เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

อนุทิน พลิกเกมยึดอำนาจภูเก็ต  ล้างบางทุนเทา เข้าตีเครือข่ายสีส้ม

20 มิ.ย. 2569 | 09:03น.

คอลัมน์ : Politics policy people forum

กลายเป็นเรื่องที่ทำให้ภูเก็ตทั้งเกาะสั่นไหว หลัง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถามหา “รองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด” กลางห้องประชุม 1 ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย คลองหลอด 

หลังหยิบยกข้อความจากเพจในจังหวัดภูเก็ต ที่ออกมาแฉปม “รองผู้ว่าราชการจังหวัด” ขู่จะย้ายคนระดับ “ผู้ว่าราชการจังหวัด” ซึ่งถูกโยงกับการปราบปรามผู้มีอิทธิพลในภูเก็ต 

“อนุทิน” ใช้ช่วงการประชุมกระทรวงมหาดไทย ถามหาต้นเรื่องที่เป็นประเด็นคือ “รองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด” ก่อนมาเอ่ยชื่อ “รองฯ กุ้ง” ซึ่งรองผู้ว่าฯ ภูเก็ต มีชื่อกุ้ง 2 คน  คนหนึ่งคือ “ธีระพงศ์ ช่วยชู” อีกคนหนึ่งชื่อ “อดุลย์ ชูทอง” 

“อรรษิษฐ์ สัมพันธรัฐ” ปลัดกระทรวงมหาดไทย ต้องเด้ง “รองฯ กุ้ง” ทั้ง 2 คน ในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น “รองฯ ธีระพงศ์” ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราช ส่วน “รองฯ อดุลย์” ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าฯ สงขลา 

ด้านหนึ่งถูกประเมินเบื้องต้นในนาทีนั้นว่าการสั่ง “เด้ง” เป็นแค่เพียงการลดกระแส แต่ไม่ถึง 24 ชั่วโมงในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อ 16 มิถุนายน “อรรษิษฐ์” ชงวาระเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ย้ายผู้ว่าฯ เซมเบ้พ่อเมืองภูเก็ต “นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” เข้ามาเป็น “รองปลัดกระทรวงมหาดไทย” สลับกับ “โชตินรินทร์ เกิดสม” รองปลัดกระทรวง ไปเป็นผู้ว่าฯ ภูเก็ต สมมติฐานการสั่งเด้งรองผู้ว่าฯ ชื่อกุ้ง 2 รายจึงถูกวิเคราะห์ใหม่ทันที 

ล้างอิทธิพล-อำนาจแฝงในภูเก็ต 

เท้าความเดิม ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา “อนุทิน” บุกเกาะภูเก็ต เปิดปฏิบัติการทวงคืนพื้นที่สาธารณะถึง 2 ครั้งใหญ่ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ลงแก้ปัญหาที่หาดบางเทา อ.ถลาง ผ่านมาเพียงแค่ 3 วัน “อนุทิน” ลงพื้นที่หาดฟรีด้อม อ.กะทู้ ปราบปรามขบวนการบุกรุกพื้นที่ป่า ใกล้หาดฟรีด้อม 

20 พฤษภาคม มีการสั่งย้าย “รุ่งเรือง ธิมาบุตร” ปลัดจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยนายอำเภอและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง 5 ราย มาช่วยราชการที่กรมการปกครอง หลังถูกร้องเรียนจากผู้ประกอบการและสถานบันเทิง แต่ “ปลัดรุ่งเรือง” ตอบโต้ด้วยการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี “ภคมน หนุนอนันต์” สส.พรรคประชาชน เป็นประธาน  

เรื่องราวพัฒนามาถึงการที่เพจในภูเก็ตแฉปม “รองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด” นำมาสู่ “อนุทิน” สั่งเด้งกราวรูด เพราะปมผลประโยชน์มหาศาลภายในเกาะ

อนุทิน

“อนุทิน” ชี้แจงการโยกย้ายผู้ว่าฯ – รองผู้ว่าฯ ครั้งนี้ว่า บางทีก็มีการปรับ เพราะภูเก็ตก็มีหลายเรื่อง ผู้สื่อข่าวก็เห็นตนลงไปดำเนินการสองสามวันก็ยังไม่ดีขึ้น พอมีอะไรขึ้นมาก็มีการแฉนั่นแฉนี่ มันทำงานกันไม่ได้หรอกแบบนี้ เราก็ต้องเอาคนที่ไม่มีความขัดแย้งกัน เอาคนที่ทำงานร่วมกันได้ไปทำงาน เพราะภูเก็ตเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ประเทศมหาศาล แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ยอมให้เกิดประเด็น เช่น การบุกยึดที่ดินชายหาดไล่ชาวบ้าน ข่มขู่ มาเฟีย ต่าง ๆ นานา และแอบอ้างกันอะไรเช่นนี้ แล้วจะให้ตนรอรับฟังรายงานว่าขอเวลาอีก 9 เดือนไปสืบสวนสอบสวนตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงก่อน ตนก็มอบนโยบายให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยไปว่าช่วงนี้มีปัญหาเยอะก็เร่งแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด

ขณะที่ “อรรษิษฐ์” ชี้แจงในฐานะปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่า ตามที่ทุกคนทราบดี ซึ่งที่ผ่านมามีข่าวในจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้การแก้ปัญหาที่มีอยู่คลี่คลาย จึงมีการปรับเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ทางราชการ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยคนที่อยู่เดิมได้ปรับย้ายให้ไปอยู่ที่เขาเคยอยู่ ไม่ใช่พื้นที่ห่างไกล ส่วนคนที่มาใหม่จะได้เข้ามาแก้ไขและสางปัญหาตามนโยบายของรัฐบาล ที่ได้กำหนดไว้ทั้งการปราบปรามผู้มีอิทธิพล รวมถึงเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่เรียบร้อยในพื้นที่ 

ก่อนเปรียบเปรยว่า “บางครั้งเหมือนเราใส่รองเท้า และมีเม็ดทรายเข้าไปอยู่ในรองเท้า มีความลำบากที่จะแก้ไขมัน ดังนั้น ต้องถอดรองเท้าออกมา เพื่อที่จะได้สวมเข้าไปใหม่ และในการปรับย้ายคนใหม่เข้าไปทำหน้าที่ ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่ก็จะใช้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีไปแก้ไขปัญหา ขณะที่คนเก่ารู้ถึงปัญหา แต่ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาได้สักที” 

ทว่าเรื่องที่ปิดไม่มิดภายในกระทรวงมหาดไทยคือ 2 รองผู้ว่าฯ ที่ถูกย้าย ต่างคนต่างเดินไม่ทับทาง -ทับเส้นกัน และคนละทางกับผู้ว่าฯ เซมเบ้ ที่เพิ่งจะไปคุมจังหวัดภูเก็ตช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ก็ไม่สามารถสยบความขัดแย้งได้ 

ขณะที่บรรดา “เพจเฟซบุ๊ก” ต่าง ๆ ที่เขี่ยประเด็น “ผู้ว่าฯ ซีฟู้ด” คนในกระทรวงคลองหลอดก็รู้ไปถึงต้นขั้วว่า มีกลุ่มทุนเทาในภูเก็ตหนุนหลัง เพื่อทำให้เกิดเกมแตกหัก และกลุ่มนี้อาจมีเส้นโยงมาถึงการเมืองระดับชาติในภูเก็ต ที่กลุ่มสีน้ำเงินพยายามเจาะพื้นที่ แต่ไม่เคยเจาะได้สำเร็จ  

เจาะข้อมูลเลือกตั้ง 

หากพลิกกระดานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สนามใหญ่ 3 ครั้งล่าสุด ตั้งแต่ 2562 เลือกตั้ง 2566 และเลือกตั้ง 2569 การเมืองภูเก็ตเปลี่ยนแลนด์สเคปไปอย่างสิ้นเชิง จากอดีตในการเมืองยุค 2540-2554  พรรคประชาธิปัตย์ครองความเป็นหนึ่งยึด สส.ในภูเก็ต  

แต่หลังจากการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 การเมืองถูกแช่แข็ง ก่อนจะปลดล็อกให้มีการเลือกตั้ง24 มีนาคม 2562 ในขณะนั้นเป็นช่วงเวลา “ขาขึ้น” ของพรรคพลังประชารัฐ ที่ถูกแปะป้ายว่าเป็นพรรคที่สืบทอดอำนาจ สามารถยึด 2 เก้าอี้ สส.ภูเก็ต 

แม้ในขณะนั้นพรรคภูมิใจไทยจะเริ่มเจาะขยายอิทธิพลในพื้นที่ภาคใต้ แต่ก็ยังไม่สามารถเจาะเข้าพื้นที่ภูเก็ตได้ 

ครั้นมาถึงการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 การเมืองสนามใหญ่ในภูเก็ตก็พลิกจากพรรคพลังประชารัฐ มาเป็นดินแดนสีส้ม – พรรคก้าวไกล สามารถครองเก้าอี้ สส.ได้ 3 ที่นั่ง ครองได้ทั้งจังหวัด โดยผลการเลือกตั้งภูเก็ตเขตเลือกตั้งที่ 1 สมชาติ เดชถาวรเจริญ ได้ 21,252 คะแนน เขตเลือกตั้งที่ 2 เฉลิมพงศ์ แสงดี ได้ 21,913 คะแนนเขตเลือกตั้งที่ 3 นายฐิติกันต์ฐิติพฤฒิกุล 20,421 คะแนน 

