ปกรณ์ โชว์เวที OECD กฎหมายไทยทันบริบทโลก
ปกรณ์ ร่วมเวทีประชุม OECD หารือ รมว.ยุติธรรม ตุรกี-สเปน ประกาศไทยมุ่งมั่นร่วมเป็นสมาชิกฯ เผยไทยนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในระบบกฎหมาย-ทำให้ประชาชนเข้าถึงง่าย-ทบทวนทุก 5 ปีให้ทันบริบทโลก เชื่อความยุติธรรมคือองค์ประกอบสำคัญการเติบโตที่ทั่วถึงยั่งยืน
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย นำคณะผู้แทนประเทศไทย ร่วมการประชุมว่าด้วยการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ที่จัดโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) 2026 ณ นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี
พร้อมทั้งประชุมระดับทวิภาคีกับผู้บริหารระดับสูงของ OECD และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมประเทศตุรกีและสเปน เพื่อเน้นย้ำความมุ่งมันของประเทศไทย ในการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อผลักดันนโยบายปรับเปลี่ยนโครงสร้างราชการและระบบยุติธรรมของไทย
นายปกรณ์ ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “ความยุติธรรมและการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ การลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย”
นายปกรณ์ กล่าวว่า ในนามรัฐบาลไทย รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมการประชุม และแบ่งปันประสบการณ์ของประเทศไทย ในเรื่องนี้
ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD
กระบวนการดังกล่าว จึงเป็นโอกาสอันทรงคุณค่าสำหรับประเทศไทย ที่จะใช้เป็นแรงผลักดันในการปฏิรูปโครงสร้างของประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม เพราะความยุติธรรมที่เราต้องการมากที่สุดคือ “ความยุติธรรมที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ ไม่ใช่ความยุติธรรมที่มีอยู่เพียงบนหน้ากระดาษ”
การแลกเปลี่ยนของเราในวันนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความยุติธรรมมิได้หมายถึงเพียงการอำนวยความยุติธรรมแก่คู่ความในห้องพิจารณาคดีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการช่วยเร่งให้รัฐบาลสามารถให้บริการสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และเกิดผลสัมฤทธิ์มากยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกัน ความยุติธรรมยังช่วยสร้างความแน่นอน ความไว้วางใจ และความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ คำพิพากษาของศาลมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้น ให้รัฐบาลกำหนดกฎระเบียบให้มีความชัดเจน น่าเชื่อถือ และสร้างความเป็นธรรมระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs
คำพิพากษายังสามารถกระตุ้นให้รัฐบาลส่งเสริมหลักนิติธรรม ปรับโครงสร้างองค์กร และออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ เพื่อลดต้นทุนและภาระของภาคธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ความยุติธรรมยังสะท้อนให้เห็นว่า หากรัฐบาลนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการสาธารณะ ประชาชนและภาคธุรกิจก็จะได้รับประโยชน์ การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดต้นทุนและภาระของประชาชนและภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวมอีกด้วย
นายปกรณ์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย รัฐบาลได้นำข้อสะท้อนจากคำพิพากษาของศาลมาผลักดันนโยบายรัฐบาลดิจิทัลและรัฐบาลแบบเปิด ประชาชนสามารถเข้าถึงกฎหมายและข้อมูลของภาครัฐได้อย่างง่ายดาย และโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ต กฎหมายทุกฉบับต้องได้รับการทบทวนอย่างน้อยทุก 5 ปี หรือเร็วกว่านั้นหากมีความเหมาะสม เพื่อให้กฎหมายสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ ก่อนการยกร่างกฎหมาย ยังต้องจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมาย หรือ RIA และดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐทุกแห่งต้องจัดทำให้อยู่ในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถอ่านและประมวลผลได้ ข้อมูลเหล่านั้นต้องเปิดเผยต่อสาธารณะและเชื่อมโยงถึงกันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยให้ภาครัฐสามารถให้บริการแก่ประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างถูกต้อง สะดวก และมีต้นทุนต่ำที่สุด
เราเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล สามารถช่วยเสริมสร้างการเข้าถึงความยุติธรรมสำหรับทุกคนได้ในประเทศไทย ระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Court ซึ่งเริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ได้ช่วยลดต้นทุนด้านการบริหารจัดการและต้นทุนในการดำเนินคดีของคู่ความลงอย่างมาก
ประชาชนและ SMEs สามารถยื่นคดีผ่านระบบ E-Court ได้ด้วยตนเอง และได้รับความยุติธรรมอย่างทันท่วงที จำนวนคดีที่ยื่นผ่านระบบ E-Court เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละปี เมื่อเปรียบเทียบกับการยื่นคดีในรูปแบบดั้งเดิม
ในขณะเดียวกัน กระบวนพิจารณาคดีในรูปแบบดั้งเดิมของศาลก็ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดต้นทุนและภาระที่ไม่จำเป็นของประชาชนและภาคธุรกิจเช่นเดียวกัน
รองนายกฯไทย ยังกล่าวอีกว่า ประเทศไทยยังส่งเสริมการระงับข้อพิพาททางเลือก โดยเฉพาะการประนอมข้อพิพาทและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนอกศาล เพื่อช่วยลดภาระจากการดำเนินคดีอย่างเป็นทางการสำหรับประชาชนและ SMEs โดยรัฐบาลได้จัดตั้งหน่วยงานด้านการประนอมและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไว้ทั่วประเทศ
นายปกรณ์ ระบุว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD และเราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ความยุติธรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่น ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ตลอดจนความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน
ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีความยินดีที่จะมุ่งมั่นดำเนินการให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ลดอุปสรรคและความติดขัด ลดกฎระเบียบและขั้นตอนทางราชการที่ไม่จำเป็น และสนับสนุนประชาชนทุกกลุ่มใน

