จับตาแก้กฎหมาย Thai PBS เปลี่ยนจาก “ภาษีบาป” 2 พันล้าน สู่งบรัฐ ?
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ชื่อของสื่อสาธารณะไทย อย่าง ‘ไทยพีบีเอส (Thai PBS)’ หรือ ‘องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย’ เป็นที่ถูกพูดถึงในเชิงการบริหารอยู่บ่อยครั้ง ทั้งเรื่องการใช้งบประมาณซึ่งมาจากภาษีบาป ราว 2,000 ล้านบาทต่อปี การขาดดุลงบประมาณ ไปจนถึงการกลายเป็นองค์กรที่อยู่ในกระแสข่าวการควบรวมกิจการสื่อในกำกับของรัฐอย่าง บมจ.อสมท
และ Thai PBS ตกเป็นที่สนใจของประชาชนอีกครั้ง เมื่อ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย นำทัพเสนอ ร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งมีการกำหนดแหล่งเงินงบประมาณใหม่ จากเดิมที่ใช้ภาษีบาป ราวปีละ 2,000 บาท มาเป็นการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี
ทำไมต้องเปลี่ยนแหล่งเงิน ?
ร่างกฎหมายดังกล่าว ระบุหลักการและเหตุผลในการเสนอแก้ไขกฎหมายไว้ 3 ประเด็นหลัก คือ
การรักษาวินัยการเงินการคลัง : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน
ข้อจำกัดตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง : มาตรา 26 (หรือมาตรา 6 ในบันทึกวิเคราะห์) แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 กำหนดว่า การเสนอกฎหมายให้จัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น เพื่อให้หน่วยงานรัฐนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์เฉพาะของตน จะกระทำมิได้
การยกเลิกบทเฉพาะกาลเพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกัน : แม้มาตรา 82 ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ จะผ่อนผันให้กฎหมายเดิมบังคับใช้ต่อได้ แต่นับเป็นเพียงบทเฉพาะกาล จึงสมควรยกเลิกการนำเงินรายได้จากภาษีสุราและยาสูบส่งเป็นเงินบำรุงองค์การโดยตรง เพื่อให้การจัดเก็บและรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด
แก้ไขแหล่งเงินอย่างไรบ้าง ?
ร่างกฎหมายดังกล่าว เสนอยกเลิกและปรับเปลี่ยนบทบัญญัติเกี่ยวกับแหล่งเงินงบประมาณที่ใช้ในการบริหารกิจการ ตาม พ.ร.บ. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551
โดยเสนอแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 11 (1) (ที่มาของรายได้) จากเดิม รายได้หลักมาจากเงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบตามมาตรา 12 แก้ไขเป็นการใช้เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
พร้อมทั้งยกเลิก มาตรา 12, 13, 14, 15 และ 16 ซึ่งเกี่ยวกับกลไกการจัดเก็บเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ ดังนี้
ยกเลิกมาตรา 12 : ยกเลิกอำนาจการจัดเก็บเงินบำรุงองค์การในอัตราร้อยละ 1.5 จากภาษีสุราและยาสูบ (เพดานเดิมไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี)
ยกเลิกมาตรา 13 : ยกเลิกหน้าที่ของกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรในการเรียกเก็บและนำส่งเงินบำรุง รวมถึงการหักค่าใช้จ่ายจัดเก็บ
ยกเลิกมาตรา 14 และ 15 : ยกเลิกหน้าที่ของผู้เสียภาษีสุรา/ยาสูบในการส่งเงินบำรุง ตลอดจนหลักเกณฑ์การงดเว้น ยกเว้น ลดหย่อน หรือคืนเงินบำรุง
ยกเลิกมาตรา 16 : ยกเลิกบทลงโทษและเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน กรณีส่งเงินบำรุงล่าช้าหรือส่งไม่ครบ
กฎหมายปัจจุบัน ระบุเรื่องแหล่งเงินอย่างไร ?
หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ อาจยังสงสัยอยู่ว่า กฎหมายปัจจุบันระบุรายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งเงินในการบริหารงานขององค์กรอย่างไรบ้าง ?
ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.Thai PBS พ.ศ. 2551 ระบุว่า ให้องค์การมีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงองค์การจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในอัตราร้อยละ 1.5 ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ และจัดสรรให้เป็นรายได้ขององค์การ โดยให้มีรายได้สูงสุดปีงบประมาณละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการปรับเพิ่มรายได้สูงสุดตามมาตรานี้ทุก 3 ปี เพื่อให้องค์การมีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ โดยให้พิจารณาถึงอัตราเงินเฟ้อของปีที่ผ่านมาประกอบกับขอบเขตการดำเนินงานขององค์การที่เปลี่ยนแปลงไปและผลการประเมินการดำเนินงานขององค์การตามมาตรา 50
ทั้งนี้ รายได้ขององค์การตามวรรคหนึ่งส่วนที่เกินจากรายได้สูงสุดที่กำหนดไว้ ให้องค์การนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
ขณะที่มาตรา 13 ของ พ.ร.บ.Thai PBS พ.ศ. 2551 ระบุต่อไปว่า เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บและส่งเงินบำรุงองค์การ
(1) ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้เรียกเก็บเงินบำรุงองค์การเพื่อนำส่งเป็นรายได้ขององค์การ โดยส่วนที่ไม่เกินจากรายได้สูงสุดที่กำหนดในมาตรา 12 ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด
(2) เงินบำรุงองค์การ ให้ถือเป็นภาษี แต่ไม่ให้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าของภาษีในการนำส่งเงินบำรุงองค์การ ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรหักค่าใช้จ่ายไว้ในอัตราตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด แต่ไม่เกินร้อยละ 1.5 ของเงินบำรุงองค์การที่เก็บได้
ทั้งนี้ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดเก็บ การนำส่งเงิน การงดเว้น การยกเว้น การลดหย่อน และการขอคืนเงินบำรุงองค์การขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย สำหรับสุราและยาสูบ พ.ศ. 2557 กำหนดให้ กรมบัญชีกลาง นำส่งเงินบำรุงองค์การเพื่อเป็นรายได้องค์การ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558
และปัจจุบัน Thai PBS ยังมีรายได้จากส่วนอื่น ๆ ทั้งการจำหน่ายทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การ เช่น สำเนาเทปรายการ การเผยแพร่สคริปต์ข่าว ค่าเช่าอุปกรณ์ ค่าเช่าพื้นที่ จนถึงการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล
เปิดฟังความเห็น 3 ประเด็นหลัก
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดรับฟังความเห็นร่างกฎหมายดังกล่าว ผ่านระบบรับฟังความเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ โดยร่างกฎหมายนี้จัดทำประเด็นคำถาม 4 ข้อ สำหรับรับฟังความคิดเห็น ได้แก่
1. เห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขที่มาของทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ (มาตรา 11 (1))
2. เห็นด้วยหรือไม่กับการยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงองค์การจากภาษีสุราและยาสูบ (ยกเลิกมาตรา 12 ถึง 16)
3. พ.ร.บ. ฉบับเดิม พ.ศ. 2551 มีปัญหาในการบังคับใช้หรือไม่ อย่างไร และร่างแก้ไขนี้สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใด
4. ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ๆ
พร้อมทั้งกำหนดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไว้ 3 กลุ่ม
- ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง : กระทรวงการคลัง, องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส), กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร
