อนุทิน ฝ่าวงล้อม 2 ม็อบ กู้วิกฤตขาลง รัฐบาล 5 เดือน
คอลัมน์ : Politics policy people forum
รัฐบาลอนุทิน 2 บริหารประเทศได้เพียง 5 เดือน
แม้มีเสถียรภาพ แต่ศักยภาพกลับถูกตั้งคำถาม ทั้งที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี สั่งบรรดารัฐมนตรีให้ออกมา “ตีปี๊บ” ผลงาน แต่ยังไม่มีอะไรที่เป็นที่ตรึงใจชาวบ้าน
ในขณะที่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ต่อยอด “คนละครึ่ง” มาจากยุค “รัฐบาลลุงตู่” ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือ “กระตุ้นกำลังซื้อ” และลดรายจ่าย บรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ที่ทำให้รัฐบาลอนุทินยังพอประคองอารมณ์ของคนในสังคม ไม่ให้กลายเป็นม็อบปากท้อง
แต่ “ไทยช่วยไทยพลัส” ก็ล่วงเข้าสู่เดือนที่ 4 อันเป็นเดือนสุดท้ายของโครงการ หลังจากหมดโครงการ อารมณ์ของประชาชนอาจจะพลิก 180 องศา หากเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น
เช่นเดียวกับด่านหินที่ตั้งดักทางรัฐบาล อย่างปมร้อนทางการเมือง คดีฮั้ว สว. ซึ่งมีกรรมการบริหารพรรคและ สส.ภูมิใจไทยเป็นผู้ถูกกล่าวหาถึง 21 คน ยังมีผู้นำจิตวิญญาณแห่งบุรีรัมย์ “เนวิน ชิดชอบ” รวมอยู่ด้วย
โดยที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตัดสินผู้ถูกกล่าวหารายบุคคล ว่าจะส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งหรือไม่ ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ยิ่งปลุกไฟการเมืองให้ร้อนระอุ เพราะยิ่งสังคมตั้งคำถามถึงความเป็นกลางของ กกต. บรรดาพลพรรคสีน้ำเงิน-ภูมิใจไทย ก็ออกมาปกป้อง กลายเป็นน้ำมันราดบนกองไฟ
ยังรวมถึงปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น ปัญหา TH : AI passport รวมถึงการเล่นกลในงบประมาณปี’70 ที่เป็นด่านหินของรัฐบาล

แกนนำม็อบที่เคยล้มนายกฯ มาแล้ว 3 รัฐบาล อย่าง “สนธิ ลิ้มทองกุล” ก็ใช้จังหวะนี้ออกมาเคลื่อนไหว ประกาศสงครามทวงคืนประเทศ
รัฐบาลอนุทิน 2 ตกอยู่ในสภาวะ “ตั้งรับ” เต็มกำลัง เปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาลให้ออกมา ปะ ฉะ ดะ เปิดโหมดยกระดับสู้รบทางการเมือง
ในใจรัฐมนตรีบางรายที่มีฝีมือ เร่งปักหมุดสร้าง “ผลงานส่วนตัว” ทิ้งไว้เป็นมรดก ขีดเส้นต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว ช้าสุดภายใน 2 ปี เพราะปีที่ 3 อาจจะต้องเลือกตั้งใหม่
ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคเพื่อไทย แม้ทำตัวอยู่บนภู ไม่ลงมาคลุกความขัดแย้ง แต่กำลังสำคัญเบื้องหลังเพื่อไทยอย่าง “กลุ่มแคร์” ก็เปิดตัวฟื้นคืนชีพอย่างมีนัยยะสำคัญ
การปรากฏตัว เปิดหน้าให้สัมภาษณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ที่กำ 58 สส. ยืนยันความเป็นเพื่อนกับนายกฯ อนุทิน ที่รัฐสภา แม้อยู่ในสถานะพรรคฝ่ายค้าน รวมถึง “อรรถกร ศิริลัทธยากร” สส. ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม อดีต รมว.การท่องเที่ยวฯ ในรัฐบาลอนุทิน 1 โผล่หน้าห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 8 กันยายน ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ตอกย้ำ 58 เสียงพร้อมเป็นอะไหล่ หากสถานการณ์ในพรรคร่วมรัฐบาลมีปัญหา
ทั้งหมดใช้เวลาเพียงแค่ 5 เดือนรัฐบาลก็เผชิญภาวะถดถอยทางคะแนนนิยม
ปมร้อนม็อบน้ำหมาก-รุ่นใหม่
“ดร.สติธร ธนานิธิโชติ” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองที่รุมเร้ารัฐบาลขณะนี้ โดยเผชิญหน้าทั้ง “ม็อบน้ำหมาก” และ “ม็อบพลังรุ่นใหม่” ที่มีจุดตัดสินคือคดีฮั้ว สว.
