็นผลพวงรัฐประหาร ผมถามพี่น้องว่าท่านแจงสาระได้ไหม ท่านสามารถร่วมมือกันแก้ไขได้เพราะพวกท่านมีเสียงเยอะอยู่แล้วในสภา ทำไมต้องทำให้ประเทศชาติเสียเงินหมื่นกว่าล้านเพื่อร่างใหม่ เหมือนอยู่ดี ๆ จะรื้อบ้านทิ้งโดยที่แปลนบ้านใหม่ยังไม่รู้ว่าเป็นแบบไหน”

“เจษฎ์” กล่าวว่า ถ้าบอกว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มาจากการรัฐประหาร ถ้าอย่างนั้นเลิกประชาธิปไตยของพวกท่านไปเสียเถอะ คณะราษฎร 2475 ปฏิวัติรัฐประหารที่เลวร้ายที่สุด ล้มล้างสถาบัน ล้มล้างรัชกาลที่ 7 แบบอย่างประชาธิปไตยที่คณะราษฎรประกาศไว้ในฉบับที่ 1 ก็ต้องเลิก เพราะเริ่มต้นมาจากการปฏิวัติรัฐประหารเหมือนกัน

ส่วนที่บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีการรับฟังความคิดเห็น ผมเป็นกรรมาธิการยกร่าง ตั้งแต่ชุด อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ จนมาถึงชุดอาจารย์ มีชัย ฤชุพันธุ์ มีรับฟังความคิดเห็นจนทั่วประเทศ พร้อมบอกให้ไปเปิดดูเอกสารได้เลย อย่ามาโกหกประชาชน

นักการเมืองอยากแก้ปมจริยธรรม

ในมุม สว. “พิสิษฐ์” กล่าวว่า ข้อดีของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันพร้อมเหตุผล ประชาชนมีอำนาจตรวจสอบองค์กรอิสระจริง : มาตรา 234-237 เกี่ยวกับหน้าที่ ป.ป.ช. ประชาชนไม่ต้องล่ารายชื่อด้วยซ้ำ ถ้าเห็นการทุจริตคอร์รัปชั่น ท่านเอาหลักฐานไปยื่น ป.ป.ช.ได้เลย หากจะตรวจสอบ ป.ป.ช. ก็มีมาตรา 236 ให้ สส. หรือ สว. 1 ใน 5 หรือประชาชน 20,000 รายชื่อ ยื่นถอดถอน ป.ป.ช. ได้ มีการตรวจสอบถ่วงดุลกันอยู่แล้ว

แต่สิ่งที่นักการเมืองกลัวที่สุดคือคำว่า “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และการไม่ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง” เพราะเขาอยากแก้ประเด็นนี้หรือไม่ ประชาชนเดือดร้อนตรงไหนที่ถูกจำกัดสิทธิ อยากให้ช่วยบอกเหตุผล

เช็กลิสต์รัฐธรรมนูญ

ด้าน “พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้คาถาเช็กลิสต์สำหรับผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติว่าจะกาเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เหมือนกับจับต้องไม่ได้ แต่อยากให้คิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นเหมือนสัญญาจ้าง เราเป็นนายจ้าง รัฐธรรมนูญคือสัญญาฉบับหนึ่งที่เขียนเอาไว้ว่ารัฐหรือหน่วยงานรัฐมาดูแลความปลอดภัยของเราอำนวยความสะดวกเราในเรื่องไหน อย่างไร สิทธิออกไปทำงาน แรงงาน การดูแลรักษาพยาบาล การเดินทางคมนาคม เรื่องพวกนี้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่าหน่วยงานรัฐจะดูแลเราอย่างไร และเขียนไว้ด้วยว่ารัฐห้ามทำให้เราลำบาก หรือ มีอุปสรรคอย่างไร

“ผมให้เป็นเช็กลิสต์ 3 ข้อ เพื่อประกอบกับการตัดสินใจวันที่ 8 ว่าคุณพึงพอใจหรือไม่ที่จะสร้างตัวสัญญาที่จะใช้กับเราอาจมีส่วนร่วมบ้างไม่มีส่วนร่วมบ้าง ถ้าเราโอเคแบบนี้ก็โอเค 2.เรารู้สึกว่าที่ผ่านมา สภาวะเศรษฐกิจ สังคมการเมือง การบังคับใช้กฎหมาย ในสภาวะปัจจุบันเราโอเคกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ 3.เราพอใจกับการทำหน้าที่ของสภา คือ สส. และ สว.ไหม พอใจการทำงานของคณะรัฐมนตรี องค์กรอิสระต่าง ๆ ศาลรัฐธรรมนูญไหม”

“ถ้าทั้ง 3 ข้อ เราโอเค ก็โหวตไม่เห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราก็ใช้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน แต่ถ้าเราไม่พอใจก็แสดงว่าเราต้องการมีกฎเกณฑ์ฉบับใหม่นั่นเอง”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประชามติ รัฐธรรมนูญ 60