- ผู้เกี่ยวข้องโดยอ้อม : กรมประชาสัมพันธ์, คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช./กสทช.), สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาสถาบันนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย
- ผู้เกี่ยวข้องทั่วไป : ประชาชน
ทั้งนี้ การเปิดรับฟังความเห็นร่างกฎหมายดังกล่าว มีกำหนดรับฟังตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569
สำรวจงบฯ ‘Thai PBS’ 5 ปีล่าสุด
หากสำรวจภาพรวมงบประมาณของ Thai PBS ใน 5 ปีล่าสุดนี้ นอกจากการได้รับจัดสรรเงินจากภาษีบาป ปีละกว่า 1,900-2,000 ล้านบาทแล้ว ปัจจุบันยังมีรายได้จากการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX) รวมเป็นเงินปีละ 300-400 ล้านบาท
และเมื่อสำรวจรายรับ-รายจ่าย ตลอด 5 ปีล่าสุด ตั้งแต่ปี 2564-2568 พบว่าปีที่ผ่าน ๆ มา Thai PBS อยู่ในภาวะขาดดุลงบประมาณ ราว 150-275 ล้านบาทต่อปี จนกระทั่งปี 2568 ที่ผ่านมา งบประมาณของ Thai PBS สามารถพลิกกลับมาเป็นเกินดุลที่ 69 ล้านบาท
ทั้งนี้ Thai PBS ประสบกับภาวะขาดดุลงบประมาณ มาตั้งแต่ปี 2563 โดยในช่วงนั้นขาดดุลอยู่ที่ 117.46 ล้านบาท ก่อนที่สัญญาณของภาวะขาดดุลจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น จนปี 2566 ที่ขาดดุลสูงถึงกว่า 275 ล้านบาท
ขณะที่แผนบริหารกิจการ ปี 2569 ระบุถึงประมาณการรายได้ และแผนรายจ่ายไว้ โดยประมาณการรายได้รวม 2,650 ล้านบาท แบ่งเป็น
เงินบำรุงองค์การ (ตาม พ.ร.บ. มาตรา 12) : 2,000 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 75.47 ของรายได้รวม)
รายได้ค่าบริการโครงข่ายและสิ่งอำนวยความสะดวกฯ (มาตรา 11 (4)) : 540 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 20.38)
ดอกผลจากเงินหรือทรัพย์สินขององค์การ (มาตรา 11 (7)) : 60 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 2.26)
รายได้อื่น ๆ : 50 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 1.89)
สำหรับรายได้อื่น ๆ จำนวน 50 ล้านบาท มีการคาดการณ์รายได้จาก 3 ส่วนหลัก คือ รายได้ค่าธรรมเนียม/ค่าบริการเพิ่มเติม 23.80 ล้านบาท รายได้จากผู้สนับสนุนองค์การ (Co-Creation) 22.0 ล้านบาท และรายได้จากการบริหารทรัพย์สินทางปัญญา (IP) 4.2 ล้านบาท
ขณะที่แผนการใช้จ่าย ประมาณการรวม 2,650 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้
หมวดยุทธศาสตร์ 1,156.28 ล้านบาท (ร้อยละ 43.63 ของงบรายจ่ายรวม) ประกอบด้วย 4 แผนงานหลัก และงบกลาง/สำรอง
- แผนงานสาระเนื้อหา (Content): 927.93 ล้านบาท (ร้อยละ 80.25 ของหมวดยุทธศาสตร์) แบ่งเป็น
- ผลิตสารคดีและสารประโยชน์ 306.14 ล้านบาท
- ผลิตเนื้อหาสาระบันเทิง 269.96 ล้านบาท
- ผลิตข่าวและรายการข่าว 188.62 ล้านบาท
- ผลิตและจัดหารายการเพื่อเด็กและการเรียนรู้ 97.14 ล้านบาท
- ผลิตเนื้อหาและกิจกรรมภาคพลเมือง 53.91 ล้านบาท
- กลยุทธ์สนับสนุนเนื้อหา 12.16 ล้านบาท
- แผนงานแพลตฟอร์มและบริการ (Platforms & Services) 107.43 ล้านบาท (ร้อยละ 9.29)
- แผนงานวิจัยและการจัดการข้อมูล (R&D and DATA) 38.30 ล้านบาท (ร้อยละ 3.31)
- แผนงานการมีส่วนร่วมสาธารณะ (Public Engagement) 30.62 ล้านบาท (ร้อยละ 2.65)
- งบกลาง/งบฉุกเฉิน/งบสำรอง 52 ล้านบาท (งบกลาง 12 ล้านบาท, งบฉุกเฉิน 5 ล้านบาท, งบสำรอง 35 ล้านบาท)
หมวดโครงสร้างพื้นฐานสื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริหารทั่วไป 732.82 ล้านบาท (ร้อยละ 27.65)
- งานบริการโครงข่ายและสิ่งอำนวยความสะดวก 300 ล้านบาท
- งานเทคโนโลยีสารสนเทศ 147.25 ล้านบาท
- งานบริหารทั่วไป 144.95 ล้านบาท