โดยประเมินว่า ประเด็นเรื่องจีนเทา-ยิวเทา ที่ม็อบกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเดิมยกขึ้นมาเป็นประเด็น เชื่อว่ายังไม่สามารถจุดติดได้ในขณะนี้ และสถานการณ์ก็ยังไม่สุกงอมเพียงพอ แต่ม็อบที่คิดว่า “มีพลัง” มากกว่าคือ ม็อบคนรุ่นใหม่ หรือม็อบพลังหนุ่ม ที่มี “ยิ่งชีพ อัฌชานนท์” จากไอลอว์ เป็นผู้ขับเคลื่อน โดยเฉพาะประเด็นฮั้ว สว.
“ประเด็นฮั้ว สว. ถูกขยายผลจนปลุกอารมณ์ร่วมของคนเยอะ และคนก็รู้สึกมาตั้งแต่ตอนเลือก สว.แล้ว เพราะมีร่องรอยให้เห็นตั้งแต่แรก ๆ ว่า 2 ปีที่ผ่านมา สว.ท่านเป็นกลุ่มเป็นก้อนเหลือเกิน แสดงสัญลักษณ์ชัด ตัดเสื้อมาแทบจะผ้าม้วนเดียวกัน ลงคะแนนก็ลงเหมือน ๆ กัน”
แต่ “ดร.สติธร” ยังไม่กล้าประเมินพลังของม็อบฝั่งไอลอว์ จนกว่าจะเห็นพลังที่ไอลอว์นัดรวมตัวเดินจากสำนักงานไอลอว์ ที่ถนนลาดพร้าว ไปยังสนามศุภชลาศัย และหอศิลป์ กทม.
แต่เชื่อว่าม็อบแบบปักหลักพักค้างในอดีตอาจจะหมดยุคไปแล้ว จะเป็นพลังของม็อบรุ่นใหม่ ที่มีลักษณะ “แฟลชม็อบ” มาแล้วกลับ ไม่ยืดเยื้อ แต่สามารถกดดันรัฐบาลได้ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในยุค พล.อ.ประยุทธ์ มากกว่า
“แฟลชม็อบยืดเยื้อเหมือนกัน แต่ไม่ต่อเนื่องแบบปักหลักพักค้าง แค่นี้เพียงพอที่จะทำให้หน่วยความมั่นคงตกใจแล้ว และยังสามารถรักษาพลังได้”
ดร.สติธรชี้ว่า แม้แฟลชม็อบไม่อาจทำให้รัฐบาลพังได้ในทันที แต่จะเป็นบันไดนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วตอนการเลือกตั้งปี 2566 ที่พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง
ต่างจากม็อบรุ่นเก่า ที่จะชนะได้โดยต้องมีรัฐประหาร พาทหารเข้ามา แต่ในสถานการณ์แบบนี้ฝ่ายความมั่นคงก็ต้องประเมินว่าจะเข้ามาได้หรือไม่ เพราะมีบทเรียนแล้วจากการรัฐประหารปี 2557 ซึ่งประชาชนก็สะท้อนมาแล้วในปี 2566 ที่ทหารไม่สามารถรักษาอำนาจเอาไว้ได้
นอกจากนี้ ฝ่ายที่สนับสนุนกองทัพก็แตกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่ลงถนนกับคุณสนธิ กับกลุ่มที่ไม่พอใจตรงไหนก็ไปกดดันรัฐบาลเป็นเรื่อง ๆ อยากให้รัฐบาลแก้ไขปรับปรุงตรงไหน และสุดท้ายให้อยู่ในระบบ ไม่จำเป็นต้องให้กองทัพเข้ามาแทรกแซง อย่างน้อย ๆ เป็นแบบนี้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง
“เพราะทั้งสองกลุ่มต่างก็เลือกพรรคภูมิใจไทย ในฐานะอนุรักษนิยมใหม่มาตั้งแต่แรก คนที่เลือกพรรคเพื่อไทย
ก็คงไม่เข้าร่วมอยู่แล้ว เช่นเดียวกับกลุ่มคนที่เลือกพรรคประชาชน แม้จะต้องการไล่รัฐบาลก็ไม่มีทางที่จะมาเข้าร่วมกับม็อบสนธิ”
คาดรัฐบาลยุบสภาปีที่ 3
ให้ ดร.สติธรมองสถานะของรัฐบาลบนตัวเลข “คณิตศาสตร์การเมือง” ที่รัฐบาลมีเสียงในสภา 292 เสียง ว่า มีเสถียรภาพมาก ถ้าจะอยู่ไปให้ครบ 4 ปีไม่ยาก แต่เป็นรัฐบาลที่ไม่มีศักยภาพ
“เป็นเสถียรภาพที่ไม่มีศักยภาพ คือวันนี้เราไม่ได้คาดหวังให้รัฐบาลมีเสถียรภาพอย่างเดียว ในเมื่อคุณไม่ได้มีปัญหาเรื่องเสถียรภาพ นอกจากปัญหาที่รุมเร้า บางทีเราก็พอเข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องในอดีต เช่น ฮั้ว สว. ตั้งแต่ปี’67 ไม่ได้เกิดขึ้นตอนที่พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นรัฐบาลปัจจุบันมีอำนาจเต็ม สมัยนั้นท่านก็ 70 เสียง ก็เห็นอยู่ ท่านก็ไม่ได้เป็น 190 เสียง แล้วไปทำอะไรจนเข้าทางตัวเองขนาดนั้น
“หรือแม้กระทั่งเรื่องสอบ โกงข้อสอบ ก็ผ่านมาหลายรัฐบาล จนมีเรื่องมีราวกันก็ตอนนี้ ปัญหาเหล่านี้สามารถจัดการไปตามสภาพ คนก็ยังพอรับได้”
แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือ “ปัญหาเชิงนโยบาย” อ.ดร.สติธรมองว่า ผ่านมา 5 เดือนรัฐบาลยังไม่แสดงฝีมือในเชิงนโยบายให้เห็น รัฐมนตรีที่ดูเรื่องเงิน-ทอง อย่าง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง ต้องไปแก้ปัญหาต่าง ๆ เต็มไปหมด
นักรัฐศาสตร์รายนี้ มั่นใจว่าในช่วงปีนี้หรือปี 2570 อาจจะยังไม่มีอะไรที่ทำให้รัฐบาลอนุทิน 2 พ้นตำแหน่งไปได้ แต่พอเข้าสู่ปีที่ 3 การเมืองก็จะเข้าสู่โหมดสู้รบ และจะไม่ปล่อยให้มีการ “พลิกขั้ว” แต่จะเลือกวิธีชิงยุบสภา
โดยมีปัจจัยเร่งคือ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ผู้นำจิตวิญญาณพรรคประชาชน รวมถึงอดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ จะพ้นโทษแบนในปี 2573
จึงต้องชิงลงมือยุบสภาตอนนั้น