พรรคภูมิใจไทยพยายามเต็มที่แต่ก็หลุดเป้า แม้ว่าเวลาผ่านมาสองปี  การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 สนามเลือกตั้งที่เคยเป็น “ส้มทั้งจังหวัด” ก็มีสีเขียว พรรคกล้าธรรม สามารถฝ่ากระแสส้มได้สำเร็จ โดย สส. 2 เขตเป็นของพรรคประชาชน คือ เขตเลือกตั้งที่ 1 สมชาติ เดชถาวรเจริญ เจ้าของพื้นที่เดิมเมื่อปี 2566ได้ 18,463 คะแนน เขตเลือกตั้งที่ 2 เฉลิมพงศ์ยังคงยึดเก้าอี้เดิมไว้ได้ โดยได้คะแนน 21,359 แต่ที่เปลี่ยนคือเขตเลือกตั้งที่ 3 “อรทัย เกิดทรัพย์”จากพรรคกล้าธรรม ได้ 29,323 คะแนน

สำหรับพรรคภูมิใจไทย  ในเขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 เข้าป้ายเป็นลำดับที่ 2 ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 3 กลับพ่ายแพ้ ทั้งพรรคกล้าธรรม และพรรคประชาชน ทั้งที่คาดหวังว่าจะสามารถเจาะพื้นที่ภูเก็ตไว้ได้ เนื่องจากจังหวัดโดยรอบ ทั้งระนอง พังงา กระบี่ ล้วนเป็น “สีน้ำเงิน” แล้วทั้งสิ้น 

พลิกเกมคุมภูเก็ต 

ดังนั้น เมื่อฝ่ายสีน้ำเงินอ่านทะลุถึงต้นขั้วเครือข่ายใครเป็นใคร การประชุมมอบนโยบายกระทรวงมหาดไทยของ “อนุทิน” เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน และมีการถามหารองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด จึงไม่ใช่เรื่องกลอนพาไป 

เพราะภายหลังจากที่ “นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต (ในขณะนั้น) รายงานถึงสถานการณ์ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรีถามผ่านการประชุมทางไกลว่า “ไหนใครจะปลดท่านอ่ะ” ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตตอบกลับเพียงว่า “มีท่านนายกรัฐมนตรีย้ายผมได้คนเดียวครับ”

ก่อนที่ “อนุทิน” จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านข้อความจากเพจต่าง ๆ ในภูเก็ต 

“ที่หลังโรงพักเชิงทะเล มีคนสนิทรองผู้ว่าฯ บุกรุก”, “ถึงว่าทำไมหวงอำนาจ เหมือนหมาหวงชามข้าว ถูกทีมงานรองฯ บุกรุก”, “ตั้งคำถามคนสนิทรองผู้ว่าฯ บุกรุกหาด คิดหรือว่าประชาชนจะไม่รู้ผลประโยชน์” หรือกระทั่ง “รองซีฟู้ดขี้โม้จะย้ายผู้ว่าฯ ภูเก็ต วัดพลังผู้ว่าฯ ภูเก็ต กับรองฯ ซีฟู้ดใครไปก่อนกัน แบ็กใครใหญ่กว่ากัน” 

จากนั้น “อนุทิน” กล่าวอีกว่า “ผมไม่ได้เชื่อ แต่ถือว่าที่ไหนมีควันที่นั่นต้องมีไฟ ซึ่งได้มอบนโยบายปราบผู้มีอิทธิพลไปแล้ว หากมีคนเหล่านั้นในองค์กรของเราจะทำอย่างไร นิ้วหนึ่งชี้ไปที่คนอื่น อีก 3 นิ้วชี้ทิ่มเข้าตัว แบบนี้อายเขา”

ทุกคำ ทุกกิริยาของนายกฯ ถูกนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน ไม่กี่ชั่วโมงต่อมารองผู้ว่าฯ 2 คนถูกเด้ง คนหนึ่งย้ายไปนครศรีธรรมราช อีกคนย้ายไปสงขลา ซึ่งเป็นจังหวัดเกรด A ด้วยกันทั้งคู่ 

ส่วนผู้ว่าฯ เซมเบ้ ที่เพิ่งย้ายไปลงจังหวัดแข็งอย่าง “ภูเก็ต” ก็พร้อมที่จะย้ายกลับสู่ส่วนกลาง ไม่ต่างจากพ่อเมืองคนอื่นที่ถูกส่งไปภูเก็ต แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน ฝ่ายการเมืองภูมิใจไทยส่งผู้ว่าฯ “โชตินรินทร์ เกิดสม” ลงไปนั่งเก้าอี้พ่อเมืองภูเก็ตแทน 

การโยกย้ายผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ ภูเก็ตรอบนี้เป็นการบริหารงานบุคคล-อำนาจ-การเมือง เป็นเกมวางขุมกำลังใหม่ในจังหวัดภูเก็ต  

สุดท้าย “อนุทิน” พลิกเกม ยึดอำนาจเกาะภูเก็ต

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภูเก็ต อนุทิน ชาญวีรกูล