- งานเทคโนโลยีแพร่ภาพออกอากาศ 140.62 ล้านบาท
หมวดบุคลากร: 760.90 ล้านบาท (ร้อยละ 28.71)
- งบเงินเดือน สวัสดิการ และค่าตอบแทนพนักงาน 722.40 ล้านบาท
- งบปรับปรุงโครงสร้างองค์กร (โครงการสมัครใจเกษียณก่อนกำหนด) 20 ล้านบาท
- งบพัฒนาบุคลากรและระบบ HRIS 18.50 ล้านบาท
'ภาษีบาป' ไม่ใช่แค่ความมั่นคง แต่เป็นกลไกสกัดการครอบงำ
รุ่งมณี เมฆโสภณ สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตกรรมการนโยบาย Thai PBS โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงประเด็นดังกล่าว โดยอธิบายที่มาที่ไปของการกำหนด 'ภาษีบาป' เป็นแหล่งรายได้ขององค์กรตามกฎหมาย Thai PBS ว่า ไม่ใช่เพื่อให้มีรายได้ที่มั่นคง แต่เป็นกลไกสร้างความเป็นอิสระจากอำนาจรัฐและอำนาจทุน เพื่อให้สื่อสาธารณะทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชน
การพิจารณาเรื่องรายได้ของ Thai PBS จึงไม่ควรมองเพียงมิติทางการเงินการคลัง แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะด้วย
รุ่งมณี ระบุต่อไปว่า ประเด็นสำคัญคือ วินัยการเงินการคลังไม่ควรถูกตีความว่า ทุกองค์กรของรัฐต้องมีรูปแบบทางการเงินเหมือนกันทั้งหมด เพราะสถาบันหรือองค์กรแต่ละประเภทถูกออกแบบขึ้นเพื่อทำหน้าที่แตกต่างกัน ศาล องค์กรอิสระ มหาวิทยาลัย หรือองค์กรสาธารณะบางประเภท ล้วนมีรูปแบบการคุ้มครองความเป็นอิสระที่แตกต่างกันตามภารกิจ
สื่อสาธารณะก็เช่นเดียวกัน ความเป็นอิสระไม่ใช่สิทธิพิเศษขององค์กร แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบ ให้ข้อมูล และสร้างพื้นที่สาธารณะได้
"หากเห็นว่าไทยพีบีเอสมีปัญหา แนวทางที่เหมาะสมควรเป็นการปฏิรูป ไม่ใช่การลดทอนหลักประกันที่ทำให้สื่อสาธารณะสามารถดำรงอยู่ได้" รุ่งมณี ระบุ
พร้อมกับตั้งคำถามสำคัญเพื่อชวนคิดว่า "คำถามที่ประเทศไทยควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า Thai PBS ควรได้เงินจากแหล่งใด แต่คือ ประเทศไทยยังต้องการสื่อสาธารณะหรือไม่ และต้องการให้สื่อสาธารณะทำหน้าที่อะไรในอนาคต"
อย่างไรก็ดี องค์กรสาธารณะในปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงแค่ Thai PBS เท่านั้น ที่ได้รับเงินจาก 'ภาษีบาป' แต่ยังมีองค์กรอื่น ๆ ที่ได้รับเงินจาก 'ภาษีบาป' ด้วย
เงินจากภาษีบาป ที่กลายมาเป็นเงินบำรุงองค์การ หรือเงินสนับสนุนองค์กรสาธารณะต่าง ๆ มาจากสิ่งที่เรียกว่า Earmarked Tax หรือ “ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง” คือ รายได้ของรัฐบาลที่จัดเก็บจากภาษีอากรค่าธรรมเนียมพิเศษ เงินรายได้ประเภทอื่น เพื่อวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งรัฐบาลนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นไม่ได้ มี 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น และ (2) ภาษีตามกฎหมายอื่น
กลุ่มที่ 1 ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น : ภาษีที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตราไม่เกิน 10% ของภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต
กลุ่มที่ 2 ภาษีตามกฎหมายอื่น : ภาษีที่เก็บเพิ่มจากสินค้า / บริการบางประเภท เพื่อนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนในด้านต่าง ๆ
สำหรับกลุ่มที่ 2 ปัจจุบันจะเก็บจากสินค้ากลุ่มสุราและยาสูบ ในอัตรา 1.5-2% และนำไปสนับสนุนองค์กรที่กฎหมายกำหนด ทั้ง Thai PBS (อัตรา 1.5%) สสส. (อัตรา 2%) กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (อัตรา 2%) และกองทุนผู้สูงอายุ (อัตรา 2%)
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก บริษัท ธรรมนิติ จำกัด (มหาชน)