ครม.เห็นชอบมาตรการกำหนดราคาอ้อย และผลตอบแทนการผลิต ปี 68/69 กำหนดราคาเดียวทั่วประเทศ กำหนดราคาระดับความหวาน 10 cc s อยู่ที่ 890 บาทต่อตัน และเห็นชอบวางมาตรการรับมือไฟป่าหมอกควันข้ามแดน เพิ่มช่องทาง Cell Broadcast เตือนภัยสุขภาพประชาชน
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม. ว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบตามแนวทางอุตสาหกรรมเสนอการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้น และผลตอบแทนการผลิต และการจำหน่ายน้ำตาล ทรายขั้นต้น สำหรับฤดูการผลิตปี 2568/2569 โดยกำหนดราคาเดียวทั่วประเทศ 9 เขตคำนวณ เพื่อให้โรงงานน้ำตาลสามารถชำระค่าอ้อย ให้กับชาวไร่อ้อยได้ทันเวลา เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการเพาะปลูก บำรุงรักษาอ้อย และการดำรงชีพ
ซึ่งมีการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้น ระดับความหวาน 10 cc s อยู่ที่ 890 บาทต่อตันอ้อย และกำหนดอัตราปรับขึ้นลง เท่ากับ 53 บาท 40 สตางค์ต่อ 1 หน่วย cc s พร้อมกำหนดผลตอบแทนการผลิต และจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นที่ระดับความหวาน 10 cc s = 381 บาท 43 สตางค์ต่อตันอ้อย
นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมาตรการรับมือไฟป่า หมอกควันและฝุ่น PM 2.5 โดยเห็นชอบมาตรการดังกล่าว ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนเข้าช่วงวิกฤตฝุ่น ระหว่างปี 2569 ถึงต้นปีหน้า ซึ่งมักเกิดจากไฟป่า เผาพื้นที่การเกษตร ลดควันดำโรงงานอุตสาหกรรม และหมอกควันข้ามแดน และทำให้มีสภาพอากาศปิดฝุ่นสะสมเป็นจำนวนมาก โดยมาตรการปีนี้ยังคงยึดโครงสร้างเดิม เช่น กำหนดเป้าหมายลดการเผา ในพื้นที่ป่าพื้นที่การเกษตร และควบคุมฝุ่นในเขตเมือง ดำเนินการ 2 ระยะ คือ ระยะเตรียมการและระยะปฏิบัติการในช่วงวิกฤต เช่น การทำแผนที่ พื้นที่เสี่ยงเผา การขึ้นทะเบียนผู้ใช้ไฟในการเกษตร การกวดขันรถที่มีควันดำ และโรงงานอุตสาหกรรม และมาตรการหมอกควันข้ามแดน และเพิ่มมาตรการแจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบเซลล์บรอดแคสต์ เพื่อให้ได้รับข้อมูลรวดเร็วทันเหตุการณ์ เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพ ของประชาชนอย่างเป็นรูปประธรรม
คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบโครงการป่าไม้ช่วยชีวิต ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับ องค์การอาหาร และเกษตรแห่งสหประชาชาติ ภายใต้เงินสนับสนุน จากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์และคุ้มครองพื้นที่ป่าเขตร้อน 4 พื้นที่ ได้แก่ ดอยอินทนนท์ อมก๋อยจังหวัดเชียงใหม่ ทุ่งใหญ่นเรศวร ทางด้านตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี และพนมดงรักจังหวัดศรีสะเกษ ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี เน้นการจัดการป่าเป็นรูปประธรรม เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลและการอนุรักษ์ ลดปัญหาการบุกรุกไฟป่า สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน งานอนุรักษ์ของไทย ให้สอดคล้องกับพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